จะครองใจพนักงานด้วยนวัตกรรมการบริหารค่าจ้างและสวัสดิการได้อย่างไร

บทความ · HR Management · Compensation & Benefits

⬛ HR Insight

จะครองใจพนักงานด้วยนวัตกรรมการบริหารค่าจ้างและสวัสดิการได้อย่างไร

“ในยุคนี้จ่ายเงินเดือนสูงหรือจัดสวัสดิการตามกฎหมายอย่างเดียวไม่เพียงพออีกต่อไป — องค์กรต้องคิดใหม่ หาทางใหม่ เพื่อตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของพนักงาน”


ในโลกยุคใหม่ที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การดึงดูดบุคลากรมือดีและการเก็บรักษาคนเก่งๆ ในองค์กรที่มีความรู้ความสามารถ เป็นสิ่งสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ สำหรับการนำพาองค์กรไปสู่ความสำเร็จอย่างยั่งยืน ดังนั้น การมีระบบค่าตอบแทนและสวัสดิการที่ทันสมัยและคิดนอกกรอบ จึงเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างแรงจูงใจและสร้างความผูกพันให้พนักงานได้อย่างเต็มที่

องค์กรยุคใหม่ต่างก็พยายามสรรหาวิธีการในการบริหารค่าจ้างค่าตอบแทนและสวัสดิการแบบออกนอกกรอบเดิมๆ มากขึ้น ไม่ใช่แค่จ่ายเงินเดือนสูงๆ หรือจัดสวัสดิการแค่ตามกฎหมายก็จบ ในยุคนี้การทำแบบนั้นคงไม่เพียงพอที่จะทำให้พนักงานเกิดความผูกพัน เกิดแรงจูงใจในการทำงานกับองค์กรได้เลย

เรามาดูแนวทางในการจัดระบบค่าตอบแทนและสวัสดิการแบบออกนอกกรอบกันว่ามีไอเดียอะไรดีๆ ที่พอจะนำเอามาใช้ได้บ้าง


1. การจัดการค่าจ้างและสวัสดิการแบบรวมทั้งหมด (Total Rewards Strategy)

ปัจจุบันในการวางระบบค่าตอบแทน จะไม่ใช่มองแค่เรื่องเงินเดือนกับค่าจ้างอื่นๆ พื้นฐานเท่านั้น แค่นั้นไม่เพียงพอ นักบริหารค่าจ้างจะต้องมองเรื่องค่าตอบแทนในแบบองค์รวม หรือที่ภาษาอังกฤษใช้คำว่า Total Rewards คำนี้ไม่ใช่แฟชั่นที่ใช้กันแบบเกลื่อนเมืองอีกต่อไป แต่จะต้องเป็นคำที่องค์กรในยุคใหม่นำมาประยุกต์ใช้จริงให้ได้ ไม่ใช่แค่โม้ว่าเราบริหารแบบ Total Rewards แต่เอาเข้าจริงๆ บริษัทเราก็มีแค่เงินเดือนกับค่าจ้างอื่นๆ ไม่กี่ตัวเอง แบบนี้ไม่ใช่ Total Rewards อย่างแน่นอน

แล้วถ้าเราต้องมองแบบ Total Rewards และต้องออกแบบระบบค่าตอบแทนแบบองค์รวมแบบนี้ ต้องพิจารณาเรื่องอะไรบ้าง รายละเอียดของ Total Rewards ประกอบไปด้วยอะไรบ้าง

01  ค่าตอบแทนทางการเงิน (Compensation)

▸ เงินเดือน (Base Salary): ค่าตอบแทนพื้นฐานที่พนักงานได้รับตามตำแหน่งและบทบาทที่รับผิดชอบ
▸ โบนัส (Bonuses): เงินรางวัลที่มอบให้ตามผลการปฏิบัติงานหรือผลประกอบการของบริษัท
▸ ค่าคอมมิชชั่น (Commissions): ค่าตอบแทนที่คำนวณจากผลงานขายหรือการทำงานที่เกี่ยวข้อง

02  สวัสดิการ (Benefits)

▸ ประกันสุขภาพ (Health Insurance): ความคุ้มครองด้านสุขภาพและการรักษาพยาบาล
▸ ประกันชีวิตและประกันอุบัติเหตุ: ความคุ้มครองในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุหรือเสียชีวิต
▸ แผนบำนาญและการเกษียณอายุ: การออมเงินเพื่อการเกษียณอายุ เช่น กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ

03  การพัฒนาความสามารถและการเติบโตในสายอาชีพ (Talent Development)

▸ การฝึกอบรมและพัฒนา: โอกาสในการฝึกอบรมและพัฒนาทักษะต่างๆ
▸ โปรแกรมการพัฒนาผู้นำ: การฝึกอบรมและพัฒนาผู้นำภายในองค์กร
▸ แผนการเติบโตในสายอาชีพ (Career Pathing): การวางแผนการเติบโตในสายอาชีพเพื่อส่งเสริมความก้าวหน้า

04  ความสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงาน (Work-Life Balance)

▸ ชั่วโมงการทำงานที่ยืดหยุ่น: การจัดเวลาทำงานที่ยืดหยุ่นเพื่อตอบสนองความต้องการส่วนบุคคล
▸ การทำงานจากที่บ้าน (Remote Work): โอกาสในการทำงานจากที่บ้านหรือจากสถานที่ที่สะดวกสบาย
▸ วันหยุดและวันลาพักผ่อน: การให้วันหยุดและวันลาพักผ่อนตามกฎหมายและนโยบายของบริษัท

4 ด้านข้างต้นก็คือองค์ประกอบหลักของ Total Rewards ที่องค์กรยุคใหม่ควรจะต้องพิจารณาให้มีขึ้น ดังนั้นเวลาที่จะวางระบบบริหารค่าตอบแทน เราจะต้องมองในภาพของ Total Rewards ให้มากขึ้นกว่าในอดีตที่ผ่านมา ว่าเราจะสร้างสิ่งเหล่านี้ให้เกิดขึ้นในองค์กรของเราได้อย่างไร


2. เน้นไปที่ความต้องการส่วนบุคคลและความยืดหยุ่นในการให้ค่าตอบแทน (Personalized and Flexible Rewards)

เนื่องจากปัจจุบันองค์กรมีการว่าจ้างพนักงานที่มีหลากหลาย Generation หรือแม้กระทั่งใน Gen เดียวกัน แต่ก็มีความต้องการที่หลากหลาย บางคนครองโสดอย่างเดียว บางคนมีครอบครัว บางคนมีน้องหมาน้องแมว อีกทั้งเรื่องของเพศสภาพที่แตกต่างกันก็ได้รับการยอมรับกันอย่างเปิดเผยในปัจจุบัน จึงทำให้ความต้องการของคนเรามีความแตกต่างกันมากขึ้นไปอีก

ดังนั้นถ้าองค์กรสามารถนำเสนอค่าตอบแทนหรือสวัสดิการให้กับพนักงานในแบบที่ปรับแต่งได้ตามความต้องการและความพึงพอใจของพนักงาน ก็ยิ่งจะเป็นแรงดึงดูดและเป็นพลังในการเก็บรักษาพนักงานไว้กับเราได้ดียิ่งขึ้นไปอีก

มาดูตัวอย่างการทำระบบแบบยืดหยุ่นทางด้านค่าตอบแทนและสวัสดิการว่ามีอะไรบ้าง

01  การให้ทางเลือกในโบนัสและค่าตอบแทนทางการเงิน

▸ โบนัสตามผลงาน: พนักงานสามารถเลือกวิธีการรับโบนัส เช่น รับเป็นเงินสด หุ้นของบริษัท หรือเงินสนับสนุนในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ
▸ โบนัสเป็นส่วนแบ่งกำไร (Profit Sharing): การให้พนักงานมีส่วนร่วมในกำไรของบริษัท ซึ่งสามารถเป็นแรงจูงใจในการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

02  วันหยุดเพิ่มเติมและเวลาทำงานที่ยืดหยุ่น

▸ วันลาพิเศษ: พนักงานสามารถเลือกที่จะรับรางวัลเป็นวันลาพิเศษ เช่น วันหยุดเพื่อพักผ่อน วันลาสำหรับการทำกิจกรรมครอบครัว หรือวันลาสำหรับการทำกิจกรรมสังคม
▸ ชั่วโมงการทำงานที่ยืดหยุ่น: การอนุญาตให้พนักงานเลือกเวลาทำงานที่เหมาะสมกับชีวิตส่วนตัว เช่น การทำงานช่วงเวลาใดก็ได้ตามที่สะดวก หรือการทำงานสัปดาห์ละสี่วัน

03  สวัสดิการที่ปรับแต่งได้

▸ แผนประกันสุขภาพที่เลือกได้: พนักงานสามารถเลือกแผนประกันสุขภาพที่ตรงกับความต้องการ เช่น การเลือกความคุ้มครองที่มากขึ้นในด้านที่สำคัญกับตัวเอง
▸ สวัสดิการด้านสุขภาพและการออกกำลังกาย: การสนับสนุนในการเป็นสมาชิกฟิตเนส การจัดกิจกรรมสุขภาพ หรือการให้คำปรึกษาด้านสุขภาพจิต

04  รางวัลที่สอดคล้องกับความสนใจและความชื่นชอบส่วนตัว

▸ บัตรกำนัล: พนักงานสามารถเลือกบัตรกำนัลจากร้านค้าที่ชื่นชอบ เช่น ร้านอาหาร โรงภาพยนตร์ หรือร้านค้าที่ใช้บ่อย
▸ ประสบการณ์และกิจกรรม: การให้รางวัลเป็นประสบการณ์พิเศษ เช่น การท่องเที่ยว การเข้าร่วมกิจกรรมสันทนาการ หรือการฝึกอบรมและพัฒนาทักษะ
▸ สามารถเลือกซื้อสินค้าหรือบริการที่เป็นการส่งเสริม wellness ของพนักงานได้ตามความต้องการ โดยมีงบประมาณเป็นตัวกำหนด

05  การพัฒนาทักษะและการเติบโตในสายอาชีพ

▸ ทุนการศึกษาและการฝึกอบรม: พนักงานสามารถเลือกที่จะใช้รางวัลในการพัฒนาทักษะใหม่ๆ หรือการเรียนรู้เพิ่มเติมเพื่อเติบโตในสายอาชีพ
▸ การเข้าร่วมสัมมนาและเวิร์คช็อป: การสนับสนุนให้พนักงานเข้าร่วมกิจกรรมที่เสริมสร้างทักษะและความรู้

06  การจัดการความสมดุลระหว่างงานและชีวิตส่วนตัว

▸ โปรแกรมการทำงานจากที่บ้าน: การอนุญาตให้พนักงานทำงานจากที่บ้านได้ เพื่อให้มีความยืดหยุ่นในการจัดการเวลาส่วนตัว
▸ การสนับสนุนด้านครอบครัว: สวัสดิการที่ช่วยลดภาระของพนักงานในด้านการดูแลครอบครัว เช่น การสนับสนุนค่าเล่าเรียนหรือการดูแลเด็ก


3. การยกย่องและให้รางวัลแบบเรียลไทม์ (Real-Time Recognition and Rewards)

นอกจากรางวัลที่เป็นตัวเงินจับต้องได้ สิ่งที่องค์กรต้องเพิ่มเติมก็คือรางวัลที่จับต้องไม่ได้ รางวัลที่เน้นไปที่ความรู้สึกของพนักงานมากกว่าด้านการเงิน เพราะนี่คือสิ่งที่คนเราโหยหาจากการทำงาน อย่าคิดว่าพนักงานต้องการแค่เพียงเงินเดือน ค่าจ้าง แล้วองค์กรก็แค่เพียงจ่ายค่าจ้างให้สูงเข้าไว้โดยไม่ต้องไปสนใจเรื่องของความรู้สึกของพนักงาน ซึ่งในยุคนี้มันไม่ใช่แบบนี้อีกต่อไป พนักงานต้องการการยอมรับ การตระหนักถึงความสำคัญของตนเองในการทำงาน ต้องการได้รับคำชื่นชม และรางวัลทางด้านจิตใจด้วยเช่นกัน

ดังนั้นองค์กรใดที่สามารถวางระบบรางวัลที่จับต้องไม่ได้นี้ให้มีความชัดเจน ก็จะสามารถผูกใจพนักงานได้มากขึ้น

ตัวอย่างของโปรแกรมการยกย่องและให้รางวัลแบบ Real-Time Rewards ที่ทำกันแล้วมีดังนี้

01  ใช้เทคโนโลยีและแพลตฟอร์มดิจิทัล

นำระบบหรือแอปพลิเคชันที่สามารถให้รางวัลและยกย่องพนักงานแบบเรียลไทม์ เช่น การให้เหรียญตราดิจิทัล การให้ Token จากเพื่อนร่วมงานที่รู้สึกดีกับพฤติกรรมบางอย่าง การยกย่องชื่นชมผ่านแพลตฟอร์มที่พนักงานทุกคนสามารถเห็นได้

02  การให้รางวัลที่ปรับแต่งได้

ให้พนักงานสามารถนำ Token หรือคะแนนมาใช้ในการแลกรับรางวัลที่ตรงกับความต้องการของพวกเขาได้ ซึ่งโดยทั่วไปก็จะเป็นรางวัลเล็กๆ น้อยๆ น่ารักๆ เช่น คูปองกาแฟ คูปองแลกซื้อขนมจากร้านต่างๆ หรือบัตรส่วนลดร้านอาหาร ร้านนวด หรือร้านเสริมสวย

03  การยกย่องผ่านสื่อสังคมออนไลน์ขององค์กร

ใช้ช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ภายในองค์กร เช่น อินทราเน็ตหรือแพลตฟอร์มสื่อสังคมที่ใช้เฉพาะภายในองค์กร เพื่อยกย่องและให้รางวัลพนักงานในทันที และทำให้ทุกคนในองค์กรรับทราบได้ในทันทีทั่วโลกหรือทั่วทุกจุดของบริษัท

04  การให้รางวัลเป็นทีม

ยกย่องและให้รางวัลทีมงานที่ทำงานร่วมกันเพื่อบรรลุเป้าหมาย ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความสามัคคีและความร่วมมือในทีม โดยอาจจะจัดรางวัลเล็กๆ ให้กับสมาชิกทุกคนในทีมงาน เพื่อสร้างขวัญกำลังใจและสร้างพลังในการทำงานร่วมกันได้อย่างดี


องค์กรของท่านคิดใหม่ หาทางใหม่แล้วหรือยัง?

ในยุคนี้เราคงจะใช้วิธีการเดิมในการบริหารค่าตอบแทนและสวัสดิการไม่ได้อีกต่อไป เราจำเป็นต้องคิดใหม่ หาทางใหม่ๆ โดยเน้นไปที่การตอบสนองความต้องการของพนักงานแต่ละคน อีกทั้งก็ริเริ่มในเรื่องของรางวัลที่ไม่เป็นตัวเงินให้มากขึ้น รางวัลที่สร้างความภาคภูมิใจให้กับพนักงานในการทำงานที่ดี และต้องให้รางวัลในทันทีที่เห็นสิ่งที่ดีจากพนักงาน ไม่ใช่รอไปอีก 6 เดือนหรือ 1 ปี ถึงจะได้รางวัล เพราะแบบนี้จะไม่สามารถรักษาพฤติกรรมที่ดีของพนักงานได้

“คิดใหม่ หาทางใหม่ — เพราะวิธีเดิมไม่เพียงพออีกต่อไปในการครองใจพนักงานยุคนี้”

โดย ประคัลภ์ ปัณฑพลังกูร | ที่ปรึกษาด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล | Think People Consulting

นิทานสอนใจ ไหแห่งยาพิษ

ในโลกที่ความรวดเร็วทำให้ใจคนร้อนรุ่ม เรามักเผลอปล่อยให้ไฟแห่งโทสะ แผดเผาตัวเองเพียงเพราะคำพูดไม่กี่คำหรือการกระทำที่ไม่ดั่งใจ การแบกความโกรธเอาไว้ก็เหมือนกับการกำถ่านร้อน ๆ เพื่อหมายจะปาใส่ผู้อื่น แต่คนที่มือพองและเจ็บปวดก่อนใคร ก็คือตัวเราเอง

อ่านเพิ่มเติม “นิทานสอนใจ ไหแห่งยาพิษ”

ทำไมยิ่งให้รางวัล ยิ่งทำให้แรงจูงใจโดยธรรมชาติหายไป

สวัสดีครับเพื่อนๆ ผู้อ่านทุกท่าน

วันนี้ผมมีเรื่องราวที่น่าสนใจและน่าจะทำให้คนทำงานในระดับบริหาร หัวหน้างาน หรือฝ่ายบุคคลในองค์กรต่างๆ ต้องกลับมานั่งคิดกันใหม่เรื่องการออกแบบระบบ “การให้รางวัล” (Incentives) เพื่อจูงใจพนักงานครับ

อ่านเพิ่มเติม “ทำไมยิ่งให้รางวัล ยิ่งทำให้แรงจูงใจโดยธรรมชาติหายไป”

ทำไม รางวัล ถึงย้อนกลับมาทำลาย แรงจูงใจ ของคนทำงาน

เคยสงสัยไหมครับว่า ทำไมพนักงานที่เคยทำงานด้วยความกระตือรือร้น หรือเด็ก ๆ ที่เคยเล่นสนุกด้วยตัวเอง พอเราเริ่มเอา “รางวัล” เข้าไปล่อ หรือเอา “โบนัส” เข้าไปจับ แรก ๆ ดูเหมือนจะดีนะครับ แต่ทำไมผ่านไปสักพัก ความมุ่งมั่นเหล่านั้นกลับค่อย ๆ หายไป

แถมพอวันหนึ่งที่เรา หยุดให้รางวัล คนเหล่านั้นกลับหยุดทำพฤติกรรมดี ๆ นั้นไปเสียดื้อ ๆ ทั้งที่เมื่อก่อนเขาก็เคยทำได้เองโดยไม่ต้องมีใครสั่ง

อ่านเพิ่มเติม “ทำไม รางวัล ถึงย้อนกลับมาทำลาย แรงจูงใจ ของคนทำงาน”

ได้ “คนเก่ง” มาแล้ว จะรักษาเขาไว้อย่างไร ไม่ให้ถูกดึงตัวไปเสียก่อน

เชื่อว่าหัวหน้างานหรือ HR หลายคนคงเคยผ่านความรู้สึกนี้มาบ้างครับ ความรู้สึกที่ว่าเราเพิ่งจะคว้าตัว มนุษย์ทองคำ หรือ Star ในวงการมาเข้าทีมได้สำเร็จ หลังจากที่เราทุ่มเททั้งเวลา แรงกาย และงบประมาณในการสรรหามาอย่างยาวนาน

ตอนที่เขาเซ็นสัญญา เราแทบจะมองเห็นภาพเลยว่า โปรเจกต์ที่ค้างอยู่จะเดินหน้าไปได้ไกลแค่ไหน แต่เชื่อไหมครับว่า การจ้างงาน เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น เพราะความท้าทายที่แท้จริงคือ เราจะเก็บรักษาเขาไว้ได้อย่างไร ไม่ให้คู่แข่งมาโฉบตัวไป หรือไม่ให้เขาหมดไฟไปเสียก่อน

อ่านเพิ่มเติม “ได้ “คนเก่ง” มาแล้ว จะรักษาเขาไว้อย่างไร ไม่ให้ถูกดึงตัวไปเสียก่อน”

บลอกที่ WordPress.com .

ขึ้น ↑