โครงสร้างเงินเดือนคืออะไร และทำไมองค์กรต้องมีไว้

บทความ · HR Management · Salary Structure

⬛ HR Insight

โครงสร้างเงินเดือนคืออะไร และทำไมองค์กรต้องมีไว้

โครงสร้างเงินเดือน คือตัวที่ทำให้ตอบได้ว่าทำไมตำแหน่งนี้ถึงจ่ายเท่านี้


ผมเคยเจอบริษัทที่ทำการบ้านมาครบทุกอย่าง ประเมินค่างานเสร็จ จัดระดับงานเรียบร้อย ซื้อผลสำรวจค่าจ้างมาอ่านจนเข้าใจ รู้ด้วยซ้ำว่าอยากยืนตรงไหนของตลาด แต่พอถึงเวลาจ้างคนใหม่จริงๆ หรือขึ้นเงินเดือนประจำปี กลับมานั่งเถียงกันทีละเคสเหมือนเดิม ว่าคนนี้ควรได้เท่าไหร่

ของครบมือทุกอย่าง แต่ยังจ่ายแบบเดาๆ อยู่ดี

เหมือนมีวัตถุดิบเต็มครัว แต่ไม่มีสูตร เลยต้องปรุงใหม่ทุกจาน ชิมเอาเองทุกครั้ง วันดีคืนดีก็อร่อย วันร้ายก็เค็มไปจืดไป ไม่มีใครการันตีได้ว่าจานต่อไปจะออกมาเป็นยังไง สิ่งที่บริษัทนี้ขาด ไม่ใช่ข้อมูล แต่เป็นตัวที่เอาข้อมูลทั้งหมดมาประกอบให้ใช้งานได้ นั่นคือโครงสร้างเงินเดือน


มันไม่ใช่ตัวเลขเดียว แต่เป็นช่วงเงินเดือนของแต่ละระดับงาน

คนมักนึกว่าโครงสร้างเงินเดือนคือตารางที่บอกว่าตำแหน่งไหนได้เท่าไหร่ เป็นตัวเลขตายตัวตัวเดียว จริงๆ มันไม่ได้เป็นแบบนั้น

โครงสร้างเงินเดือนคือชุดของช่วงเงินเดือน หนึ่งช่วงต่อหนึ่งระดับงาน แต่ละช่วงมีตั้งแต่ค่าต่ำสุดที่ยอมจ่ายในระดับงานนั้น ไปจนถึงค่าสูงสุด คนที่อยู่ระดับงานเดียวกัน ไม่ได้ต้องได้เท่ากันเป๊ะ แต่อยู่คนละจุดในช่วงเดียวกันได้ คนเพิ่งเข้ามาก็อยู่ช่วงต้น คนที่อยู่มานานผลงานดีก็ขยับไปช่วงปลาย

ที่ต้องเป็นช่วง เพราะคนในงานระดับเดียวกันมีฝีมือและประสบการณ์ต่างกัน โครงสร้างเงินเดือนเลยต้องเผื่อที่ให้คนขยับขึ้นได้ตามผลงาน โดยที่ยังอยู่ในระดับงานเดิม

เอาค่างานกับตลาดมาประกอบกัน

ช่วงเงินเดือนของแต่ละระดับงาน มันไม่ได้ตั้งขึ้นมาลอยๆ แต่มาจากการเอาข้อมูลสองอย่างมาประกอบกัน

อย่างแรกคือระดับงาน ที่ได้จากการประเมินค่างาน ตัวนี้บอกลำดับว่าระดับงานไหนควรอยู่สูงกว่าระดับงานไหน และห่างกันแค่ไหน เป็นความเป็นธรรมภายในที่เราวางไว้

อย่างที่สองคือข้อมูลตลาดและจุดยืนที่เลือก ตัวนี้บอกว่ากลางช่วงของแต่ละระดับงานควรอยู่ที่เท่าไหร่ ถ้าเลือกจ่ายเท่าตลาด กลางช่วงก็เกาะค่ากลางตลาด ถ้าเลือกจ่ายนำ ก็ยกขึ้นไป

พอเอาสองอย่างนี้มาประกอบกัน ระดับงานเป็นตัวจัดลำดับและระยะห่าง ตลาดกับจุดยืนเป็นตัวกำหนดระดับ ก็ได้ออกมาเป็นโครงสร้างเงินเดือนที่ทั้งเป็นธรรมภายในองค์กรเอง และแข่งขันได้กับภายนอกพร้อมกัน เรื่องค่างานกับเรื่องสำรวจค่าจ้างที่เล่ามาก่อนหน้า มาเจอกันตรงนี้เอง

ไม่มีโครงสร้างเงินเดือน ก็ต้องต่อรองกันใหม่ทุกครั้ง

ลองดูชีวิตของบริษัทที่ไม่มีโครงสร้างเงินเดือน

ทุกครั้งที่จ้างคนใหม่ ก็ต้องมานั่งคิดใหม่ว่าจะให้เท่าไหร่ ไม่มีกรอบอ้างอิง สุดท้ายก็จบที่ว่าใครต่อรองเก่งกว่า หรือดูว่าคนก่อนหน้าได้เท่าไหร่แล้วเดาตาม เวลาขึ้นเงินเดือนหรือเลื่อนตำแหน่งก็เหมือนกัน ตัดสินกันทีละเคส ใช้ความรู้สึกเป็นหลัก

ถ้าทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ ความไม่เท่ากันก็สะสมขึ้นทีละนิด จนวันหนึ่งกลายเป็นการจ่ายที่บิดเบี้ยว คนทำงานคล้ายกันได้ไม่เท่ากัน โดยไม่มีใครอธิบายได้ว่าเพราะอะไร

แต่ถ้ามีโครงสร้างเงินเดือน ทุกการตัดสินใจจะมีช่วงให้อ้างอิง จ้างคนใหม่ก็ดูว่าเขาควรเข้าตรงไหนของช่วงในระดับงานนั้น ขึ้นเงินเดือนก็ดูว่ายังมีที่ให้ขยับในช่วงไหม ทุกอย่างมีกรอบ ไม่ใช่เดาใหม่ทุกครั้ง

กลัวมีโครงสร้างเงินเดือนแล้วจะขาดอิสระในการบริหารเงินเดือน

ความเข้าใจผิดที่ผมเจอบ่อย คือผู้บริหารหลายคนกลัวว่าพอมีโครงสร้างเงินเดือนแล้ว จะเสียอิสระในการบริหาร จ่ายอะไรก็ต้องทำตามตารางเป๊ะๆ

จริงๆ มันตรงข้ามเลย โครงสร้างเงินเดือนที่ดีไม่ได้บอกว่าต้องจ่ายแบบตายตัว แต่เป็นการกำหนดช่วงในการจ่ายที่เหมาะสม แล้วเปิดให้ตัดสินใจภายในช่วงนั้น คนผลงานดีจะให้ค่อนไปทางปลายของช่วงเงินเดือนก็ได้ ตำแหน่งที่ตลาดแย่งกันหนักจะวางจุดการจ่ายให้สูงหน่อยก็ได้ อิสระยังอยู่ครบ แค่อยู่ในกรอบที่อธิบายได้ และมีความเป็นธรรมเมื่อเทียบกับระดับงานอื่นๆ ด้วย

เหมือนสนามฟุตบอลที่ตีเส้นไว้ เส้นไม่ได้ห้ามเราเล่น มันแค่ทำให้ทุกคนเห็นตรงกันว่าตรงไหนอยู่ในเขต ตรงไหนออกนอกเขต พอมีเส้น เกมก็เล่นได้ลื่น ไม่ต้องเถียงกันทุกจังหวะว่าลูกนี้เข้าหรือออก โครงสร้างเงินเดือนก็ทำหน้าที่แบบนั้นเช่นกัน


ย้อนกลับไปที่บริษัทในตอนต้น ที่มีวัตถุดิบครบแต่ยังปรุงทีละจาน สิ่งที่โครงสร้างเงินเดือนเข้ามาเปลี่ยน คือมันเอาทุกอย่างที่บริษัทมี ทั้งค่างาน ทั้งตลาด ทั้งจุดยืน มาประกอบเป็นกรอบเดียวที่ตอบได้ทุกตำแหน่งว่าทำไมถึงจ่ายอยู่ในช่วงนี้

ความเป็นธรรมที่เราพูดถึงมาตลอด พอมาถึงตรงนี้มันถึงจับต้องได้จริง เพราะมันไม่ได้อยู่แค่ในคำพูดว่าบริษัทจ่ายอย่างเป็นธรรม แต่อยู่ในโครงสร้างเงินเดือนที่ชี้ให้ดูได้ว่าระดับงานนี้อยู่ช่วงนี้เพราะอะไร

พอมีโครงสร้างเงินเดือน การบริหารคนก็มีหลักให้ยึด จ้างคนใหม่ ขึ้นเงินเดือน เลื่อนตำแหน่ง ตัดสินใจได้ในกรอบที่ตอบได้ว่าทำไม พนักงานก็รู้สึกว่าได้รับความเป็นธรรม ส่วนในมุมธุรกิจ ฝ่ายบริหารก็วางแผนงบค่าตอบแทนและคุมต้นทุนได้ ไม่ปล่อยให้เงินเดือนบานปลายไปตามการต่อรองทีละคน นี่คือเหตุผลที่องค์กรขาดโครงสร้างเงินเดือนไม่ได้ เพราะมันคือตัวที่เปลี่ยนค่างานกับข้อมูลตลาดที่อุตส่าห์หามา ให้กลายเป็นเครื่องมือบริหารคนและบริหารธุรกิจที่ใช้ได้จริง

โดย ประคัลภ์ ปัณฑพลังกูร | ที่ปรึกษาด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล | Think People Consulting

เมื่อมีข้อมูลตลาดจากผลการสำรวจค่าจ้างครบแล้ว ต้องทำอย่างไรต่อไป

บทความ · HR Management · Salary Survey

⬛ HR Insight

เมื่อมีข้อมูลตลาดจากผลการสำรวจค่าจ้างครบแล้ว ต้องทำอย่างไรต่อไป

ตลาดบอกราคา แต่การจะยืนตรงไหนของตลาด เป็นการตัดสินใจ ไม่ใช่ข้อมูล


ภาพที่เจอบ่อยในการบริหารค่าตอบแทนขององค์กร คือทุกอย่างพร้อมหมดแล้ว ค่างานประเมินเสร็จ จัดเกรดเรียบร้อย ผลสำรวจก็เลือกถูกกลุ่ม จับคู่ตำแหน่งตามค่างานแล้ว อ่านตัวเลขเป็นแล้ว ข้อมูลตลาดกองอยู่บนโต๊ะครบถ้วน แล้วก็มาติดตรงคำถามเดียว ว่าตกลงบริษัทจะยืนตรงไหนของตลาด

หลายองค์กรพอมาถึงจุดนี้ถึงเพิ่งรู้ตัวว่า ที่ผ่านมาไม่เคยเลือกจุดยืนนี้เลย เงินเดือนที่จ่ายกันอยู่ทุกวันนี้ ไม่ได้มาจากการตัดสินใจว่าจะอยู่ตรงไหนของตลาด แต่มาจากการต่อรองทีละครั้ง ใครเข้ามาช่วงที่หาคนยากก็จ่ายแพงหน่อย ใครเข้ามาช่วงที่คนสมัครเยอะก็ได้น้อยลงมา รวมๆ กันนานเข้า ก็กลายเป็นโครงสร้างที่ไม่มีใครตั้งใจให้เป็นแบบนั้น

ข้อมูลตลาดที่อุตส่าห์หามาทั้งหมด มีไว้เพื่อตอบคำถามนี้ให้ได้อย่างมีหลัก ไม่ใช่ปล่อยให้ลอยไปตามการต่อรองเหมือนเดิม เพราะถ้าสุดท้ายยังจ่ายตามการต่อรองอยู่ดี ก็ไม่รู้จะลงทุนสำรวจค่าจ้างกันไปทำไมตั้งแต่แรก


ตลาดบอกราคา แต่ไม่ได้บอกว่าเราต้องจ่ายเท่าไหร่

ผลสำรวจบอกได้ว่าตลาดจ่ายงานระดับนี้กันที่เท่าไร ตั้งแต่จ่ายต่ำสุดจนถึงสูงสุดในตลาด แต่มันไม่ได้บอกว่าบริษัทเราควรจ่ายตรงจุดไหนของช่วงนั้น เพราะนั่นเป็นการตัดสินใจ ไม่ใช่ข้อมูล

สองบริษัทที่ถือข้อมูลตลาดชุดเดียวกันเป๊ะ ตัดสินใจคนละแบบได้ และถูกทั้งคู่ บริษัทหนึ่งอาจเลือกจ่ายสูงกว่าตลาดเพื่อกวาดคนเก่งมาให้เร็วที่สุด อีกบริษัทอาจเลือกจ่ายเท่าตลาดแล้วเอางบที่เหลือไปทุ่มกับเรื่องอื่น ทั้งสองทางมีเหตุผลของมัน ขึ้นอยู่กับว่าบริษัทกำลังมีนโยบายแบบไหน

จ่ายนำ จ่ายเท่า จ่ายตาม ต่างกันยังไง

จุดยืนด้านค่าตอบแทนแบ่งคร่าวๆ ได้สามแบบ

จ่ายนำตลาด คือตั้งใจจ่ายสูงกว่าค่ากลาง เล็งไปทางช่วงบนของตลาด เหมาะกับตอนที่ต้องการดึงคนเก่งให้ได้แน่ๆ หรือตำแหน่งที่หายากจนต้องเสนอให้เหนือกว่าคนอื่น ข้อแลกคือต้นทุนค่าตอบแทนสูงขึ้น

จ่ายเท่าตลาด คือเกาะค่ากลางไว้ ไม่นำไม่ตาม เป็นจุดยืนที่หลายองค์กรเลือก เพราะแข่งขันได้โดยไม่ต้องจ่ายเกินตัว

จ่ายตามตลาด คือยอมอยู่ต่ำกว่าค่ากลางลงมา มักใช้ตอนงบจำกัด หรือตอนที่บริษัทมีของดีอย่างอื่นมาชดเชย เช่น ความมั่นคง ชื่อเสียง หรือโอกาสเติบโต ความเสี่ยงคือถ้าไม่มีอะไรมาชดเชยจริง การดึงและรักษาคนจะยากขึ้น

ไม่มีแบบไหนถูกที่สุดในตัวเอง มันขึ้นกับเป้าหมายและกำลังของบริษัท

ไม่จำเป็นต้องยืนจุดเดียวทั้งองค์กร

ไม่มีกฎว่าทั้งบริษัทต้องยืนจุดเดียวกันหมด ซึ่งเป็นเรื่องที่หลายองค์กรมองข้าม ตำแหน่งที่สำคัญต่อธุรกิจมากๆ หรือหายากในตลาด อาจเลือกจ่ายนำเพื่อไม่ให้หลุดมือ ส่วนตำแหน่งที่หาคนได้ไม่ยาก ก็จ่ายเท่าหรือตามตลาดได้ โดยไม่กระทบความสามารถในการแข่งขัน

การวางจุดยืนที่ดี เลยมักไม่ใช่จุดยืนเดียวที่ใช้เหมือนกันทั้งองค์กร แต่เป็นการเลือกให้เหมาะกับแต่ละกลุ่มงาน ว่ากลุ่มไหนสำคัญและหายากแค่ไหน ซึ่งก็ย้อนกลับไปใช้เรื่องเกรดและกลุ่มงานที่วางไว้ตั้งแต่ต้นอีกครั้ง ยิ่งในปัจจุบันยิ่งต้องพิจารณาเป็นพิเศษ เพราะบางกลุ่มตำแหน่งงานในตลาดแข่งกันสูงจริงๆ

ค่าตอบแทนไม่ได้มีแค่เงินเดือน

จุดยืนด้านค่าตอบแทนไม่ได้วัดกันที่เงินเดือนอย่างเดียว บริษัทที่จ่ายเงินเดือนเท่าตลาดพอดี แต่มีสวัสดิการดี มีเส้นทางเติบโตชัด มีบรรยากาศงานที่คนอยากอยู่ ก็ยังแข่งได้กับบริษัทที่จ่ายเงินสดสูงกว่าแต่ไม่มีอะไรอย่างอื่นเพิ่มเติม เพราะพนักงานพิจารณาจากค่าตอบแทนรวม ไม่ได้ดูแค่ตัวเลขเงินเดือน เพราะงั้นเวลาเอาตัวเองไปเทียบกับตลาด ก็ไม่ควรเทียบแค่เงินเดือน ต้องดูค่าตอบแทนอื่นๆ ที่บริษัทให้ด้วย ถึงจะเห็นภาพว่าเราแข่งได้แค่ไหนจริงๆ

การกำหนดนโยบายค่าตอบแทนที่ดี จึงต้องมองทั้งผลตอบแทนรวม บางบริษัทเลือกจ่ายเงินสดแค่เท่าตลาด แล้วไปเอาชนะด้วยสวัสดิการ ความมั่นคง หรือโอกาสเติบโตแทน นั่นก็เป็นจุดยืนที่ตั้งใจเลือกเหมือนกัน


ปลายทางจริงของทั้งเส้นทางนี้ ตั้งแต่ประเมินค่างาน เลือกสำรวจ จับคู่ตำแหน่ง อ่านตัวเลข มาจบที่การเลือกจุดยืนที่ตอบได้ว่าทำไมถึงเลือกแบบนั้น

บริษัทที่กำหนดนโยบายการจ่ายอย่างมีเป้าหมายที่ชัดเจน จะตอบพนักงานได้ว่าตำแหน่งนี้จ่ายเท่านี้เพราะอะไร กลุ่มงานนี้บริษัทตั้งใจจ่ายนำตลาดเพราะมันสำคัญกับธุรกิจ กลุ่มงานนั้นจ่ายเท่าตลาดเพราะแข่งได้อยู่แล้ว ทุกอย่างมีเหตุผลรองรับ ส่วนบริษัทที่ปล่อยให้เงินเดือนลอยมาตามการต่อรอง พอพนักงานถามว่าทำไม ก็ตอบไม่ได้ เพราะไม่เคยเลือกอะไรตั้งแต่แรก

ข้อมูลค่าตอบแทนจากผลการสำรวจค่าจ้างนั้น มันเป็นแค่วัตถุดิบของการตัดสินใจที่บริษัทต้องเลือกเอง คำว่าจ่ายอย่างเป็นธรรมจะมีความหมายจริง ก็ต่อเมื่อจุดยืนที่เลือกนั้น อธิบายได้และตรวจสอบได้

โดย ประคัลภ์ ปัณฑพลังกูร | ที่ปรึกษาด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล | Think People Consulting

อ่านตัวเลขสำรวจค่าจ้างให้เป็น ก่อนเอาไปตัดสินใจ

บทความ · HR Management · Salary Survey

⬛ HR Insight

อ่านตัวเลขสำรวจค่าจ้างให้เป็น ก่อนเอาไปตัดสินใจ

เปอร์เซ็นไทล์มันคือตำแหน่งในแถว ไม่ใช่คะแนน


พอเปิดรายงานสำรวจค่าจ้าง คนส่วนใหญ่จะมองหาตัวเลขเดียวก่อนเลย คือค่ากลางของตลาด แล้วเอาเงินเดือนตัวเองไปวางข้างๆ ถ้าต่ำกว่าค่ากลางก็สรุปว่าจ่ายน้อยกว่าตลาด ต้องรีบปรับ ถ้าสูงกว่าก็สบายใจว่าจ่ายดีอยู่แล้ว

อ่านเพิ่มเติม “อ่านตัวเลขสำรวจค่าจ้างให้เป็น ก่อนเอาไปตัดสินใจ”

คนเก่าควรได้เงินเดือนมากกว่าคนใหม่เสมอ จริงหรือ?

บทความ · HR Management · ค่าตอบแทน

⬛ HR Insight

คนเก่าควรได้เงินเดือนมากกว่าคนใหม่เสมอ จริงหรือ?

“ช่องว่างของเงินเดือนระหว่างคนใหม่กับคนเก่า กำลังกลายเป็นหนึ่งในสัญญาณเตือนการลาออกที่ชัดเจนที่สุด ทั้งที่หลายองค์กรแทบไม่เคยมองมันเลย”


มีความเชื่อหนึ่งที่อยู่ในวงการบริหารคนมานาน นั่นคือ คนที่อยู่กับองค์กรมานาน ทำผลงานได้ดีต่อเนื่อง และทุ่มเทให้งานจริง ๆ เงินเดือนก็ควรจะสูงกว่าคนที่เพิ่งเข้ามาทำงานใหม่ ในตำแหน่งเดียวกัน

อ่านเพิ่มเติม “คนเก่าควรได้เงินเดือนมากกว่าคนใหม่เสมอ จริงหรือ?”

นิทานสอนใจ ขอแค่เป็นเพื่อนที่ดี

บทความ · Mindfulness · นิทานสอนใจ

⬛ นิทานสอนใจ

ขอแค่เป็นเพื่อนที่ดี

“ท้ายที่สุด เราไม่ได้อยากเป็นคนสำคัญของโลก แต่อยากเป็นความทรงจำที่ดีของใครบางคน”


มีนักดาบผู้ยิ่งใหญ่คนหนึ่ง เคยมีชื่อเสียงไปทั่วแผ่นดิน ผู้คนต่างเกรงกลัวและชื่นชมเขา

แต่เมื่ออายุมากขึ้น ชื่อเสียงก็ค่อยๆ เลือนหาย ไม่มีใครพูดถึงเขาอีก

วันหนึ่ง เด็กหนุ่มถามเขาว่า

“ท่านเสียใจหรือไม่ ที่ผู้คนลืมชื่อของท่าน?”

นักดาบชรามองใบไม้ร่วงอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนตอบว่า

“ตอนหนุ่ม ข้าอยากให้คนทั้งโลกจดจำชื่อของข้า แต่ตอนแก่ ข้าหวังเพียงว่า เวลามีคนถามถึงข้า จะมีคนสักคนยิ้มแล้วพูดว่า…”

เขาหยุดนิ่ง ก่อนยิ้มบางๆ

“เขาเคยเป็นเพื่อนที่ดีของข้า”


ท้ายที่สุด เราอยากให้ใครจำเราว่าอะไร?

ท้ายที่สุดของชีวิต มนุษย์ไม่ได้ต้องการเป็น “คนสำคัญของโลก” แต่ต้องการเป็น “ความทรงจำที่ดีของใครบางคน” มากกว่า

“ชื่อเสียงจางหายได้ แต่ความทรงจำของคนที่รักเรา ไม่มีวันลืม”

โดย ประคัลภ์ ปัณฑพลังกูร | ที่ปรึกษาด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล | Think People Consulting

บลอกที่ WordPress.com .

ขึ้น ↑