7 วิธีสร้างทีมงานที่เก่งขึ้นทุกวัน: บทเรียนจากงานวิจัย “Superteams”

บทความ · HR Management · Team Building

⬛ HR Insight

7 วิธีสร้างทีมงานที่เก่งขึ้นทุกวัน: บทเรียนจากงานวิจัย “Superteams”

“คำถามที่ HR ควรถามตัวเอง ไม่ใช่ ‘ทีมของเราเก่งแค่ไหน’ แต่คือ ‘ทีมของเราเก่งขึ้นกว่าปีที่แล้วเท่าไหร่'”


เวลาผมเข้าไปทำงานกับองค์กรต่าง ๆ ในประเทศไทย คำถามที่ผู้บริหารถามผมบ่อยที่สุดคำถามหนึ่งคือ “เราจะทำอย่างไรให้ทีมงานของเราเก่งขึ้นเรื่อย ๆ”

เป็นคำถามที่ดูเรียบง่าย แต่ตอบยากมาก เพราะในความเป็นจริง เราจะเห็นทีมส่วนใหญ่ในองค์กรไทยมักจะ “นิ่ง” อยู่กับที่ ทำงานได้ตามเป้า แต่ไม่ได้พัฒนาขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ บางทีมอยู่มา 5 ปี 10 ปี ก็ยังทำงานเหมือนเดิม คิดเหมือนเดิม และแก้ปัญหาด้วยวิธีเดิม

เมื่อเดือนที่ผ่านมา ผมได้อ่านบทความของ Ron Friedman นักจิตวิทยาและผู้ก่อตั้ง Superteams Inc. ลงใน Harvard Business Review ฉบับเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน 2026 ซึ่งเขาและทีมวิจัยได้สำรวจพนักงานกว่า 6,000 คน ข้ามอุตสาหกรรม เพื่อหาคำตอบว่า “ทีมที่ดีที่สุด ทำอะไรแตกต่างจากทีมทั่วไป”

ผลการวิจัยพบว่า ทีมที่ยอดเยี่ยมที่สุด ซึ่ง Friedman เรียกว่า “Superteams” มีลักษณะร่วม 3 ประการ คือทำงานสำเร็จได้มากกว่า สมาชิกในทีมช่วยให้กันและกันเก่งขึ้น และพัฒนาทักษะใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง

Friedman ได้กลั่นสิ่งที่ผู้นำของทีม Superteams ทำออกมาเป็น 7 แนวปฏิบัติ ซึ่งผมอ่านแล้วคิดว่ามีประโยชน์มากสำหรับ HR และผู้บริหารองค์กรไทย จึงอยากนำมาเล่าต่อ พร้อมใส่มุมมองว่าแต่ละข้อควรปรับอย่างไรให้เข้ากับบริบทองค์กรไทย

ก่อนเข้าสู่ 7 ข้อนั้น ผมอยากเล่ากรณีศึกษาที่ Friedman ใช้เปิดเรื่อง เพราะทำให้เราเห็นภาพว่า “ทีมที่พัฒนาขึ้นจริง” หน้าตาเป็นอย่างไร


เรื่องของทีม Oklahoma City Thunder

ในฤดูกาลปี 2021-22 ทีมบาสเก็ตบอล Oklahoma City Thunder ในลีก NBA แพ้ถึง 58 เกม อยู่ท้ายตารางลีก เรียกว่าเป็นทีมที่แทบไม่มีใครคาดหวังอะไร

แต่ฤดูกาลถัดมาทีมชนะ 40 เกม ปีต่อมา 57 เกม และปีถัดไป 68 เกม จนคว้าแชมป์ NBA ในฤดูกาล 2024-25 ทั้งที่เป็นทีมที่มีอายุเฉลี่ยผู้เล่นน้อยที่สุดเท่าที่เคยมีมาในประวัติศาสตร์ของการขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง

คำตอบว่าทำได้อย่างไร ไม่ได้อยู่ที่การซื้อดาวเด่นมาเพิ่ม แต่อยู่ที่ “วิธีการทำงาน” ที่ตรงกับสิ่งที่งานวิจัยของ Friedman พบในทีม Superteams ในโลกธุรกิจ


1. ทดลองให้บ่อยขึ้น

งานวิจัยพบว่า Superteams ทดลองสิ่งใหม่บ่อยกว่าทีมทั่วไปเกือบ 50% ในขณะที่ทีมทั่วไปมักหยุดพัฒนาเมื่อเจอวิธีที่ “ใช้ได้” แล้ว และสุดท้ายก็ตามหลังคู่แข่ง

Reid Hoffman ผู้ร่วมก่อตั้ง LinkedIn เคยบอกทีมงานว่าเขา “คาดหวัง” ให้ทีมล้มเหลว 15% ของเวลา เพราะถ้าไม่ล้มเหลวเลย แปลว่าไม่ได้เสี่ยงพอ

บริบทไทย:

นี่เป็นข้อที่ท้าทายที่สุดสำหรับองค์กรไทย เพราะวัฒนธรรมการทำงานของเราไม่ค่อยให้พื้นที่สำหรับ “ความล้มเหลว” เราเติบโตมากับระบบการศึกษาที่ทำให้กลัวการตอบผิด กลัวการเสียหน้า คนจึงเลือกเล่นเกมปลอดภัย ทำงานให้ “ไม่ผิด” มากกว่าทำงานให้ “ดีขึ้น”

HR สามารถช่วยได้โดยออกแบบระบบ KPI ที่ไม่ลงโทษการทดลองที่ล้มเหลว จัดเวที “Learning from Failure” ให้พนักงานแบ่งปันสิ่งที่เรียนรู้จากความผิดพลาด หรือตั้งงบ “Experiment Fund” เล็ก ๆ ให้ทีมทดลองโดยไม่ต้องรออนุมัติจากผู้บริหารระดับสูง สำคัญที่สุดคือผู้นำต้องทำให้การทดลอง “ปลอดภัยที่จะทำ” ไม่ใช่แค่ “ได้รับอนุญาตให้ทำ”

2. ทำให้ความอยากรู้อยากเห็นเป็นโรคติดต่อ

ความเข้าใจผิดอย่างหนึ่งเกี่ยวกับผู้นำที่เก่ง คือ “ผู้นำต้องรู้ทุกอย่าง” แต่งานวิจัยพบว่าผู้นำของ Superteams ยอมรับว่าตัวเองไม่รู้บ่อยกว่าผู้นำทีมทั่วไปถึง 33% และยังถามคำถามที่ดีบ่อยกว่า 56% และแสดงความสนใจเรียนรู้จากลูกน้องบ่อยกว่า 53%

เมื่อผู้นำกล้าพูดว่า “ผมไม่แน่ใจ แต่ผมรู้ว่าควรถามใคร” ทีมงานก็กล้ายอมรับว่าตัวเองไม่รู้เช่นกัน ซึ่งเป็นพื้นฐานของ psychological safety ที่งานวิจัยของ Google ในปี 2012 พบว่าเป็นตัวทำนายผลงานของทีมที่แม่นยำที่สุด

บริบทไทย:

วัฒนธรรมไทยมีระบบอาวุโสที่แข็งแรง ซึ่งทำให้ผู้ใหญ่ในองค์กรยากที่จะยอมรับว่า “ไม่รู้” โดยเฉพาะต่อหน้าคนอายุน้อยกว่า แต่โลกปัจจุบันหมุนเร็วจนไม่มีใครรู้ทุกเรื่องได้ ผู้บริหารที่ฉลาดคือผู้บริหารที่รู้ว่าต้องไปถามใคร ไม่ใช่ผู้บริหารที่แกล้งทำเป็นรู้

HR สามารถสร้างโครงการ Reverse Mentoring ให้พนักงาน Gen Z สอนผู้บริหารเรื่อง AI tools, digital marketing หรือเทรนด์โซเชียล และเปิดเวทีให้ผู้บริหารถามคำถาม “โง่ ๆ” ได้โดยไม่เสียหน้า อีกเรื่องคือ ในห้องประชุมของผู้บริหารไทย เรามักเห็นผู้นำ “ให้คำตอบ” มากกว่า “ถามคำถาม” ลองเปลี่ยนมาถาม “พวกคุณคิดยังไง?” แล้ว “เงียบ” ให้นานพอที่คนจะกล้าตอบ

3. ถามคำถามที่ผู้นำส่วนใหญ่ไม่กล้าถาม

ในการประชุมทีมส่วนใหญ่ เรามักใช้เวลาให้แต่ละคน “รายงานความคืบหน้า” ซึ่งเป็นรายงานที่ทำให้งานดูเรียบร้อย ครบถ้วน และอยู่ภายใต้การควบคุม ปัญหาคือ บรรยากาศแบบนี้ทำให้คนไม่กล้ายกมือพูดว่า “ผมติดปัญหาอยู่”

งานวิจัยพบว่าผู้นำของ Superteams นำการสนทนาไปที่ “ปัญหาที่ต้องแก้” บ่อยกว่าผู้นำทีมทั่วไปถึง 43% วิธีง่าย ๆ ที่จะเริ่ม คือการถามคำถามว่า “ตอนนี้คุณติดอะไรอยู่?” ซึ่งทำหน้าที่มากกว่าแค่ค้นหาปัญหา มันสื่อสารว่า “การเจอปัญหาเป็นเรื่องปกติ” และ “การขอความช่วยเหลือเป็นสัญญาณว่าคุณเอาใจใส่กับงาน”

บริบทไทย:

วัฒนธรรม “เกรงใจ” ของคนไทยทำให้การยอมรับว่าตัวเอง “ติดปัญหา” เป็นเรื่องยาก เพราะกลัวจะดูเป็นภาระของคนอื่น หรือกลัวว่าหัวหน้าจะมองว่าไม่เก่ง ในฐานะที่ปรึกษา ผมสังเกตว่าคนไทยมักบอกว่า “ยังครับ ยังไหว” ทั้งที่จมอยู่กับปัญหามาหลายสัปดาห์แล้ว และกว่าจะรู้ก็ตอนที่งานเสียหายจนแก้ยากแล้ว

วิธีแก้คือ ผู้นำต้องเป็นคนเริ่ม “ยอมรับปัญหาของตัวเอง” ก่อน ในการประชุมทีม ลองเริ่มด้วย “สัปดาห์นี้ผมติดเรื่อง X อยู่ ใครมีคำแนะนำไหม?” เมื่อหัวหน้าเปิดตัวก่อน ลูกน้องจะกล้าตามมา และระบบควรยกย่องคนที่ยกมือขอความช่วยเหลือ ไม่ใช่แค่คนที่ทำงานเสร็จ

4. ลงมือทำ แม้ในวันที่ไม่จำเป็นต้องทำ

ตำราบริหารมักสอนว่า “ผู้นำที่ดีต้องไม่ยุ่งกับรายละเอียด” ต้องมอบหมายงานแล้วโฟกัสที่ภาพใหญ่ แต่งานวิจัยพบว่าผู้นำของ Superteams ยังคงอยู่ “ในสนาม” เพื่อวางมาตรฐาน หาจุดที่จะพัฒนาต่อ และเห็นปัญหาก่อนมันจะลุกลาม

สิ่งสำคัญคือต้องแยกให้ออกระหว่าง involvement กับ micromanagement ผู้นำที่ดีทำงานเคียงข้างทีมเพื่อ “สร้างศักยภาพ” ให้ลูกน้อง ในขณะที่ micromanager จะจ้ำจี้ แก้ไข และเข้าไปทำเอง ทำให้ลูกน้องพึ่งตัวเองไม่ได้

Brian Chesky ผู้ก่อตั้ง Airbnb ยอมรับว่าหลัง COVID เขากลับเข้าไปตัดสินใจเรื่องสินค้าและ customer experience ด้วยตัวเอง แทนวิธีแบบ “จ้างคนเก่ง แล้วถอยออกมา” และ Airbnb ก็ฟื้น Paul Graham เรียกวิธีนี้ว่า “Founder Mode” ซึ่งสื่อถึงสิ่งที่ผู้นำหลายคนเริ่มรู้สึก คือ “การวางมือมากเกินไป ทำให้เราหลุดจากความจริง”

❌ MICROMANAGE

คอยจ้ำจี้ แก้ไข และเข้าไปทำเองทุกอย่าง ทำให้ลูกน้องพึ่งพาตัวเองไม่ได้ และศักยภาพลดลงเรื่อย ๆ

✓ INVOLVEMENT

ทำงานเคียงข้างทีม เพื่อสร้างศักยภาพ เห็นปัญหาก่อนลุกลาม และชี้ทางให้ลูกน้องเติบโตไปด้วยกัน

บริบทไทย:

ในองค์กรไทย เรามักเจอสองขั้วสุดโต่ง ขั้วหนึ่งคือผู้บริหารที่ “ลงไปทำเอง” จน micromanage กับขั้วที่ “ลอยตัวเหนือทีม” จนไม่รู้ว่าทีมทำอะไรอยู่

ทางสายกลางที่ Superteams ทำคือ “เข้าไปทำงานด้วยกัน” แบบที่ไม่ใช่การควบคุม แต่เป็นการร่วมแก้ปัญหา HR สามารถสร้างวัฒนธรรมนี้ได้ โดยออกแบบโครงการ “Leader as Contributor” ให้ผู้บริหารใช้เวลาส่วนหนึ่งในแต่ละสัปดาห์ทำงานจริงร่วมกับทีม ไม่ใช่แค่ประชุมทบทวน ซึ่งช่วยให้ผู้บริหารเห็นปัญหาระดับปฏิบัติการ และลูกน้องก็เห็นว่าผู้บริหาร “เข้าใจ” งานของพวกเขาจริง ๆ

5. ทำให้ Feedback เป็นเรื่องของการสนับสนุน ไม่ใช่การตัดสิน

ยิ่งทีมเรียนรู้ได้เร็วว่าอะไรใช่และอะไรไม่ใช่ ยิ่งพัฒนาได้เร็ว งานวิจัยพบว่าใน Superteams พนักงานมากกว่า 90% บอกว่าหัวหน้าของพวกเขาให้ feedback ที่กระตุ้นให้อยากพัฒนาโดยไม่ทำให้รู้สึกว่าถูกตำหนิ ในขณะที่ทีมทั่วไป โอกาสที่จะเจอผู้จัดการที่ให้ feedback ได้ดีมีพอ ๆ กับการโยนเหรียญหัว-ก้อย

งานวิจัยที่รวบรวมการศึกษากว่า 600 ชิ้น ตีพิมพ์ใน Psychological Bulletin พบว่ามากกว่า 1 ใน 3 ของกรณี feedback ไม่เพียงไม่ช่วยให้ผลงานดีขึ้น แต่กลับทำให้แย่ลง เหตุผลคือ feedback ที่ให้ไม่ดีจะทำให้คน “หมดกำลังใจ” ในขณะที่ feedback ที่ให้ดีจะ “ปลดล็อกการเติบโต”

หัวใจของการให้ feedback ที่ดี คือการมองว่า “ความผิดพลาด” คือ “ข้อมูล” บนเส้นทางการพัฒนา ไม่ใช่ “จุดดำ” ในประวัติการทำงาน บริษัท Adobe ยกเลิกการประเมินผลประจำปีแบบเดิม เปลี่ยนเป็น “check-in” สั้น ๆ ที่เน้นการสนทนาอย่างต่อเนื่อง ผลคือประหยัดเวลาได้ 80,000 ชั่วโมงต่อปี การลาออกโดยสมัครใจลดลง 34%

บริบทไทย:

เรื่อง feedback เป็นจุดอ่อนที่ใหญ่ที่สุดเรื่องหนึ่งของ HR ไทย ด้วยวัฒนธรรม “ไม่อยากให้ใครเสียหน้า” ทำให้ feedback มักเป็นสองขั้วสุดโต่ง คือ “เงียบไปเฉย ๆ” หรือ “ระเบิดใส่ตอนทนไม่ไหว”

ผมเจอองค์กรไทยจำนวนมากที่หัวหน้าไม่บอกลูกน้องว่ามีอะไรต้องปรับปรุง จนผลการประเมินออกมาแย่ ลูกน้องก็ตกใจว่า “ทำไมไม่บอกตั้งแต่แรก”

HR ควรออกแบบระบบ feedback ให้เกิดขึ้นบ่อยและสั้น ไม่ใช่การประเมินปีละครั้งที่หนักและเครียด และฝึกหัวหน้าให้ใช้เทคนิค “ask before tell” เช่น “คุณคิดว่างานนี้ไปได้ดีแค่ไหน?” ก่อนที่จะให้ความเห็นของตัวเอง สำคัญที่สุด feedback ต้องมาจาก “intent to help” ไม่ใช่ “intent to judge”

6. สนับสนุนการเติบโต แม้ว่าจะไม่ได้เป็นประโยชน์กับคุณ

การที่พนักงาน “มีงานเสริม” (moonlighting) มักถูกมองเป็นภัยคุกคามต่อองค์กร แต่งานวิจัยใน Frontiers in Psychology ที่ศึกษาพนักงาน 324 คน กลับพบว่า การมีงานเสริมสามารถทำนาย engagement ที่สูงขึ้น โดยเฉพาะในคนที่มองหาความเป็นอิสระและการพัฒนาทักษะ

ยิ่งกว่านั้น พนักงานใน Superteams มีโอกาสรู้สึกว่า “ได้รับการสนับสนุน” หลังประกาศลาออกมากกว่าพนักงานทั่วไป 2 เท่า และยังคงติดต่อกับหัวหน้าเก่าหลังลาออกมากกว่า 3 เท่า ความสัมพันธ์เหล่านี้มักพัฒนาไปเป็น “alumni network” ที่นำไปสู่การส่งต่องาน การกลับมาทำงานซ้ำ และ goodwill ระยะยาว

บริบทไทย:

นี่เป็นข้อที่ขัดกับความเชื่อของผู้บริหารไทยส่วนใหญ่ เพราะเราถูกสอนว่า “พนักงานที่ดี” คือคนที่ทุ่มเทกับงานเดียว ไม่ไปทำอะไรข้างนอก แต่โลกในวันนี้เปลี่ยนไปแล้ว คน Gen Z และ Gen Y รุ่นปลายมองว่าการมี side hustle เป็นเรื่องปกติ และการห้ามปราม 100% จะทำให้องค์กรเสียคนเก่งไปในที่สุด

HR ที่ฉลาดควรปรับนโยบายให้อนุญาตให้พนักงานทำงานเสริมได้ภายใต้เงื่อนไขที่ไม่ขัดผลประโยชน์ขององค์กร และสำคัญกว่านั้นคือสร้างเวทีให้พนักงานได้แบ่งปันสิ่งที่เรียนรู้จากงานเสริมกลับมาสู่ทีม และในเรื่องของพนักงานที่ลาออก องค์กรไทยมักตัดสัมพันธ์กับอดีตพนักงานอย่างเด็ดขาด ทั้งที่ในความเป็นจริง คนเหล่านี้คือ ambassador ของแบรนด์เรา

7. นำด้วยความหมาย ไม่ใช่แค่ตัวเลข

เมื่อคนเข้าใจว่าทำไมงานของพวกเขาถึงสำคัญ พวกเขาจะแสดงพลังมากขึ้น ร่วมมือได้ดีขึ้น และไม่พอใจกับคำว่า “ดีพอแล้ว” แต่จะมองหาวิธีทำให้ดีขึ้นเรื่อย ๆ

งานวิจัยพบว่าผู้นำของ Superteams มีประสิทธิภาพสูงกว่าผู้นำทีมทั่วไปถึง 59% ในการช่วยให้ทีมเข้าใจว่า “ทำไมสิ่งที่พวกเขาทำถึงสำคัญ”

กรณีของ Oklahoma City Thunder เป็นตัวอย่างชัดเจน เมื่อทีมย้ายจาก Seattle มา Oklahoma City ในปี 2008 ทีมต้องสูญเสียเอกลักษณ์เดิมทั้งหมด Sam Presti ผู้จัดการทั่วไป ไปเยี่ยม Oklahoma City National Memorial และสร้างพิธีกรรมให้ผู้เล่นและพนักงานใหม่ทุกคนต้องไปเยี่ยมอนุสรณ์สถานนั้นในวันแรกที่มาถึงเมือง เป็นพิธีที่เชื่อมโยงวัฒนธรรมของทีมกับคุณค่าของเมือง คือความแข็งแกร่ง ความสามัคคี และความเป็นชุมชน

บริบทไทย:

องค์กรไทยหลายแห่งมี “vision” และ “mission” ที่เขียนสวยงามติดข้างกำแพง แต่ไม่มีใครจำได้ว่าเขียนอะไร เพราะมันไม่เชื่อมโยงกับชีวิตการทำงานจริง

สิ่งที่ Presti ทำ ไม่ใช่แค่การเขียนคำสวยงาม แต่เป็นการสร้าง “พิธีกรรม” ให้ทีมได้สัมผัสความหมายนั้นด้วยตัวเอง HR สามารถช่วยองค์กรได้โดยการให้พนักงานใหม่ได้เจอลูกค้าจริง ๆ ในสัปดาห์แรก การเล่า “impact stories” ในการประชุมประจำเดือน หรือการเชื่อมโยงทุก KPI กลับไปที่ “customer outcome” แทน “internal metric”

สำคัญที่สุด ผู้นำต้องสามารถอธิบายในภาษาที่เรียบง่ายว่า “ถ้าองค์กรของเราไม่มีอยู่ โลกนี้จะขาดอะไรไป” คำตอบนี้ไม่ใช่เรื่องของกำไรหรือยอดขาย แต่เป็นเรื่องของ “ความหมาย” ที่คนในทีมจะหยิบมาใช้เป็นแรงขับเคลื่อนในทุก ๆ วัน


ทีมที่เก่งขึ้น ไม่ได้เกิดจากการไล่ตามผลลัพธ์

เรื่องของ Thunder เตือนเราว่า ความสำเร็จที่แท้จริงไม่ได้มาจากการไล่ตามผลลัพธ์ แต่มาจากการ “พัฒนาอย่างมีวินัย” มันเริ่มจากผู้นำที่อยากรู้อยากเห็น กล้าถามคำถามที่ยาก และลงมือทำงานเมื่อมันสำคัญ มันมาจากทีมที่กล้าทดลอง มอง feedback เป็นเชื้อเพลิง และมองเห็นความหมายในงานที่พวกเขาทำร่วมกัน

“ในฐานะ HR และผู้บริหาร คำถามที่เราควรถามตัวเอง ไม่ใช่ ‘ทีมของเราเก่งแค่ไหน’ แต่คือ ‘ทีมของเราเก่งขึ้นกว่าปีที่แล้วเท่าไหร่’ ถ้าคำตอบคือ ‘ไม่แน่ใจ’ หรือ ‘ไม่มาก’ นั่นแหละคือจุดเริ่มต้น”

หมายเหตุ: บทความนี้ผมสรุปและเรียบเรียงจากบทความ “How to Build a Superteam That Keeps Getting Better” โดย Ron Friedman ตีพิมพ์ใน Harvard Business Review ฉบับเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน 2026

โดย ประคัลภ์ ปัณฑพลังกูร | ที่ปรึกษาด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล | Think People Consulting

ผู้จัดการของคุณเก่งจริง ๆ หรือ เก่งสร้างภาพต่อหน้าผู้บริหาร

บทความ · HR Management · People Management

⬛ HR Insight

ผู้จัดการของคุณเก่งจริง ๆ หรือ เก่งสร้างภาพต่อหน้าผู้บริหาร

“คนเก่งไม่ได้ลาออกจากองค์กร พวกเขาลาออกจากผู้จัดการ”


มีผู้บริหารท่านหนึ่งเคยบอกผมว่า “ผู้จัดการคนนี้เก่งมาก ลูกค้าชอบ ผลงานดี ไม่รู้ทำไมลูกน้องถึงลาออกบ่อยจัง”

ผมถามกลับว่า “แล้วเคยถามลูกน้องที่ลาออกไปไหมครับว่าเพราะอะไร?”

เงียบไปสักครู่ก่อนจะตอบว่า “ก็ไม่ได้ถามเป็นเรื่องเป็นราวนะ”

นั่นแหละคือปัญหา องค์กรหลายแห่งวัดผู้จัดการจากสิ่งที่มองเห็นง่าย แต่ไม่ค่อยถามถึงสิ่งที่ซ่อนอยู่ใต้ตัวเลขเหล่านั้น

ในวงการจิตวิทยาองค์กรมีแนวคิดหนึ่งที่น่าสนใจมากและผมคิดว่า HR และผู้บริหารไทยควรรู้จัก นั่นคือกลุ่มบุคลิกภาพสี่ด้านที่เมื่อพบในผู้จัดการมักนำมาซึ่งวัฒนธรรมการทำงานที่เป็นพิษโดยที่ผู้บริหารระดับสูงไม่รู้ตัว บทความนี้ไม่ได้เขียนเพื่อวินิจฉัยใครทางคลินิก แต่เพื่อให้รู้จักรูปแบบพฤติกรรมเหล่านี้ก่อนที่ความเสียหายจะสายเกินแก้


ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญกับองค์กรไทย

จากการศึกษาของ MIT Sloan Management Review พบว่าวัฒนธรรมองค์กรที่เป็นพิษสามารถทำนายอัตราการลาออกได้แรงกว่าเรื่องค่าตอบแทนถึง 10.4 เท่า และงานวิจัยของ Dr. Leanne ten Brinke นักจิตวิทยาสังคมจาก UC Berkeley พบว่าในตำแหน่งผู้บริหารระดับสูง มีผู้ที่มีลักษณะบุคลิกภาพด้านมืดมากกว่าประชากรทั่วไปถึงสามเท่า

ตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้อยู่ในงบ HR แต่มันซ่อนอยู่ในอัตราการลาออกที่สูงขึ้น ค่าใช้จ่ายในการสรรหาคนใหม่ และสุขภาพจิตของคนที่เหลืออยู่

ปัญหาคือผู้จัดการกลุ่มนี้มักไม่แสดงตัวตนที่แท้จริงต่อผู้บริหาร พวกเขาเก่งมากในการสร้างภาพที่ดีต่อคนที่มีอำนาจเหนือกว่า แต่แสดงพฤติกรรมอีกแบบหนึ่งโดยสิ้นเชิงเมื่ออยู่กับลูกน้อง


หนึ่ง — ผู้จัดการที่เย็นชา แต่ดูดีเสมอเมื่ออยู่ต่อหน้าผู้บริหาร

ผู้จัดการประเภทนี้มักผ่านการสัมภาษณ์ได้ดีที่สุด พูดเก่ง มีเสน่ห์ และตอบคำถามได้น่าประทับใจ แต่เมื่อได้รับอำนาจแล้ว สิ่งที่ปรากฏคือคนคนละคน

สิ่งที่เห็นได้ชัดที่สุดคือการเปลี่ยนบุคลิกตามสถานการณ์ได้อย่างไร้รอยต่อ น่ารักต่อหน้าผู้บริหาร รุนแรงต่อหน้าลูกน้อง โดยไม่รู้สึกขัดแย้งในตัวเองเลย ถ้าใครที่เคยทำงานกับผู้จัดการแบบนี้จะรู้ดีว่าบรรยากาศในทีมเปลี่ยนทันทีเมื่อผู้บริหารเดินเข้ามาในห้อง และเปลี่ยนกลับทันทีเมื่อประตูปิด

🎯  พฤติกรรมที่พบในที่ทำงาน

▸ เมื่อโปรเจกต์ล้มเหลวจะโทษทีมทุกครั้ง เมื่อสำเร็จจะเป็นผลงานของตัวเองเสมอ ไม่รู้สึกผิดแม้แต่น้อย

▸ จงใจไม่ส่งต่อข้อมูลสำคัญ แล้วตำหนิเมื่อลูกน้องทำงานผิดพลาดจากการไม่รู้ ไม่ใช่ความบังเอิญ แต่เป็นรูปแบบที่ทำซ้ำๆ

▸ เมื่อเกิดวิกฤตเร่งด่วน เลือกไม่รับผิดชอบและให้ลูกน้องจัดการเอง แม้รู้ดีว่าลูกน้องไม่มีอำนาจตัดสินใจ

นักจิตวิทยาบอกว่าคนกลุ่มนี้ไม่ได้ขาดความฉลาดทางอารมณ์ แต่รู้ดีว่าต้องแสดงอารมณ์แบบใดในแต่ละสถานการณ์ เพียงแต่ความรู้สึกนั้นไม่เคยมีจริง พวกเขารู้วิธีพูด แต่ไม่ได้รู้สึกจริงๆ


สอง — ผู้จัดการที่ต้องการเป็นศูนย์กลางของทุกสิ่ง

ผมเคยเห็นผู้จัดการคนหนึ่งนำเสนอในที่ประชุมผู้บริหารด้วยไอเดียที่น้องในทีมเป็นคนคิด โดยไม่ได้กล่าวถึงชื่อน้องคนนั้นแม้แต่ครั้งเดียว เมื่อกลับมาในทีม น้องคนนั้นก็ไม่ได้รับคำขอบคุณ มีแต่งานใหม่รออยู่

ผู้จัดการประเภทที่สองมีความมั่นใจสูงมากจนเกินพอดี สิ่งที่ต่างออกไปจากความมั่นใจทั่วไปคือความต้องการการยืนยันคุณค่าจากภายนอกอย่างต่อเนื่อง และการไม่ทนต่อความเห็นที่แตกต่างแม้แต่น้อย

🎯  พฤติกรรมที่พบในที่ทำงาน

▸ ในที่ประชุม มักขัดจังหวะบ่อย อธิบายยาวในสิ่งที่ตนเองรู้ และมองข้ามความเห็นของคนอื่นราวกับว่าไม่มีใครพูด

▸ ถ้าใครเสนอไอเดียที่ดีกว่า แทนที่จะชื่นชม มักหาทางหักล้างหรือเบี่ยงหัวข้อก่อนที่ไอเดียนั้นจะได้รับการยอมรับ

▸ การให้คำแนะนำเชิงสร้างสรรค์จะถูกรับรู้เป็นการโจมตีส่วนตัว และจะตอบโต้ด้วยความโกรธหรือการเงียบเย็นที่ทำให้บรรยากาศในทีมหนักมาก จนในที่สุดไม่มีใครกล้าพูดความจริงกับพวกเขาอีกต่อไป

สิ่งที่น่าสนใจคืองานวิจัยพบว่าผู้นำประเภทนี้มักถูกมองว่าเก่งในช่วงแรก เพราะความมั่นใจสูงสร้างความประทับใจแรกได้ดี แต่เมื่อเวลาผ่านไปผลการตัดสินใจกลับแย่กว่าค่าเฉลี่ย เพราะทีมหยุดบอกความจริงไปแล้ว


สาม — ผู้จัดการที่คิดทุกอย่างเป็นหมากกลยุทธ์

นี่คือประเภทที่อันตรายที่สุดในแง่ที่มองเห็นได้ยากที่สุด เพราะพวกเขาไม่ระเบิดอารมณ์ ไม่ตะโกน และไม่แสดงพฤติกรรมที่จับผิดได้ง่าย แต่คิดคำนวณทุกการเคลื่อนไหวอย่างรอบคอบและเย็นชา

🎯  พฤติกรรมที่พบในที่ทำงาน

▸ เลือกสนิทกับคนที่มีประโยชน์ต่อเป้าหมาย และตัดออกทันทีเมื่อหมดประโยชน์ คนที่เคยเป็นเพื่อนสนิทอาจกลายเป็นคนแปลกหน้าในชั่วข้ามคืนเมื่อสถานการณ์เปลี่ยนไป

▸ พูดคนละเรื่องกับคนละคน สร้างเรื่องราวที่แตกต่างกันเพื่อควบคุมข้อมูลและป้องกันไม่ให้ลูกน้องรู้สึกไว้วางใจกันและกัน เพื่อให้ตัวเองเป็นคนเดียวที่รู้ข้อมูลทั้งหมด

▸ จดจำความผิดพลาดหรือข้อมูลส่วนตัวของเพื่อนร่วมงาน แล้วนำมาใช้ในเวลาที่อีกฝ่ายอ่อนแอที่สุด ไม่ใช่การแบล็กเมล์ตรงๆ แต่เป็นการพูดอ้อมๆ ที่ทำให้รู้สึกได้ว่ามีใครบางคนถืออาวุธไว้ในมืออยู่เสมอ

ผลกระทบที่เห็นได้ในทีมคือความไม่ไว้วางใจที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทีมที่เคยทำงานร่วมกันได้ดีเริ่มระแวงกัน ไม่มีใครกล้าแชร์ข้อมูลกัน เพราะไม่รู้ว่าจะถูกนำไปใช้อย่างไร กว่าจะรู้สึกว่ามีปัญหา วัฒนธรรมความไว้วางใจในทีมก็พังไปแล้ว


สี่ — ผู้จัดการที่ดูมีความสุขเมื่อลูกน้องเครียด

นี่คือด้านที่ผมพูดถึงยากที่สุด เพราะฟังดูเกินจริง แต่ถ้าลองถามคนที่เคยผ่านผู้จัดการแบบนี้มา ส่วนใหญ่จะรู้ว่าหมายถึงอะไร ไม่ใช่ความโกรธหรือความเกลียด แต่เป็นความพึงพอใจเงียบๆ ที่ได้จากการเห็นลูกน้องดิ้นรน เครียด หรืออ่อนแอ

🎯  พฤติกรรมที่พบในที่ทำงาน

▸ เลือกตำหนิหรือดูถูกลูกน้องต่อหน้าคนอื่นแทนที่จะพูดคุยส่วนตัว ไม่ใช่เพราะไม่รู้ว่าควรทำอย่างไร แต่เพราะการทำต่อหน้าคนอื่นสร้างผลที่ต้องการมากกว่า

▸ กำหนดกำหนดเวลาที่เป็นไปไม่ได้ เปลี่ยนแผนกะทันหัน หรือเพิ่มงานในนาทีสุดท้ายโดยไม่มีเหตุผลชัดเจน และเมื่อลูกน้องทำผิดพลาดจากเงื่อนไขที่เป็นไปไม่ได้เหล่านั้น ก็จะถูกตำหนิราวกับเป็นความบกพร่องของตัวเอง

▸ สิ่งที่สังเกตได้ละเอียดกว่านั้นคือสีหน้าที่ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ เมื่อลูกน้องเครียดหรือทำผิดพลาด แทนที่จะมีความห่วงใย กลับมีรอยยิ้มเล็กๆ ที่อธิบายได้ยาก

ผลที่เกิดขึ้นในทีมคือบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความกลัว คนทำงานด้วยความระวังตัวมากกว่าความกระตือรือร้น และในที่สุดก็ไม่มีใครกล้าเสนอไอเดียใหม่หรือทดลองทำอะไรที่อาจผิดพลาด เพราะรู้ดีว่าความผิดพลาดมีราคาที่ต้องจ่ายมากกว่าปกติ


เมื่อทั้งสี่ด้านผสมกันในคนคนเดียว

ในความเป็นจริง ผู้จัดการที่มีปัญหามักไม่ได้มีเพียงด้านเดียว แต่ผสมกันในสัดส่วนที่ต่างกัน

ลองนึกถึงผู้จัดการที่ยิ้มแย้มต่อหน้าผู้บริหารแต่ตะโกนใส่ลูกน้องทันทีที่ประตูปิด จงใจไม่สอนงานแล้วสร้างสถานการณ์ให้ลูกน้องดูโง่ต่อหน้าเพื่อนร่วมงาน และสร้างความแตกแยกในทีมโดยบอกคนละเรื่องกับแต่ละคน

และที่เจ็บปวดที่สุดคือได้รับรางวัล “ผู้จัดการดีเด่น” จากผู้บริหาร เพราะรู้จักสร้างภาพ ในขณะที่ลูกน้องกำลังลาออกพร้อมรอยแผลทางจิตใจ


HR และผู้บริหารควรทำอย่างไร

❌ สิ่งที่ไม่ได้ผล

▸ หวังให้เขาเปลี่ยนด้วยตัวเอง

▸ ให้คำแนะนำเพิ่มขึ้นโดยไม่มีโครงสร้าง

▸ เชื่อผลงานโดยไม่ตรวจสอบจากหลายมุม

▸ ย้ายตำแหน่งโดยไม่แก้ปัญหาที่ต้นเหตุ

✓ สิ่งที่ได้ผล

▸ กำหนดกฎและผลที่ตามมาอย่างชัดเจนเป็นลายลักษณ์อักษร

▸ ใช้ระบบการประเมินแบบ 360 องศาที่ไม่เปิดเผยตัวตน

▸ ไม่มอบอำนาจเหนือผู้อื่นเป็นรางวัลของผลงาน

▸ ติดตาม exit interview ของลูกน้องที่ลาออกอย่างจริงจัง

แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการเลือกผู้จัดการโดยพิจารณาบุคลิกภาพ ไม่ใช่แค่ผลงาน


คำถามที่ HR ควรถามเมื่อประเมินผู้จัดการ

ไม่ใช่แค่ “เขาส่งมอบผลงานได้หรือไม่?” แต่คือ “ลูกน้องของเขาเติบโตขึ้นหรือไม่?” องค์กรที่ดีไม่ได้วัดจากผลงานของผู้จัดการเพียงคนเดียว แต่วัดจากว่าคนในทีมของเขายังอยากมาทำงานในวันจันทร์เช้าหรือไม่

“คนเก่งไม่ได้ลาออกจากองค์กร พวกเขาลาออกจากผู้จัดการ”

โดย ประคัลภ์ ปัณฑพลังกูร | ที่ปรึกษาด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล | Think People Consulting

เส้นทางเติบโตสายผู้เชี่ยวชาญ หรือสายปลอบใจกันแน่?

บทความ · HR Management · Career Path

⬛ HR Insight

เส้นทางเติบโตสายผู้เชี่ยวชาญ หรือสายปลอบใจกันแน่?

“ชื่อตำแหน่งจะสวยแค่ไหนก็ไม่ช่วยอะไรถ้าข้างในมันกลวง”


มีความเชื่อหนึ่งที่ผมได้ยินบ่อยมากเวลาไปนั่งคุยกับองค์กรเรื่องเส้นทางความก้าวหน้าในอาชีพ นั่นคือ

“ถ้าเราสร้างสายผู้เชี่ยวชาญขึ้นมาคู่กับสายบริหาร คนเก่งที่ไม่อยากเป็นหัวหน้าก็จะมีที่ไป”

ฟังดูเข้าท่าใช่ไหมครับ

อ่านเพิ่มเติม “เส้นทางเติบโตสายผู้เชี่ยวชาญ หรือสายปลอบใจกันแน่?” →

Career Path: บันไดสู่ความสำเร็จ หรือกรงขังความสามารถที่บิดเบี้ยว?

บทความ · HR Management · Career Development

⬛ HR Insight

Career Path: บันไดสู่ความสำเร็จ หรือกรงขังความสามารถที่บิดเบี้ยว?

“ผมไม่ได้อยากเป็นหัวหน้าครับ ผมแค่อยากเขียนโค้ด”


วิศวกรซอฟต์แวร์คนหนึ่งทำงานกับบริษัทเทคโนโลยีแห่งหนึ่งมาเจ็ดปี เขาเขียนโปรแกรมเก่งมาก แก้ปัญหายากๆ ได้เร็ว และเป็นคนที่ทีมวิ่งหาทุกครั้งที่ระบบมีปัญหา

ปีที่เจ็ด บริษัทเลื่อนตำแหน่งเขาขึ้นเป็นหัวหน้าทีม เพราะเห็นว่าเขาทำงานดีที่สุด

สามเดือนต่อมา เขายื่นใบลาออก

ผู้อำนวยการถามว่า “เกิดอะไรขึ้น? เราเพิ่งโปรโมทคุณนี่”

เขาตอบว่า “ผมไม่ได้อยากเป็นหัวหน้าครับ ผมแค่อยากเขียนโค้ด”


ความเข้าใจผิดที่แพร่หลายในองค์กรไทย

ผมพบว่าองค์กรส่วนใหญ่มีเส้นทางอาชีพเพียงเส้นทางเดียว นั่นคือสายบริหาร ถ้าอยากได้เงินเดือนเพิ่ม อยากได้ตำแหน่งที่สูงขึ้น คำตอบมีอยู่อย่างเดียวคือต้องขึ้นไปเป็นหัวหน้า

ตรรกะนี้ฟังดูสมเหตุสมผล แต่มันมีปัญหาใหญ่มากครับ

เพราะทักษะที่ทำให้คนเก่งในงานของตัวเอง กับทักษะที่ต้องการในการบริหารคน เป็นคนละชุดกันโดยสิ้นเชิง และเมื่อเราบังคับให้เขาทำสิ่งที่เขาไม่ถนัดเพื่อแลกกับตำแหน่งที่สูงขึ้น เราไม่ได้กำลังให้รางวัลเขา แต่กำลังลงโทษเขาด้วยงานที่เขาไม่อยากทำ


สามรูปแบบที่ทำให้เส้นทางอาชีพบิดเบี้ยว

เรื่องแรกที่ผมเห็นบ่อยที่สุดคือการผลักคนเก่งขึ้นไปสู่ตำแหน่งที่พวกเขาไม่ต้องการ เพราะนั่นเป็นทางเดียวที่องค์กรมีให้ ลองนึกดูนะครับ ถ้าพนักงานคนหนึ่งอยากได้เงินเดือนสูงขึ้น อยากมีสถานะที่ดีขึ้นในองค์กร แต่ทางเลือกมีอยู่แค่อย่างเดียวคือขึ้นไปเป็นหัวหน้า เขาก็ต้องเลือกทางนั้น แม้ไม่ได้อยากเดินก็ตาม

ผลที่ตามมาคือองค์กรเสียผู้เชี่ยวชาญที่ดีที่สุดไป แล้วได้ผู้บริหารที่ไม่มีความสุขและไม่ถนัดงานบริหารกลับมาแทน คนที่เคยแก้ปัญหาเก่งที่สุดในทีมกลับต้องมานั่งจัดตารางประชุม ฟังปัญหาส่วนตัวของลูกน้อง และบริหารความขัดแย้งที่เขาไม่รู้จะจัดการยังไง หลายคนทนอยู่ได้ไม่นานก็ลาออกไปในที่สุด พร้อมกับประสบการณ์และความรู้ที่สะสมมาหลายปีที่ติดตัวออกไปด้วย

เรื่องที่สองคือทางตันของผู้เชี่ยวชาญ พนักงานทำงานดีเยี่ยม พัฒนาตัวเองขึ้นเรื่อยๆ แต่หัวหน้าบอกว่า “รอก่อนนะ ยังไม่มีตำแหน่งว่าง” รอหนึ่งปี สองปี สามปี คำตอบก็ยังเหมือนเดิม

การผูกเส้นทางอาชีพไว้กับเก้าอี้ของคนข้างบนทำให้การเติบโตของพนักงานไม่ได้ขึ้นอยู่กับความสามารถหรือความพยายามของตัวเขาเลย แต่ขึ้นอยู่กับว่าคนข้างบนจะลาออก เกษียณ หรือย้ายไปที่อื่นเมื่อไหร่ พนักงานที่อยู่ในสถานการณ์แบบนี้มักจะรู้สึกหมดแรงในแบบที่อธิบายยาก ไม่ใช่เพราะงานหนัก แต่เพราะรู้สึกว่าไม่ว่าจะทำดีแค่ไหน ก็ไม่ได้ทำให้อะไรเปลี่ยนแปลง

เรื่องที่สามที่ผมเห็นมากขึ้นในช่วงหลังคือการเพิ่มงานโดยไม่เพิ่มตำแหน่งหรือค่าตอบแทน เมื่อมีคนลาออก งานของคนนั้นก็ถูกโยนให้คนที่ยังอยู่ พร้อมกับคำพูดสวยหรูว่า “นี่คือโอกาสในการเติบโตของคุณ” แต่ไม่มีการปรับตำแหน่ง ไม่มีการปรับเงินเดือน และไม่มีการพูดคุยว่าภาระที่เพิ่มขึ้นนั้นจะได้รับการดูแลอย่างไร

พนักงานที่รับสภาพแบบนี้ไปเรื่อยๆ จะค่อยๆ รู้สึกว่าตัวเองไม่ได้เติบโต แต่แค่รับงานเพิ่มขึ้นทุกปีโดยที่ทุกอย่างยังเท่าเดิม และในวันที่รับไม่ไหว พวกเขาก็ลาออกโดยไม่บอกสาเหตุที่แท้จริง เพราะรู้ว่าพูดไปก็ไม่มีอะไรเปลี่ยน


สิ่งที่องค์กรควรทำแตกต่างออกไป

ผมคิดว่าองค์กรยุคนี้ต้องหยุดคิดว่าเส้นทางอาชีพมีได้แค่รูปแบบเดียว

สิ่งที่ได้ผลจริงคือการสร้างเส้นทางคู่ขนาน เส้นทางหนึ่งสำหรับคนที่ชอบบริหารคนและวางกลยุทธ์ และอีกเส้นทางสำหรับคนที่ชอบทำงานเชิงลึกและเป็นผู้เชี่ยวชาญในสายงาน โดยทั้งสองเส้นทางมีระดับเงินเดือนและสถานะที่เทียบเคียงกันได้ ไม่ใช่ให้สายวิชาชีพเป็นเส้นทางชั้นสองที่ต้องทนอยู่เพราะไม่มีทางเลือก

(ทั้ง ๆ ที่ Career Path ที่เน้นการเติบโตแบบเส้นทางคู่ขนาด แบบ Managerial Track and Specialist Track มีการคุยกันมานานมากแล้ว แต่หลายองค์กรก็ยังไม่เคยจะหยิบมาออกแบบใช้งานกันเลย)

การทำแบบนี้ไม่ซับซ้อนเกินไป แต่ต้องการความกล้าที่จะเปลี่ยนความเชื่อเดิมว่า “ตำแหน่งที่สูงกว่าต้องคุมคนเสมอ”


คำถามที่อยากฝากไว้

วิศวกรคนนั้นลาออกไปทำงานกับบริษัทอื่นที่ให้เขาเป็นผู้เชี่ยวชาญระดับสูงโดยไม่ต้องบริหารใคร เงินเดือนสูงกว่าเดิม และเขาบอกว่ามีความสุขกว่ามาก บริษัทเดิมใช้เวลาเกือบสองปีกว่าจะหาคนที่มาทำงานแทนเขาได้ในระดับที่ใกล้เคียง

“ในองค์กรของคุณวันนี้ มีคนที่กำลังเก่งขึ้นเรื่อยๆ แต่รู้ว่าถ้าอยากโตต้องขึ้นไปเป็นหัวหน้าเท่านั้น เขารู้สึกอย่างไรกับอนาคตของตัวเองในองค์กรนี้ครับ?”

โดย ประคัลภ์ ปัณฑพลังกูร | ที่ปรึกษาด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล | Think People Consulting

อัปเกรดคนแล้วอย่าลืมอัปเกรดค่าตอบแทนด้วย

บทความ · HR Management · Compensation Strategy

⬛ HR Insight

อัปเกรดคนแล้วอย่าลืมอัปเกรดค่าตอบแทนด้วย

“ถ้าองค์กรอัปเกรดคน แต่ไม่อัปเกรดวิธีดูแลคน คนที่เก่งขึ้นอาจไม่ได้อยู่เพื่ออัปสปีดองค์กร แต่อาจใช้ความเก่งใหม่ของเขาไปเติบโตที่อื่น”


บริษัทแห่งหนึ่งทุ่มงบพัฒนาคนไปหลายล้านบาทในช่วงสองปีที่ผ่านมา ส่งพนักงานไปเรียนหลักสูตร data analytics ซื้อแพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์ จ้างวิทยากรมาสอน และออกแบบโครงการพัฒนาผู้นำรุ่นใหม่อย่างจริงจัง

พนักงานหลายคนเก่งขึ้นจริง บางคนสามารถวิเคราะห์ข้อมูลได้ด้วยตัวเอง บางคนนำทักษะใหม่ไปลดขั้นตอนการทำงานได้จริง บางคนเริ่มรับผิดชอบงานที่ซับซ้อนขึ้นโดยที่ไม่ต้องรอให้ใครสั่ง

แล้วสิ้นปีก็มาถึง

พนักงานสามคนที่เก่งขึ้นมากที่สุดลาออกภายในไตรมาสเดียวกัน ไปองค์กรอื่นที่จ่ายสูงกว่าเงินเดือนเดิมเฉลี่ย 25 ถึง 35 เปอร์เซ็นต์

ผู้บริหารไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น เพราะรู้สึกว่าองค์กรดูแลคนดีมาก ลงทุนพัฒนามาตลอด แต่สิ่งที่พลาดไปคือระบบค่าตอบแทนไม่เคยขยับตามความสามารถที่เพิ่มขึ้นของคนเหล่านั้นเลยแม้แต่ครั้งเดียว


ทักษะที่เพิ่มขึ้น ต้องไม่หายไปในโครงสร้างเดิม

ปัญหานี้ไม่ได้เกิดจากความตั้งใจร้ายของใคร แต่เกิดจากการที่ระบบค่าตอบแทนกับระบบพัฒนาคนวิ่งคนละเส้นทางโดยไม่รู้ตัว

หลายองค์กรออกแบบระบบค่าตอบแทนโดยยึดตำแหน่ง ระดับงาน และอายุงานเป็นหลัก ซึ่งไม่ได้ผิด เพราะองค์กรต้องมีโครงสร้าง มีความเป็นธรรมภายใน และมีกรอบงบประมาณที่ควบคุมได้ แต่โลกการทำงานเปลี่ยนเร็วกว่าโครงสร้างตำแหน่งมาก

พนักงานสองคนอาจนั่งในตำแหน่งเดียวกัน ระดับงานเดียวกัน ชื่อตำแหน่งเดียวกัน แต่คนหนึ่งอาจมีทักษะที่ทำให้สร้างคุณค่าได้มากกว่าอีกคนอย่างเห็นได้ชัด ถ้าระบบค่าตอบแทนยังมองคนสองคนนี้เหมือนกันทุกอย่าง สัญญาณที่องค์กรส่งออกไปคือ การพัฒนาตัวเองไม่ได้สร้างความแตกต่างอะไรให้ชีวิตจริงของคุณ

และเมื่อสัญญาณนั้นถูกส่งซ้ำ ๆ คนเก่งก็จะเริ่มถามตัวเองว่าพัฒนาไปเพื่ออะไร


ทักษะที่ควรได้รับการมองเห็น คือทักษะที่ถูกใช้จริงจนเกิดผลลัพธ์

การอัปเกรดระบบค่าตอบแทนไม่ได้แปลว่าพนักงานเรียนคอร์สอะไรเพิ่มก็ต้องได้เงินเพิ่มทันที นั่นเป็นความเข้าใจที่อันตราย เพราะจะทำให้ระบบบวมโดยไม่สร้างผลลัพธ์จริง

สิ่งที่ระบบค่าตอบแทนควรมองเห็นไม่ใช่ทักษะที่ได้มา แต่คือทักษะที่ถูกนำไปใช้จริง

พนักงานที่ผ่านหลักสูตร automation มาแล้ว แต่กลับมานั่งทำงานแบบเดิมทุกอย่างด้วยมือ ก็ยังไม่มีเหตุผลพอที่ระบบจะปรับค่าตอบแทนให้ แต่ถ้าพนักงานคนเดียวกันนั้นเอาสิ่งที่เรียนมาลดขั้นตอนการทำงานของทีมได้จริง ลดเวลาที่เคยใช้ไปได้จริง นั่นคือคนละเรื่องกันแล้ว

ในแง่นี้ทักษะและผลงานแยกกันไม่ออก ทักษะคือความสามารถที่มีอยู่ แต่ระบบค่าตอบแทนควรให้น้ำหนักกับการที่ทักษะนั้นถูกใช้จนเกิดผลลัพธ์ที่จับต้องได้ ไม่ใช่แค่การที่คนคนนั้นผ่านการเรียนมาแล้ว


แล้วถ้าจะดูแลเรื่องนี้จริง ต้องไม่รอแค่รอบขึ้นเงินเดือนประจำปี

นี่คือจุดที่หลายองค์กรติดขัด เพราะระบบส่วนใหญ่ถูกออกแบบให้ขยับปีละครั้ง แต่การเติบโตของคนไม่ได้รอรอบปี วิธีที่ทำได้จริงมีอยู่หลายแบบ และไม่จำเป็นต้องใช้ทุกอย่างพร้อมกัน

01  Skill Premium — กำหนดไว้ล่วงหน้า ไม่ต้องรอรอบปี

กำหนดล่วงหน้าว่าทักษะกลุ่มไหนมีมูลค่าพิเศษต่อองค์กร เมื่อพนักงานพิสูจน์ได้ว่าใช้ทักษะนั้นในงานจริง ก็ปรับได้เลย แต่ต้องระวังว่าอย่าให้ทุกทักษะกลายเป็น premium หมด ไม่งั้นระบบจะควบคุมต้นทุนไม่ได้

02  ปรับเงินเดือนนอกรอบ เมื่อความรับผิดชอบเปลี่ยนจริง

เมื่อพบว่าระดับความรับผิดชอบของพนักงานเปลี่ยนไปจริง หรือค่าตอบแทนหลุดจากตลาดไปชัดเจน สิ่งสำคัญคือต้องมีนโยบายรองรับที่ชัดเจน ไม่ใช่ให้ผู้จัดการขอได้ตามใจ เพราะจะกลายเป็นความไม่เป็นธรรมภายในแทน

03  Bonus ที่ผูกกับโครงการ ไม่ใช่แค่รอบประเมินปีละครั้ง

เหมาะกับกรณีที่พนักงานถูกดึงไปรับผิดชอบงานที่ใหญ่ขึ้นเป็นการเฉพาะ เช่น เป็นหัวหน้าโครงการสำคัญ หรือไปช่วยทีมอื่นในฐานะผู้เชี่ยวชาญ ออกแบบ bonus ที่ผูกกับผลลัพธ์ของงานนั้นได้เลย

04  สร้างระดับย่อยใน job family เดียวกัน ไม่ต้องรอตำแหน่งว่าง

แทนที่จะมีแค่นักวิเคราะห์กับผู้จัดการ ก็อาจมีระดับย่อยที่แต่ละระดับมีเกณฑ์ทักษะและผลงานชัดเจน พร้อมกรอบเงินเดือนที่ต่างกัน พนักงานสามารถขยับระดับได้เมื่อพิสูจน์ว่าทำได้จริง โดยไม่ต้องรอให้ตำแหน่งผู้จัดการว่างก่อน

ทั้งหมดนี้มีเงื่อนไขร่วมกันสองข้อ หนึ่งคือเกณฑ์ต้องชัดและเปิดเผยตั้งแต่ต้น พนักงานต้องรู้ว่าถ้าทำอะไรได้แล้วจะได้รับอะไร ไม่ใช่รู้ตอนที่ได้แล้ว และสองคือต้องผูกกับผลงานที่เกิดขึ้นจริงเสมอ ไม่ใช่ผูกกับการเรียนจบหลักสูตร


เมื่อคนเก่งขึ้น ตลาดก็มองเห็นเขามากขึ้นด้วย

การพัฒนาทักษะไม่ได้ทำให้พนักงานมีคุณค่าต่อองค์กรเดิมเท่านั้น แต่ทำให้เขามีคุณค่าต่อตลาดแรงงานมากขึ้นด้วย บริษัทในตัวอย่างข้างต้นลงทุนพัฒนาคนไปอย่างตั้งใจ แต่สิ่งที่สร้างขึ้นมานั้นตลาดมองเห็นได้เช่นกัน และตลาดไม่ได้รอให้รอบขึ้นเงินเดือนประจำปีก่อน

เมื่อช่องว่างระหว่างค่าตอบแทนภายในกับมูลค่าในตลาดกว้างถึงระดับหนึ่ง องค์กรจะเริ่มเสียคน ไม่ใช่เพราะเขาไม่ภักดี แต่เพราะตลาดให้ราคาความสามารถของเขาชัดเจนกว่าองค์กรปัจจุบัน

ดังนั้นองค์กรที่ลงทุนพัฒนาคนอย่างจริงจังควรติดตามตลาดค่าตอบแทนอย่างสม่ำเสมอด้วย โดยเฉพาะในกลุ่มทักษะที่มีการแข่งขันสูง ไม่ใช่รอให้คนลาออกก่อนแล้วค่อยค้นพบว่าค่าตอบแทนหลุดตลาดไปแล้ว


ถ้าต้องการให้คนอัปเกรด องค์กรก็ต้องอัปเกรดระบบที่รองรับด้วย

สิ่งที่องค์กรควรระวังคือการพูดเรื่องการพัฒนาคนแบบให้พนักงานรับผิดชอบฝ่ายเดียว บอกให้คนต้องเรียนรู้ตลอดชีวิต ต้องพร้อมรับอนาคต แต่เมื่อคนทำตามแล้ว ระบบกลับไม่ได้เปลี่ยนแปลงตาม

ความสมดุลที่ดีคือเมื่อพนักงานพัฒนาตัวเองและนำความสามารถไปสร้างคุณค่าจริง ระบบต้องตอบสนองให้เห็นได้ ไม่ว่าจะเป็นค่าตอบแทนที่ปรับตามทักษะที่สำคัญต่อกลยุทธ์ เส้นทางเติบโตที่ไม่ต้องรอตำแหน่งว่างเพียงอย่างเดียว หรือการยอมรับที่ชัดเจนและเร็วพอที่คนจะรู้สึกได้

เพราะถ้าข้อตกลงนี้ไม่สมดุลนานพอ คนเก่งจะเริ่มมองหาที่ที่สมดุลกว่า

บริษัทในตัวอย่างนั้นใช้เวลาหลายเดือนหลังจากเสียพนักงานสามคนไปกว่าจะตระหนักว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่คนไม่ภักดี แต่อยู่ที่ระบบไม่เคยขยับตามคนที่พัฒนาแล้วเลย

ระบบค่าตอบแทนขององค์กรคุณ รู้จักคนที่พัฒนาแล้วหรือยัง

ถ้าองค์กรอัปเกรดคน แต่ไม่อัปเกรดวิธีดูแลคน คนที่เก่งขึ้นอาจไม่ได้อยู่เพื่ออัปสปีดองค์กร แต่อาจใช้ความเก่งใหม่ของเขาไปเติบโตที่อื่น

“การพัฒนาคนที่ไม่มีระบบรองรับ คือการฝึกคนให้พร้อมสำหรับองค์กรถัดไป ไม่ใช่องค์กรของคุณ”

โดย ประคัลภ์ ปัณฑพลังกูร | ที่ปรึกษาด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล | Think People Consulting

บลอกที่ WordPress.com .

ขึ้น ↑