บทความ · HR Management · จ่ายตามผลงาน
⬛ HR Insight
ขึ้นเงินเดือนตามผลงาน คิดเปอร์เซ็นต์จากเงินเดือนพนักงาน หรือจากค่ากลางของกระบอกเงินเดือน แบบไหนดีกว่ากัน
“ก่อนจะถามว่าขึ้นกี่เปอร์เซ็นต์ ต้องตอบให้ได้ก่อนว่าเปอร์เซ็นต์นั้นคิดจากฐานอะไร”
พนักงานสองคนอยู่ระดับงานเดียวกัน ผลประเมินปลายปีออกมาเท่ากัน พอประกาศผลขึ้นเงินเดือน คนแรกได้เพิ่ม 2,560 บาท ส่วนคนที่สองได้เพิ่ม 3,840 บาท คนแรกเดินเข้าห้อง HR พร้อมคำถามเดียว ผลงานเท่ากัน ทำไมได้ไม่เท่ากัน HR ตอบว่าทั้งคู่ได้ขึ้น 8 เปอร์เซ็นต์เท่ากันจริง ๆ
คำตอบนั้นถูกในทางคณิตศาสตร์ แต่ยังไม่ได้ตอบคำถามเรื่องความเป็นธรรม เพราะเปอร์เซ็นต์เท่ากันบนฐานที่ต่างกัน ให้เงินไม่เท่ากันเสมอ และคนที่ได้มากกว่าในกรณีนี้ คือคนที่เงินเดือนสูงกว่าอยู่แล้ว
ผลงานเท่ากัน แต่เงินเดือนอยู่คนละจุดของกระบอก
เงินเดือนของพนักงานที่อยู่ระดับงานเดียวกัน แทบไม่เคยเท่ากัน บางคนเพิ่งเข้ามา บางคนอยู่มาหลายปี บางคนต่อรองเก่งตอนรับเข้า ทุกคนกระจายตัวอยู่คนละจุดของกระบอกเงินเดือน
เครื่องมือที่บอกว่าใครอยู่ตรงไหนคือ Compa-Ratio ซึ่งได้จากการเอาเงินเดือนจริงหารด้วยค่ากลางของกระบอกเงินเดือนในระดับงานนั้น พนักงานที่ Compa-Ratio ต่ำกว่า 1 คือคนที่ยังได้น้อยกว่าค่ากลาง ส่วนคนที่สูงกว่า 1 คือคนที่ได้เกินค่ากลางไปแล้ว และเหลือพื้นที่ถึงเพดานไม่มาก
เงินเดือนที่ขึ้นให้ จึงมีผลต่างกันมากกับพนักงานแต่ละคน ขึ้นให้คนที่อยู่โซนล่างคือการดึงเขาขึ้นมาอยู่ในจุดที่สมกับฝีมือ ขึ้นให้คนที่อยู่โซนสูงเท่ากันทุกปี คือการดันเขาไปชนเพดานเร็วขึ้น
วิธีขึ้นเงินเดือนตามผลงานที่ใช้กันจริง มีสามแบบ
วิธีแรก คิดเปอร์เซ็นต์จากเงินเดือนของพนักงานเอง โดยดูผลงานอย่างเดียว ผลงานระดับ B ได้ 8 เปอร์เซ็นต์ ใครเงินเดือนเท่าไหร่ก็คูณเปอร์เซ็นต์นั้นเข้าไป วิธีนี้คุ้นเคยและคำนวณง่ายที่สุด
วิธีที่สอง คิดเปอร์เซ็นต์จากเงินเดือนของพนักงานเองเหมือนกัน แต่ปรับเปอร์เซ็นต์ตามโซนที่เขาอยู่ในกระบอกด้วย เครื่องมือที่ใช้คือ Merit Matrix ตารางที่เอาผลงานไขว้กับ Compa-Ratio พนักงานผลงานระดับเดียวกันที่อยู่โซนเริ่มต้น ได้เปอร์เซ็นต์สูงกว่าคนที่อยู่โซนสูง
วิธีที่สาม คิดเปอร์เซ็นต์จากค่ากลางของกระบอกเงินเดือนในระดับงานนั้น ผลงานระดับ B ได้ 8 เปอร์เซ็นต์ของค่ากลาง ซึ่งแปลงเป็นเงินบาทได้ก้อนเดียวกันสำหรับทุกคนในระดับงานเดียวกันที่ผลงานเท่ากัน ไม่ว่าตอนนี้เงินเดือนของเขาจะเท่าไหร่
เทียบสามวิธีด้วยตัวเลขชุดเดียวกันและงบก้อนเดียวกัน
สมมติระดับงานหนึ่งมีกระบอกเงินเดือนกว้างจาก 30,000 ถึง 50,000 บาท ค่ากลางอยู่ที่ 40,000 บาท มีพนักงานสี่คนที่ผลประเมินออกมาระดับ B เท่ากันหมด และองค์กรกำหนดว่าผลงานระดับ B ขึ้นเงินเดือนด้วยงบ 8 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งคิดเป็นเงิน 12,800 บาทต่อเดือนสำหรับสี่คนนี้ เท่ากันทั้งสามวิธี
| พนักงาน | เงินเดือนปัจจุบัน | Compa-Ratio | โซน |
|---|---|---|---|
| คนที่ 1 | 32,000 | 0.80 | เริ่มต้น |
| คนที่ 2 | 36,000 | 0.90 | กลาง |
| คนที่ 3 | 44,000 | 1.10 | กลาง |
| คนที่ 4 | 48,000 | 1.20 | สูง |
เมื่อเอางบ 12,800 บาทก้อนเดียวกันไปแบ่งด้วยสามวิธี ผลที่ได้ต่างกันแบบนี้
| พนักงาน | วิธีที่ 1 เปอร์เซ็นต์จากเงินเดือน | วิธีที่ 2 Merit Matrix บนเงินเดือน | วิธีที่ 3 เปอร์เซ็นต์จากค่ากลาง |
|---|---|---|---|
| คนที่ 1 | 2,560 (8.0%) | 3,520 (11%) | 3,200 (10.00%) |
| คนที่ 2 | 2,880 (8.0%) | 2,880 (8%) | 3,200 (8.89%) |
| คนที่ 3 | 3,520 (8.0%) | 3,520 (8%) | 3,200 (7.27%) |
| คนที่ 4 | 3,840 (8.0%) | 2,880 (6%) | 3,200 (6.67%) |
| รวม | 12,800 | 12,800 | 12,800 |
พอเอาเงินที่เพิ่มไปบวกกับเงินเดือนเดิม เงินเดือนใหม่ของทั้งสี่คนจะเป็นแบบนี้
| พนักงาน | วิธีที่ 1 | วิธีที่ 2 | วิธีที่ 3 |
|---|---|---|---|
| คนที่ 1 | 34,560 | 35,520 | 35,200 |
| คนที่ 2 | 38,880 | 38,880 | 39,200 |
| คนที่ 3 | 47,520 | 47,520 | 47,200 |
| คนที่ 4 | 51,840 (เกิน Max 1,840) | 50,880 (เกิน Max 880) | 51,200 (เกิน Max 1,200) |
อ่านตารางแล้วเห็นอะไร
วิธีที่ 1 ให้เงินเพิ่มมากที่สุดกับคนที่ 4 ซึ่งเงินเดือนสูงที่สุดและใกล้เพดานที่สุด และให้น้อยที่สุดกับคนที่ 1 ซึ่งเงินเดือนต่ำสุด ทั้งที่ทั้งสี่คนผลงานเท่ากัน ช่องว่างระหว่างคนที่ 1 กับคนที่ 4 ถ่างจาก 16,000 บาท เป็น 17,280 บาท และคนที่ 4 ทะลุ Max ไปถึง 1,840 บาท
วิธีที่ 2 กลับทิศทางได้ คนที่ 1 ได้มากที่สุด คนที่ 4 ได้น้อยที่สุด ช่องว่างแคบลงเหลือ 15,360 บาท และคนที่ 4 ทะลุ Max น้อยที่สุดในสามวิธี แต่ยังมีจุดสะดุดอยู่ คนที่ 3 ซึ่ง Compa-Ratio 1.10 ได้เงินเพิ่ม 3,520 บาทเท่ากับคนที่ 1 ทั้งที่เงินเดือนห่างกัน 12,000 บาท เพราะฐานใหญ่กว่าและยังนับอยู่ในโซนกลางพอดี และคนที่ 2 กับคนที่ 3 อยู่โซนเดียวกัน ได้เปอร์เซ็นต์เท่ากัน แต่ได้เงินบาทต่างกันถึง 640 บาท
วิธีที่ 3 ให้เงินบาทเท่ากันหมด เพราะผลงานเท่ากันและอยู่ระดับงานเดียวกัน แต่พอคิดกลับเป็นเปอร์เซ็นต์ของเงินเดือนตัวเอง เปอร์เซ็นต์ค่อย ๆ ลดลงเองตั้งแต่ 10.00 ลงมาถึง 6.67 ตามเงินเดือนที่สูงขึ้น ช่องว่างเป็นเงินบาทคงที่อยู่ที่ 16,000 บาท ไม่ถ่างออกเหมือนวิธีแรก และเมื่อคิดเป็นสัดส่วน ช่องว่างแคบลงจาก 1.50 เท่า เหลือ 1.45 เท่า
งบยิ่งเยอะ คนใกล้เพดานยิ่งทะลุ ไม่ว่าจะใช้วิธีไหน
จุดที่ตารางนี้เผยออกมาชัดคือ พองบขึ้นเงินเดือนสูงถึง 8 เปอร์เซ็นต์ คนที่ 4 ทะลุ Max ทั้งสามวิธี ต่างกันแค่ทะลุมากหรือทะลุน้อย
การเลือกฐานคิดช่วยชะลอปัญหาได้ แต่ไม่ได้แก้ให้หายไป เพราะพนักงานที่ Compa-Ratio 1.20 เหลือพื้นที่ถึงเพดานแค่ 2,000 บาท ในขณะที่งบตั้งไว้ที่ 3,200 บาท ต่อให้คำนวณดีแค่ไหน เงินก้อนที่ตั้งไว้ก็ล้นกระบอกอยู่ดี
องค์กรที่มีระบบดี จึงต้องมีกติกาเสริมอีกชั้น คือส่วนที่เกิน Max ไม่ให้เข้าเงินเดือน แต่จ่ายเป็นเงินก้อนครั้งเดียวแทน คนที่ 4 ในตัวอย่างนี้ ควรได้ขึ้นเงินเดือนแค่ 2,000 บาทให้ชนเพดานพอดี ส่วนอีก 1,200 บาทที่เหลือ จ่ายเป็นเงินก้อนไป เขาได้เงินครบตามผลงานที่ทำ องค์กรไม่ต้องแบกฐานที่ทะลุกระบอก และไม่สร้าง Red Circle ขึ้นมาเองทุกปี
Merit Matrix กับการคิดจากค่ากลาง แก้ปัญหาเดียวกันคนละกลไก
ลองสังเกตวิธีที่ 2 กับวิธีที่ 3 ดี ๆ จะเห็นว่าผลลัพธ์ไปทางเดียวกัน คนเงินเดือนต่ำได้เปอร์เซ็นต์สูง คนเงินเดือนสูงได้เปอร์เซ็นต์ต่ำ
เหตุผลอยู่ในตัวเลข เพราะการให้เงินเพิ่มเป็นบาทเท่ากัน เมื่อคิดกลับเป็นเปอร์เซ็นต์ของเงินเดือนพนักงาน ก็คือเปอร์เซ็นต์ที่ตั้งไว้หารด้วย Compa-Ratio ของเขาพอดี คนที่ 4 มี Compa-Ratio 1.20 เขาจึงได้ 8 หารด้วย 1.20 เท่ากับ 6.67 เปอร์เซ็นต์ ยิ่ง Compa-Ratio สูง เปอร์เซ็นต์ยิ่งลดลงเอง การคิดจากค่ากลางจึงให้ผลแบบเดียวกับ Merit Matrix ที่ปรับเปอร์เซ็นต์ตามโซน โดยที่องค์กรไม่ต้องตั้งตัวเลขเอง
ความต่างอยู่ที่วิธีปรับ ค่ากลางปรับแบบต่อเนื่อง ขยับทีละบาทตามเงินเดือนที่เปลี่ยนไป ส่วน Merit Matrix ปรับเป็นขั้นตามโซน จึงเกิดรอยต่อ พนักงานที่ Compa-Ratio 1.09 กับ 1.11 เงินเดือนต่างกันไม่ถึงพันบาท แต่ไปอยู่คนละโซน ได้เปอร์เซ็นต์ต่างกันเป็นขั้น และภายในโซนเดียวกัน คนที่เงินเดือนสูงกว่าก็ยังได้เงินบาทมากกว่าอยู่ดี อย่างที่เห็นจากคนที่ 2 กับคนที่ 3 ในตาราง
พูดง่าย ๆ คือ Merit Matrix บนฐานเงินเดือนพนักงาน เป็นการประมาณผลของการคิดจากค่ากลางแบบขั้นบันได องค์กรที่ยังไม่มีโครงสร้างเงินเดือนที่เชื่อถือได้ ต้องใช้ตารางประมาณเอา ส่วนองค์กรที่มีค่ากลางที่ดี คิดจากค่ากลางได้ตรง ๆ เพราะเปอร์เซ็นต์ลดลงตาม Compa-Ratio ให้เองอยู่แล้ว ตารางที่ต้องออกแบบจึงเรียบง่ายกว่า คือกำหนดเพียงว่าผลงานแต่ละระดับได้กี่เปอร์เซ็นต์ของค่ากลาง โดยไม่ต้องไล่ปรับตามโซนอีกชั้น
แล้ววิธีไหน เหมาะกับองค์กรแบบไหน
วิธีที่ 1 เหมาะกับองค์กรที่ยังไม่มีโครงสร้างเงินเดือน หรือมีแล้วแต่ค่ากลางยังไม่ได้อ้างอิงผลสำรวจค่าจ้าง ข้อดีคือง่ายและอธิบายกับพนักงานได้ทันที ข้อเสียคือมันให้รางวัลกับเงินเดือนที่พนักงานมีอยู่แล้ว มากกว่าผลงานที่เขาทำในปีนั้น ยิ่งขึ้นทุกปี ช่องว่างยิ่งถ่าง และสร้าง Red Circle ขึ้นมาเองอย่างที่เห็นในตาราง
วิธีที่ 2 เหมาะกับองค์กรที่มีโครงสร้างเงินเดือนแล้ว แต่ยังอยากคุมงบด้วยเปอร์เซ็นต์บนฐานเงินเดือนแบบเดิม ได้ผลดีกว่าวิธีแรกมาก แต่ต้องออกแรงออกแบบตารางเอง และยอมรับรอยต่อระหว่างโซน
วิธีที่ 3 เหมาะกับองค์กรที่ประเมินค่างานมาแล้ว มีโครงสร้างเงินเดือนที่ค่ากลางอ้างอิงตลาดจริง ข้อดีคือมันผูกเงินที่จ่ายเพิ่มเข้ากับค่าของงานและผลงาน พนักงานที่ทำงานระดับเดียวกัน ผลงานเท่ากัน ได้เงินเพิ่มเท่ากัน เพราะงานที่เขาทำมีค่าเท่ากัน งบประมาณก็คำนวณล่วงหน้าได้แม่นยำ เพราะขึ้นกับจำนวนพนักงานและค่ากลางของระดับงาน โดยไม่เกี่ยวกับว่าใครเงินเดือนเท่าไหร่
ข้อจำกัดของวิธีที่ 3 ไม่ได้อยู่ที่ตัวหลักการ แต่อยู่ที่องค์กรต้องเปลี่ยนวิธีสื่อสาร จากที่เคยบอกพนักงานเป็นเปอร์เซ็นต์ มาบอกเป็นเงินบาท ถ้านโยบายชัดตั้งแต่ต้นว่าผลงานเท่ากันและอยู่ระดับงานเดียวกัน ได้เงินเพิ่มเป็นบาทเท่ากัน พนักงานก็ไม่มีเหตุผลต้องแปลงกลับเป็นเปอร์เซ็นต์มาเทียบกันเอง องค์กรที่ยังประกาศเป็นเปอร์เซ็นต์ตามความเคยชิน จะเจอคำถามจากพนักงานที่เงินเดือนสูงว่าทำไมเปอร์เซ็นต์ของตัวเองน้อยกว่าเพื่อน ทั้งที่ได้เงินบาทเท่ากัน
เงื่อนไขสำคัญของวิธีนี้อยู่ที่ค่ากลางต้องเชื่อถือได้จริง เพราะเงินเพิ่มทุกบาทคิดมาจากค่ากลาง ถ้าค่ากลางมั่ว การขึ้นเงินเดือนทั้งระบบก็เพี้ยนตาม
สำหรับองค์กรที่วางโครงสร้างเงินเดือนไว้ดีแล้ว การคิดจากค่ากลางตอบโจทย์การบริหารเงินเดือนภายใต้กระบอกได้ตรงที่สุด และยังใช้ Merit Matrix ควบคู่ได้ โดยให้ตารางกำหนดเปอร์เซ็นต์ของค่ากลางตามผลงานเป็นหลัก ส่วนการปรับตามโซนจะเสริมเข้าไปหรือไม่ก็ได้ เพราะการคิดจากค่ากลางลดเปอร์เซ็นต์ของคนที่อยู่โซนสูงให้อยู่แล้ว องค์กรที่อยากเร่งดึงคนเก่งซึ่งค่าตัวต่ำกว่าที่ควรมากให้ขึ้นมาเร็วกว่าปกติ ค่อยเพิ่มการปรับตามโซนเข้าไปอีกชั้น
ให้ขึ้นเท่ากันทุกคน คือการเฉลี่ยความไม่เป็นธรรม
ไม่ว่าจะเลือกฐานคิดแบบไหน ถ้าผลประเมินแยกพนักงานออกจากกันไม่ได้ ทุกวิธีก็ไร้ความหมาย องค์กรจำนวนมากให้ผลงานดีเด่น 4 เปอร์เซ็นต์ ผลงานตามมาตรฐาน 3.5 เปอร์เซ็นต์ ทุกคนได้ ไม่มีใครโวยวาย
แต่งบขึ้นเงินเดือนของทุกองค์กรมีจำกัด เงินที่เกลี่ยให้พนักงานผลงานกลาง ๆ ก็คือเงินที่ควรไปอยู่กับพนักงานผลงานดีเด่น การขึ้นให้ทุกคนใกล้เคียงกัน จึงเท่ากับเอาเงินของคนเก่งไปแบ่งให้คนที่ทำงานได้เรื่อย ๆ โดยไม่มีใครพูดออกมาตรง ๆ
ผลลัพธ์ตามมาช้า ๆ พนักงานเก่งเรียนรู้ว่าทุ่มเทแค่ไหนก็ได้พอกัน แล้ววันหนึ่งก็ลาออกไปที่ที่ให้ค่ากับผลงานมากกว่า ส่วนพนักงานที่ทำงานพอผ่านยังอยู่ต่อ เพราะไม่มีที่ไหนให้ดีกว่านี้ องค์กรที่เลี่ยงบทสนทนายาก ๆ ในวันนี้ จึงต้องจ่ายด้วยการเสียคนเก่งในวันหน้า
เงินที่ขึ้น ต้องอธิบายได้ทั้งสองแกน
การขึ้นเงินเดือนตามผลงานที่ดี ตอบได้สองเรื่องพร้อมกัน เรื่องแรกคือทำไมพนักงานคนนี้ได้ขึ้นมากกว่าเพื่อน เพราะผลงานต่างกัน เรื่องที่สองคือทำไมพนักงานที่ผลงานเท่ากันถึงได้เปอร์เซ็นต์ไม่เท่ากัน เพราะตำแหน่งเงินเดือนของแต่ละคนในกระบอกเงินเดือนต่างกัน และเพราะองค์กรเลือกฐานคิดเปอร์เซ็นต์ไว้อย่างมีเหตุผล
องค์กรที่อธิบายสองเรื่องนี้ได้ ไม่ต้องกลัวคำถามจากพนักงาน เพราะคำตอบอยู่ในตัวเลขทั้งหมดแล้ว ส่วนองค์กรที่ขึ้นเงินเดือนโดยไม่มีหลักอะไรรองรับ จะเจอคำถามเดิมนี้ทุกปีโดยไม่มีวันตอบได้
ตอนหน้าจะไปดูเครื่องมืออีกตัวคือโบนัสตามผลงาน ว่าเงินก้อนนี้มาจากไหน แบ่งกันยังไง และทำไมโบนัสที่จ่ายเท่ากันทุกคนถึงไม่ใช่การจ่ายตามผลงาน
“ลองเปิดวิธีคำนวณการขึ้นเงินเดือนขององค์กรท่านดูว่าใช้วิธีไหนในสามวิธีนี้ แล้วลองไล่ดูพนักงานที่ผลงานเท่ากันในระดับงานเดียวกัน ว่าใครได้เงินเพิ่มเป็นบาทมากที่สุด ถ้าคำตอบคือคนที่เงินเดือนสูงที่สุดและใกล้ Max ที่สุด องค์กรของท่านอาจกำลังสร้าง Red Circle ขึ้นมาเองทุกปี โดยที่ไม่มีใครสังเกตเห็น”
โดย ประคัลภ์ ปัณฑพลังกูร | ที่ปรึกษาด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล | Think People Consulting
ใส่ความเห็น