บทความ · Mindfulness · นิทานสอนใจ
⬛ นิทานสอนใจ
ชายสองคนกับกำแพงหิน
“กำแพงที่ใหญ่ที่สุด ไม่ใช่กำแพงหิน แต่คือทิฐิในใจคน”
บางคนโกรธกันทั้งชีวิต แต่สุดท้ายกลับจำไม่ได้ด้วยซ้ำ ว่าเริ่มหันหลังให้กันเพราะอะไร
บางคนเสียเพื่อน เสียพี่น้อง เสียคนรัก เพียงเพราะเรื่องที่อีกหลายปีต่อมา แทบจำไม่ได้แล้วว่ามันคืออะไร
น่าแปลกที่มนุษย์มักจำความโกรธได้นาน ทั้งที่ลืมไปแล้วว่า ความโกรธนั้นเริ่มต้นจากอะไรกันแน่
คนเรามักรักษาทิฐิไว้เก่ง จนลืมไปว่า คนตรงหน้าสำคัญกว่าการเป็นฝ่ายถูก
ลองอ่านนิทานเรื่องนี้ดูนะครับ
ในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง มีชายสองคนที่เคยเป็นสหายรักกันมาก คนหนึ่งชื่อ “จาง” อีกคนชื่อ “หวิน”
ทั้งคู่สร้างร้านค้าด้วยกัน กินข้าวหม้อเดียวกัน ผ่านความลำบากมาด้วยกันหลายปี
จนวันหนึ่ง ทั้งสองทะเลาะกันเรื่องที่ดินผืนเล็กๆ หลังร้าน จากคำพูดไม่กี่คำ กลายเป็นความโกรธ จากความโกรธ กลายเป็นความหยิ่ง และจากความหยิ่ง กลายเป็นความบาดหมางที่ยาวนานหลายสิบปี
ทั้งสองสร้างกำแพงหินกั้นกลางพื้นที่ ไม่พูดกัน ไม่มองหน้า แม้เดินสวนกันในตลาด ก็หันหน้าหนีราวกับไม่เคยรู้จักกันมาก่อน
ผู้คนในหมู่บ้านต่างรู้ดีว่า
“สองคนนี้ ต่อให้ตายก็คงไม่คืนดีกันแน่นอน”
หลายปีผ่านไป วันหนึ่ง จางล้มป่วยหนัก หมอบอกว่าเขาเหลือเวลาอีกไม่นาน
คืนนั้น ฝนตกหนัก ลมหนาวพัดผ่านหน้าต่างไม้เก่าๆ จางนอนนิ่งอยู่บนเตียง พลางมองกำแพงหินที่สร้างไว้ด้วยมือตนเอง
เขาถอนหายใจยาว แล้วพึมพำเบาๆ คนเดียวว่า
“ข้าจำไม่ได้แล้วว่า…เราเริ่มเกลียดกันเพราะอะไร”
ลูกชายที่นั่งเฝ้าอยู่ข้างเตียงนิ่งเงียบ จางจึงพูดต่อด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
“แต่ข้าจำได้…ว่าเมื่อครั้งยังหนุ่ม หวินเคยแบกข้าหนีน้ำป่า เคยแบ่งข้าวคำสุดท้ายให้ข้ากิน และเคยนั่งหัวเราะกับข้าจนสว่าง”
รุ่งเช้า ก่อนตะวันขึ้น ลูกชายเห็นชายชราคนหนึ่งยืนอยู่หน้าบ้านท่ามกลางสายฝน
เขาคือ “หวิน”
หวินเดินเข้ามาช้าๆ มองเพื่อนเก่าที่นอนอ่อนแรงอยู่บนเตียง ทั้งสองสบตากันเนิ่นนาน โดยไม่มีคำพูดใดออกจากปาก
ก่อนที่จางจะยิ้มบางๆ แล้วพูดว่า
“สุดท้าย…กำแพงที่ใหญ่ที่สุด
ไม่ใช่กำแพงหิน
แต่คือทิฐิในใจคน”
หวินนั่งลงข้างเตียง จับมือเพื่อนเก่าไว้แน่น น้ำตาของชายชราทั้งสองไหลเงียบๆ โดยไม่มีใครพยายามเอาชนะใครอีกต่อไป
เพราะในวินาทีนั้น ทั้งคู่เพิ่งเข้าใจว่า
ไม่มีใครชนะความตายได้ และเมื่อชีวิตใกล้สิ้นสุด คำพูดร้ายๆ มันก็เล็กนิดเดียว เมื่อเทียบกับความสัมพันธ์ดีๆ ที่เคยมีต่อกัน
เราทุกคนต่างแพ้ให้กับเวลาเหมือนกันหมด
คนเรามักเสียเวลาทั้งชีวิตเพื่อเอาชนะกัน ทั้งที่ท้ายที่สุดแล้ว เราทุกคนต่างแพ้ให้กับเวลาเหมือนกันหมด เมื่อวันนั้นมาถึง สิ่งที่เจ็บที่สุด อาจไม่ใช่การจากลา แต่คือการรู้ว่า เราปล่อยให้ความหยิ่งยโสและทิฐิทำลายคนที่สำคัญในชีวิตของเราไป
“ยังไม่สายเกินไป ถ้าคนที่คุณหันหลังให้ ยังมีลมหายใจอยู่”
โดย ประคัลภ์ ปัณฑพลังกูร | ที่ปรึกษาด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล | Think People Consulting