สวัสดีครับเพื่อนผู้อ่านทุกท่าน
ช่วงนี้ไปไหนมาไหน ใครๆ ก็พูดถึงเรื่อง AI ใช่ไหมครับ ผู้บริหารหลายองค์กรต่างก็มีนโยบายที่จะให้พนักงานใช้ AI ช่วยในการทำงานกันเยอะ ๆ งานจะได้เสร็จไว ๆ ผลลัพธ์จะได้ดีขึ้นด้วย
ความคาดหวังขององค์กรส่วนใหญ่คือ AI จะมาช่วยแบ่งเบาภาระงานที่จำเจ ช่วยสรุปรายงาน เขียนโค้ด หรือร่างเอกสาร เพื่อให้พนักงานมีเวลาไปทำงานที่ “มีคุณค่าสูง” (High Value) มากขึ้น
ฟังดูเหมือนจะเป็นฝันที่เป็นจริงใช่ไหมครับ? แต่เชื่อไหมครับว่า งานวิจัยล่าสุดกำลังบอกเราในทางตรงกันข้ามเลยครับ
AI ไม่ได้ลดงาน แต่มันทำให้งานแน่นขึ้น
จากการศึกษาพนักงานในบริษัทเทคโนโลยีแห่งหนึ่งนานถึง 8 เดือน พบความจริงที่น่าตกใจว่า พอมี AI เข้ามา พนักงานไม่ได้ทำงานน้อยลงเลยครับ แต่กลับทำงาน เร็วขึ้น กว้างขึ้น และยาวนานขึ้น โดยที่บริษัทไม่ได้สั่งด้วยซ้ำ
ทำไมถึงเป็นแบบนั้น เพราะ AI มันทำให้การ “ทำเพิ่มอีกนิด” กลายเป็นเรื่องง่ายจนเราหยุดไม่อยู่ครับ ซึ่งมันนำไปสู่ 3 ปรากฏการณ์ที่น่ากังวล:
- Task Expansion (งานงอกแบบไม่รู้ตัว) พอ AI ช่วยให้เราทำเรื่องที่ไม่เคยทำได้ง่ายขึ้น เช่น เริ่มเขียนโค้ดเอง หรือนักวิจัยลองทำงานวิศวกรรม แทนที่จะจ้างข้างนอกหรือรอผู้เชี่ยวชาญ เราก็ทำเองซะเลย ผลคือ ขอบเขตงานกว้างขึ้นจนล้นมือ ส่วนคนที่ต้องมาตามเช็ดตามล้าง (เช่น Engineer ที่ต้องมาแก้โค้ดจาก AI) ก็งานงอกเพิ่มขึ้นไปอีกครับ
- Blurred Boundaries (เส้นแบ่งงานกับเวลาพักที่หายไป) AI ทำให้การเริ่มงานใหม่มันง่ายมาก แค่พิมพ์ไม่กี่คำ พนักงานเลยแอบสั่งงาน AI ตอนกินข้าว ตอนประชุม หรือแม้แต่ก่อนนอน เพราะรู้สึกว่ามันเหมือนการ แชท มากกว่าการทำงาน สุดท้ายสมองเลยไม่ได้พักจริงๆ (Recovery)
- Hyper-Multitasking (สลับหน้าจอรัวๆ) เราเริ่มคุมงานหลายอย่างพร้อมกัน เพราะมี AI เป็นคู่หูช่วยทำอยู่เบื้องหลัง ความเร็วที่เพิ่มขึ้นนี้สร้างแรงกดดันมหาศาลให้ทุกคนต้องเร็วตามกันไปหมด จนสุดท้ายเรายุ่งกว่าเดิมเสียอีก
เมื่อความขยัน กลายเป็น ความเสี่ยง
ผู้บริหารบางท่านอาจจะยิ้มกริ่มว่า “ดีสิ พนักงานขยันเองแบบนี้ ผลผลิตก็เพิ่ม”
แต่ในฐานะคนบริหารคน ผมอยากให้ระวังครับ เพราะความขยันที่เกิดจาก AI นี้มันไม่ยั่งยืน (Unsustainable) ในระยะสั้นตัวเลขอาจจะดูดี แต่ในระยะยาว พนักงานจะเกิดอาการล้าทางสมอง (Cognitive Fatigue) นำไปสู่การตัดสินใจที่ผิดพลาด คุณภาพงานแย่ลง และสุดท้ายคืออาการ Burnout จนลาออกในที่สุดครับ
แล้ว HR และหัวหน้างานควรรับมืออย่างไร
เราจะปล่อยให้ AI นำทางเราไปสู่ความเหนื่อยล้าไม่ได้ครับ สิ่งที่องค์กรต้องสร้างคือ AI Practice หรือธรรมเนียมปฏิบัติในการใช้ AI อย่างมีสติ ซึ่งผมสรุปแนวทางบริหารจัดการสำหรับ HR และ Manager ไว้ดังนี้ครับ
1. กำหนดวัฒนธรรม หยุดเพื่อคิด (Intentional Pauses) HR ควรส่งเสริมให้มีมาตรฐานว่า เร็วไม่ได้แปลว่าดีเสมอไป ก่อนจะตัดสินใจเรื่องสำคัญที่ AI ช่วยทำมา ควรมีช่วงเวลา Pause เพื่อทบทวนความสอดคล้องกับเป้าหมาย (Alignment) ไม่ใช่แค่กดส่งเพราะมันเสร็จเร็ว
2. บริหารจัดการลำดับงาน (Sequencing) หัวหน้างานควรช่วยพนักงานจัดระเบียบการตอบสนองต่อ AI เช่น กำหนดเวลาในการดู Output จาก AI ไม่ใช่ต้องตอบโต้ตลอดเวลา เพื่อป้องกันการถูกขัดจังหวะ (Context Switching) ซึ่งทำลายสมาธิอย่างรุนแรง
3. รักษาพื้นที่มนุษย์ (Human Grounding) ยิ่งใช้ AI เยอะ เรายิ่งทำงานคนเดียวมากขึ้น HR ควรจัดกิจกรรมหรือสร้างบรรยากาศให้เกิดการพูดคุยแบบ Human-to-Human เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองที่หลากหลาย เพราะ AI มักจะให้คำตอบในมุมเดียว แต่ความคิดสร้างสรรค์ที่แท้จริงเกิดจากการปะทะกันของไอเดียระหว่างมนุษย์ครับ
4. ปรับการวัดผลที่ คุณภาพและผลลัพธ์ ไม่ใช่ ปริมาณและความเร็ว HR ต้องทบทวน KPI ใหม่ครับ ถ้าเราวัดผลที่ความเร็ว พนักงานจะยิ่งใช้ AI จนล้นมือ เราต้องเปลี่ยนมาเน้นที่ Impact ของงาน และต้องคอยสังเกตสัญญาณเตือนของอาการ Burnout แม้ว่าผลผลิตของพนักงานคนนั้นจะยังดูสูงอยู่ก็ตาม
สรุปส่งท้าย
คำถามสำคัญสำหรับองค์กรในวันนี้ไม่ใช่แค่ เราจะใช้ AI อย่างไร แต่คือ เราจะใช้ AI อย่างไร ให้คนของเรายังมีพลังและมีความสุขในระยะยาว
AI ทำให้เราทำอะไรๆ ได้ง่ายขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่าเราต้องทำทุกอย่างครับ อย่าให้เทคโนโลยีมาเป็นตัวกำหนดจังหวะชีวิต แต่เราต้องเป็นคนกำหนดจังหวะการใช้เทคโนโลยี เพื่อสร้างความสำเร็จที่ยั่งยืนไปด้วยกัน
แล้วพบกันใหม่บทความหน้าครับ
ใส่ความเห็น