หลายองค์กรพยายามหาทางดึงดูดและรักษาพนักงานเก่งๆ ให้อยู่กับบริษัทนานๆ หนึ่งในวิธีที่ได้ผลที่สุด (จากสถิติของ LinkedIn พบว่าสูงถึง 94%) คือ “การที่บริษัทลงทุนกับการพัฒนาพนักงาน” ครับ เพราะพนักงานยุคนี้ไม่ได้มองแค่เรื่องเงินเดือนอย่างเดียว แต่เขามองว่า “อยู่ที่นี่แล้วเขาจะเก่งขึ้นไหม”
อ่านเพิ่มเติม “การพัฒนาพนักงานจะสำเร็จได้ จุดเริ่มต้นที่สำคัญที่สุดคือ หัวหน้างาน”ถ้าหัวหน้าไม่ผูกพัน ก็อย่าหวังว่าลูกน้องจะผูกพันกับองค์กร
ช่วงนี้หลายองค์กรพูดถึงเรื่อง Culture Change หรือการปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กรกันเยอะมากครับ โดยเฉพาะเป้าหมายที่อยากให้พนักงานมี Engagement สูง ๆ ทำงานอย่างคล่องตัว (Agile) และอยากดึงดูดคนเก่งๆ (Stars) ให้อยู่กับเรานาน ๆ
แต่เชื่อไหมครับว่า มีอยู่หนึ่งปัจจัยที่หลายที่มักจะมองข้าม ไป ทั้งที่เป็นกุญแจสำคัญที่สุด ปัจจัยนั้นคือ “ความผูกพันของตัวผู้จัดการหรือหัวหน้างานเอง”
อ่านเพิ่มเติม “ถ้าหัวหน้าไม่ผูกพัน ก็อย่าหวังว่าลูกน้องจะผูกพันกับองค์กร”นิทานสอนใจ เรือว่างกลางหมอก
บทความ · Mindfulness · นิทานสอนใจ
⬛ นิทานสอนใจ
เรือว่างกลางหมอก
“เมื่อโลกขว้างปาสิ่งใดมา หากเราไม่ยื่นมือไปรับ สิ่งนั้นก็ตกอยู่ตรงนั้น แต่มือของเรายังคงสะอาดและใจของเรายังคงเบาสบาย”
ในโลกที่หมุนไวและเต็มไปด้วยการแข่งขัน เราตื่นมาพร้อมกับความกดดันที่ถาโถมรอบด้าน ตั้งแต่เสียงแตรที่ดังก้องในเช้าวันจันทร์ การถูกเบียดเสียดบนรถไฟฟ้า ไปจนถึงคำพูดจิกกัดในห้องประชุมที่จ้องจะบั่นทอนกำลังใจ
หลายครั้งที่เราเผลอเอาใจไปวางไว้เป็น “เป้านิ่ง” ให้คนรอบข้างขว้างปาอารมณ์ใส่ จนรู้สึกเหนื่อยล้าและโกรธแค้นราวกับโลกทั้งใบจงใจกลั่นแกล้งเรา ลองมาพักใจและมองโลกผ่านมุมมองใหม่ในนิทานเซนเรื่องนี้ครับ
🌫️ ศิษย์หนุ่มกับเรือกลางหมอก
ในเช้าที่หมอกหนาทึบปกคลุมทั่วลำน้ำ ศิษย์หนุ่มคนหนึ่งกำลังพายเรือข้ามฟากเพื่อไปทำธุระให้เจ้าอาวาส เขามุ่งมั่นพายเรืออย่างใจเย็น ท่ามกลางความเงียบสงบของธรรมชาติ
ทันใดนั้นเอง เขาสังเกตเห็นเงาเรือลำหนึ่งพุ่งตรงมาทางเรือของเขาด้วยความเร็ว ศิษย์หนุ่มพยายามตะโกนบอกให้หลบไป
“เฮ้! ระวังหน่อย หลบไปทางซ้ายสิ!”
แต่เรือลำนั้นยังคงพุ่งตรงมาไม่มีทีท่าจะหยุด จนกระทั่ง
“ปัง!”
เรือลำนั้นชนเข้ากับเรือของเขาอย่างจังจนน้ำกระเซ็นเปียกจีวร
ศิษย์หนุ่มเดือดดาลด้วยความโกรธ
“ทำไมถึงพายเรือประมาทเช่นนี้! ตาบอดหรืออย่างไร!”
เขาเงื้อมือเตรียมจะด่าทอเจ้าของเรือลำนั้นให้สาสมกับความโกรธ
แต่เมื่อเขามองเข้าไปในเรือลำนั้น…
⛵
เขากลับพบเพียง “ความว่างเปล่า”
มันคือเรือที่หลุดจากเชือกผูกพ่วง แล้วลอยมาตามกระแสน้ำตามธรรมชาติ
ไม่มีคนพาย ไม่มีคนบังคับ
ในวินาทีนั้นเอง ความโกรธที่สุมอยู่ในอกของศิษย์หนุ่มพลันมลายหายไปราวกับหมอกที่ถูกแสงแดดแผดเผา
✦ เขาไม่ได้รู้สึกถูกทำร้าย
✦ ไม่ได้รู้สึกเสียหน้า
✦ และไม่ได้อยากเอาเรื่องเอาราวกับใครอีก
เพราะในเรือลำนั้น “ไม่มีใคร” ให้เขาโกรธ
🏮 บทสอนจากอาจารย์เซน
เมื่อศิษย์หนุ่มกลับถึงวัดและเล่าเรื่องนี้ให้อาจารย์เซนฟัง อาจารย์จึงยิ้มและกล่าวสรุปว่า
“โลกนี้ก็เหมือนลำน้ำที่มีเรือว่างเปล่าลอยอยู่เต็มไปหมด หากเจ้ายึดถือตัวตนว่าตนเองใหญ่โต ไม่ว่าเรือลำไหนลอยมาสะกิด เจ้าก็จะเจ็บปวดและโกรธแค้น”
⚡
ยึดถือตัวตน
ไม่ว่าเรือลำไหนลอยมาสะกิด ก็จะเจ็บปวดและโกรธแค้น
🌬️
ทำตัวให้ว่างเปล่า ✓
แม้กิ่งไม้จะหักโดน หรือรถจะตัดหน้า ก็มองเห็นเพียง เหตุปัจจัยที่ไหลไปตามธรรมชาติ
“แต่หากเจ้าทำตัวให้ ว่างเปล่า เหมือนอากาศธาตุ แม้กิ่งไม้จะหักโดน หรือรถจะตัดหน้า เจ้าจะมองเห็นเพียงเหตุปัจจัยที่ไหลไปตามธรรมชาติเท่านั้น เมื่อไม่มี ‘ตัวเรา’ ไปรับลูกหลง สิ่งเหล่านั้นก็เป็นเพียงเหตุการณ์ที่ผ่านมา… และผ่านไป”
โดย ประคัลภ์ ปัณฑพลังกูร | ที่ปรึกษาด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล | Think People Consulting
ไล่บี้เอาผลงานจากลูกน้อง โดยที่ลูกน้องยังรัก ทำได้อย่างไร
สวัสดีครับเพื่อนผู้อ่านทุกท่าน
หลายคนมักจะมีความเชื่อว่า การเป็นหัวหน้าที่เน้นผลงานแบบ “สายบี้” (Results-driven) กับการเป็นหัวหน้าที่ลูกน้องรักและทำงานด้วยอย่างมีความสุข (Employee Engagement) เป็นสองสิ่งที่อยู่ตรงข้ามกัน จนบางครั้งเราเผลอคิดไปว่าถ้าจะเอา “งาน” ก็ต้องยอมเสีย “คน” หรือถ้าจะเอา “ใจคน” งานก็อาจจะหย่อนยานไปบ้าง
อ่านเพิ่มเติม “ไล่บี้เอาผลงานจากลูกน้อง โดยที่ลูกน้องยังรัก ทำได้อย่างไร”จะครองใจพนักงานด้วยนวัตกรรมการบริหารค่าจ้างและสวัสดิการได้อย่างไร
บทความ · HR Management · Compensation & Benefits
⬛ HR Insight
จะครองใจพนักงานด้วยนวัตกรรมการบริหารค่าจ้างและสวัสดิการได้อย่างไร
“ในยุคนี้จ่ายเงินเดือนสูงหรือจัดสวัสดิการตามกฎหมายอย่างเดียวไม่เพียงพออีกต่อไป — องค์กรต้องคิดใหม่ หาทางใหม่ เพื่อตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของพนักงาน”
ในโลกยุคใหม่ที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การดึงดูดบุคลากรมือดีและการเก็บรักษาคนเก่งๆ ในองค์กรที่มีความรู้ความสามารถ เป็นสิ่งสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ สำหรับการนำพาองค์กรไปสู่ความสำเร็จอย่างยั่งยืน ดังนั้น การมีระบบค่าตอบแทนและสวัสดิการที่ทันสมัยและคิดนอกกรอบ จึงเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างแรงจูงใจและสร้างความผูกพันให้พนักงานได้อย่างเต็มที่
องค์กรยุคใหม่ต่างก็พยายามสรรหาวิธีการในการบริหารค่าจ้างค่าตอบแทนและสวัสดิการแบบออกนอกกรอบเดิมๆ มากขึ้น ไม่ใช่แค่จ่ายเงินเดือนสูงๆ หรือจัดสวัสดิการแค่ตามกฎหมายก็จบ ในยุคนี้การทำแบบนั้นคงไม่เพียงพอที่จะทำให้พนักงานเกิดความผูกพัน เกิดแรงจูงใจในการทำงานกับองค์กรได้เลย
เรามาดูแนวทางในการจัดระบบค่าตอบแทนและสวัสดิการแบบออกนอกกรอบกันว่ามีไอเดียอะไรดีๆ ที่พอจะนำเอามาใช้ได้บ้าง
1. การจัดการค่าจ้างและสวัสดิการแบบรวมทั้งหมด (Total Rewards Strategy)
ปัจจุบันในการวางระบบค่าตอบแทน จะไม่ใช่มองแค่เรื่องเงินเดือนกับค่าจ้างอื่นๆ พื้นฐานเท่านั้น แค่นั้นไม่เพียงพอ นักบริหารค่าจ้างจะต้องมองเรื่องค่าตอบแทนในแบบองค์รวม หรือที่ภาษาอังกฤษใช้คำว่า Total Rewards คำนี้ไม่ใช่แฟชั่นที่ใช้กันแบบเกลื่อนเมืองอีกต่อไป แต่จะต้องเป็นคำที่องค์กรในยุคใหม่นำมาประยุกต์ใช้จริงให้ได้ ไม่ใช่แค่โม้ว่าเราบริหารแบบ Total Rewards แต่เอาเข้าจริงๆ บริษัทเราก็มีแค่เงินเดือนกับค่าจ้างอื่นๆ ไม่กี่ตัวเอง แบบนี้ไม่ใช่ Total Rewards อย่างแน่นอน
แล้วถ้าเราต้องมองแบบ Total Rewards และต้องออกแบบระบบค่าตอบแทนแบบองค์รวมแบบนี้ ต้องพิจารณาเรื่องอะไรบ้าง รายละเอียดของ Total Rewards ประกอบไปด้วยอะไรบ้าง
01 ค่าตอบแทนทางการเงิน (Compensation)
▸ เงินเดือน (Base Salary): ค่าตอบแทนพื้นฐานที่พนักงานได้รับตามตำแหน่งและบทบาทที่รับผิดชอบ
▸ โบนัส (Bonuses): เงินรางวัลที่มอบให้ตามผลการปฏิบัติงานหรือผลประกอบการของบริษัท
▸ ค่าคอมมิชชั่น (Commissions): ค่าตอบแทนที่คำนวณจากผลงานขายหรือการทำงานที่เกี่ยวข้อง
02 สวัสดิการ (Benefits)
▸ ประกันสุขภาพ (Health Insurance): ความคุ้มครองด้านสุขภาพและการรักษาพยาบาล
▸ ประกันชีวิตและประกันอุบัติเหตุ: ความคุ้มครองในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุหรือเสียชีวิต
▸ แผนบำนาญและการเกษียณอายุ: การออมเงินเพื่อการเกษียณอายุ เช่น กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ
03 การพัฒนาความสามารถและการเติบโตในสายอาชีพ (Talent Development)
▸ การฝึกอบรมและพัฒนา: โอกาสในการฝึกอบรมและพัฒนาทักษะต่างๆ
▸ โปรแกรมการพัฒนาผู้นำ: การฝึกอบรมและพัฒนาผู้นำภายในองค์กร
▸ แผนการเติบโตในสายอาชีพ (Career Pathing): การวางแผนการเติบโตในสายอาชีพเพื่อส่งเสริมความก้าวหน้า
04 ความสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงาน (Work-Life Balance)
▸ ชั่วโมงการทำงานที่ยืดหยุ่น: การจัดเวลาทำงานที่ยืดหยุ่นเพื่อตอบสนองความต้องการส่วนบุคคล
▸ การทำงานจากที่บ้าน (Remote Work): โอกาสในการทำงานจากที่บ้านหรือจากสถานที่ที่สะดวกสบาย
▸ วันหยุดและวันลาพักผ่อน: การให้วันหยุดและวันลาพักผ่อนตามกฎหมายและนโยบายของบริษัท
4 ด้านข้างต้นก็คือองค์ประกอบหลักของ Total Rewards ที่องค์กรยุคใหม่ควรจะต้องพิจารณาให้มีขึ้น ดังนั้นเวลาที่จะวางระบบบริหารค่าตอบแทน เราจะต้องมองในภาพของ Total Rewards ให้มากขึ้นกว่าในอดีตที่ผ่านมา ว่าเราจะสร้างสิ่งเหล่านี้ให้เกิดขึ้นในองค์กรของเราได้อย่างไร
2. เน้นไปที่ความต้องการส่วนบุคคลและความยืดหยุ่นในการให้ค่าตอบแทน (Personalized and Flexible Rewards)
เนื่องจากปัจจุบันองค์กรมีการว่าจ้างพนักงานที่มีหลากหลาย Generation หรือแม้กระทั่งใน Gen เดียวกัน แต่ก็มีความต้องการที่หลากหลาย บางคนครองโสดอย่างเดียว บางคนมีครอบครัว บางคนมีน้องหมาน้องแมว อีกทั้งเรื่องของเพศสภาพที่แตกต่างกันก็ได้รับการยอมรับกันอย่างเปิดเผยในปัจจุบัน จึงทำให้ความต้องการของคนเรามีความแตกต่างกันมากขึ้นไปอีก
ดังนั้นถ้าองค์กรสามารถนำเสนอค่าตอบแทนหรือสวัสดิการให้กับพนักงานในแบบที่ปรับแต่งได้ตามความต้องการและความพึงพอใจของพนักงาน ก็ยิ่งจะเป็นแรงดึงดูดและเป็นพลังในการเก็บรักษาพนักงานไว้กับเราได้ดียิ่งขึ้นไปอีก
มาดูตัวอย่างการทำระบบแบบยืดหยุ่นทางด้านค่าตอบแทนและสวัสดิการว่ามีอะไรบ้าง
01 การให้ทางเลือกในโบนัสและค่าตอบแทนทางการเงิน
▸ โบนัสตามผลงาน: พนักงานสามารถเลือกวิธีการรับโบนัส เช่น รับเป็นเงินสด หุ้นของบริษัท หรือเงินสนับสนุนในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ
▸ โบนัสเป็นส่วนแบ่งกำไร (Profit Sharing): การให้พนักงานมีส่วนร่วมในกำไรของบริษัท ซึ่งสามารถเป็นแรงจูงใจในการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
02 วันหยุดเพิ่มเติมและเวลาทำงานที่ยืดหยุ่น
▸ วันลาพิเศษ: พนักงานสามารถเลือกที่จะรับรางวัลเป็นวันลาพิเศษ เช่น วันหยุดเพื่อพักผ่อน วันลาสำหรับการทำกิจกรรมครอบครัว หรือวันลาสำหรับการทำกิจกรรมสังคม
▸ ชั่วโมงการทำงานที่ยืดหยุ่น: การอนุญาตให้พนักงานเลือกเวลาทำงานที่เหมาะสมกับชีวิตส่วนตัว เช่น การทำงานช่วงเวลาใดก็ได้ตามที่สะดวก หรือการทำงานสัปดาห์ละสี่วัน
03 สวัสดิการที่ปรับแต่งได้
▸ แผนประกันสุขภาพที่เลือกได้: พนักงานสามารถเลือกแผนประกันสุขภาพที่ตรงกับความต้องการ เช่น การเลือกความคุ้มครองที่มากขึ้นในด้านที่สำคัญกับตัวเอง
▸ สวัสดิการด้านสุขภาพและการออกกำลังกาย: การสนับสนุนในการเป็นสมาชิกฟิตเนส การจัดกิจกรรมสุขภาพ หรือการให้คำปรึกษาด้านสุขภาพจิต
04 รางวัลที่สอดคล้องกับความสนใจและความชื่นชอบส่วนตัว
▸ บัตรกำนัล: พนักงานสามารถเลือกบัตรกำนัลจากร้านค้าที่ชื่นชอบ เช่น ร้านอาหาร โรงภาพยนตร์ หรือร้านค้าที่ใช้บ่อย
▸ ประสบการณ์และกิจกรรม: การให้รางวัลเป็นประสบการณ์พิเศษ เช่น การท่องเที่ยว การเข้าร่วมกิจกรรมสันทนาการ หรือการฝึกอบรมและพัฒนาทักษะ
▸ สามารถเลือกซื้อสินค้าหรือบริการที่เป็นการส่งเสริม wellness ของพนักงานได้ตามความต้องการ โดยมีงบประมาณเป็นตัวกำหนด
05 การพัฒนาทักษะและการเติบโตในสายอาชีพ
▸ ทุนการศึกษาและการฝึกอบรม: พนักงานสามารถเลือกที่จะใช้รางวัลในการพัฒนาทักษะใหม่ๆ หรือการเรียนรู้เพิ่มเติมเพื่อเติบโตในสายอาชีพ
▸ การเข้าร่วมสัมมนาและเวิร์คช็อป: การสนับสนุนให้พนักงานเข้าร่วมกิจกรรมที่เสริมสร้างทักษะและความรู้
06 การจัดการความสมดุลระหว่างงานและชีวิตส่วนตัว
▸ โปรแกรมการทำงานจากที่บ้าน: การอนุญาตให้พนักงานทำงานจากที่บ้านได้ เพื่อให้มีความยืดหยุ่นในการจัดการเวลาส่วนตัว
▸ การสนับสนุนด้านครอบครัว: สวัสดิการที่ช่วยลดภาระของพนักงานในด้านการดูแลครอบครัว เช่น การสนับสนุนค่าเล่าเรียนหรือการดูแลเด็ก
3. การยกย่องและให้รางวัลแบบเรียลไทม์ (Real-Time Recognition and Rewards)
นอกจากรางวัลที่เป็นตัวเงินจับต้องได้ สิ่งที่องค์กรต้องเพิ่มเติมก็คือรางวัลที่จับต้องไม่ได้ รางวัลที่เน้นไปที่ความรู้สึกของพนักงานมากกว่าด้านการเงิน เพราะนี่คือสิ่งที่คนเราโหยหาจากการทำงาน อย่าคิดว่าพนักงานต้องการแค่เพียงเงินเดือน ค่าจ้าง แล้วองค์กรก็แค่เพียงจ่ายค่าจ้างให้สูงเข้าไว้โดยไม่ต้องไปสนใจเรื่องของความรู้สึกของพนักงาน ซึ่งในยุคนี้มันไม่ใช่แบบนี้อีกต่อไป พนักงานต้องการการยอมรับ การตระหนักถึงความสำคัญของตนเองในการทำงาน ต้องการได้รับคำชื่นชม และรางวัลทางด้านจิตใจด้วยเช่นกัน
ดังนั้นองค์กรใดที่สามารถวางระบบรางวัลที่จับต้องไม่ได้นี้ให้มีความชัดเจน ก็จะสามารถผูกใจพนักงานได้มากขึ้น
ตัวอย่างของโปรแกรมการยกย่องและให้รางวัลแบบ Real-Time Rewards ที่ทำกันแล้วมีดังนี้
01 ใช้เทคโนโลยีและแพลตฟอร์มดิจิทัล
นำระบบหรือแอปพลิเคชันที่สามารถให้รางวัลและยกย่องพนักงานแบบเรียลไทม์ เช่น การให้เหรียญตราดิจิทัล การให้ Token จากเพื่อนร่วมงานที่รู้สึกดีกับพฤติกรรมบางอย่าง การยกย่องชื่นชมผ่านแพลตฟอร์มที่พนักงานทุกคนสามารถเห็นได้
02 การให้รางวัลที่ปรับแต่งได้
ให้พนักงานสามารถนำ Token หรือคะแนนมาใช้ในการแลกรับรางวัลที่ตรงกับความต้องการของพวกเขาได้ ซึ่งโดยทั่วไปก็จะเป็นรางวัลเล็กๆ น้อยๆ น่ารักๆ เช่น คูปองกาแฟ คูปองแลกซื้อขนมจากร้านต่างๆ หรือบัตรส่วนลดร้านอาหาร ร้านนวด หรือร้านเสริมสวย
03 การยกย่องผ่านสื่อสังคมออนไลน์ขององค์กร
ใช้ช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ภายในองค์กร เช่น อินทราเน็ตหรือแพลตฟอร์มสื่อสังคมที่ใช้เฉพาะภายในองค์กร เพื่อยกย่องและให้รางวัลพนักงานในทันที และทำให้ทุกคนในองค์กรรับทราบได้ในทันทีทั่วโลกหรือทั่วทุกจุดของบริษัท
04 การให้รางวัลเป็นทีม
ยกย่องและให้รางวัลทีมงานที่ทำงานร่วมกันเพื่อบรรลุเป้าหมาย ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความสามัคคีและความร่วมมือในทีม โดยอาจจะจัดรางวัลเล็กๆ ให้กับสมาชิกทุกคนในทีมงาน เพื่อสร้างขวัญกำลังใจและสร้างพลังในการทำงานร่วมกันได้อย่างดี
องค์กรของท่านคิดใหม่ หาทางใหม่แล้วหรือยัง?
ในยุคนี้เราคงจะใช้วิธีการเดิมในการบริหารค่าตอบแทนและสวัสดิการไม่ได้อีกต่อไป เราจำเป็นต้องคิดใหม่ หาทางใหม่ๆ โดยเน้นไปที่การตอบสนองความต้องการของพนักงานแต่ละคน อีกทั้งก็ริเริ่มในเรื่องของรางวัลที่ไม่เป็นตัวเงินให้มากขึ้น รางวัลที่สร้างความภาคภูมิใจให้กับพนักงานในการทำงานที่ดี และต้องให้รางวัลในทันทีที่เห็นสิ่งที่ดีจากพนักงาน ไม่ใช่รอไปอีก 6 เดือนหรือ 1 ปี ถึงจะได้รางวัล เพราะแบบนี้จะไม่สามารถรักษาพฤติกรรมที่ดีของพนักงานได้
“คิดใหม่ หาทางใหม่ — เพราะวิธีเดิมไม่เพียงพออีกต่อไปในการครองใจพนักงานยุคนี้”
โดย ประคัลภ์ ปัณฑพลังกูร | ที่ปรึกษาด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล | Think People Consulting