พาดูวิธีทำงานของระบบประเมินค่างาน TPE: งานหนึ่งตำแหน่งกลายเป็นตัวเลขได้อย่างไร

บทความ · HR Management · Pay Transparency

⬛ HR Insight

พาดูวิธีทำงานของระบบประเมินค่างาน TPE: งานหนึ่งตำแหน่งกลายเป็นตัวเลขได้อย่างไร

ตัวเลขหนึ่งตัวที่มีที่มาที่ไป มีค่ามากกว่าตัวเลขสิบตัวที่เดาเอา


ตำแหน่งแม่บ้านได้ 78 คะแนน วิศวกรจบใหม่ได้ 206 ผู้บริหารระดับสูงได้เกิน 600

ตัวเลขพวกนี้มาจากไหน

ในบทความก่อนๆ ผมพูดเรื่องว่าทำไมองค์กรต้องมีระบบประเมินค่างาน และทำไมความเป็นธรรมต้องเริ่มจากการตอบให้ได้ว่างานไหนมีค่าเท่าไร แต่ผมยังไม่เคยพาไปดูว่าข้างในมันทำงานยังไง วันนี้ผมอยากเปิดให้ดูว่าระบบที่ผมใช้อยู่ ชื่อ Think People Evaluation System หรือเรียกสั้นๆ ว่า TPE แปลงงานหนึ่งตำแหน่งให้กลายเป็นตัวเลขที่อธิบายได้ด้วยวิธีไหน

วิธีคิดของมันง่ายมากครับ เราไม่เริ่มจากการถามว่า “ตำแหน่งนี้ควรได้เงินเดือนเท่าไร” เพราะถามแบบนั้นตั้งแต่ต้นคือการเดา เราไปวัดที่ตัวงานก่อน โดยถามทีละมิติ มิติละคำถามเจาะจง แล้วเอาคำตอบสี่มิติมารวมกันเป็นคะแนน พอได้คะแนนแล้วค่อยไปโยงกับเงินเดือนทีหลัง ตัวเลขที่ได้เลยมีที่มา ไม่ได้โผล่มาจากความรู้สึกของใคร

แต่ก่อนจะถามสี่มิติได้ มีของที่ต้องมีก่อนหนึ่งอย่าง คือข้อมูลการทำงานของตำแหน่งนั้นที่ครบและชัดพอ พูดง่ายๆ คือใบกำหนดหน้าที่งาน หรือ JD ที่เขียนมาดี และ JD จำนวนมากในองค์กรไทยเขียนขึ้นมาแค่ให้มีตามระบบ อ่านจบแล้วยังไม่รู้เลยว่าตำแหน่งนี้ทำอะไรกันแน่ ตัดสินใจเรื่องอะไรได้บ้าง รับผิดชอบผลแค่ไหน JD แบบนั้นเอามาประเมินค่างานไม่ได้ เพราะไม่มีข้อมูลให้ตอบสักมิติ ถ้าวัตถุดิบไม่ครบ คะแนนที่ออกมาก็เชื่อไม่ได้ ต่อให้ระบบดีแค่ไหนก็ตาม งานประเมินค่างานที่ทำจริงจังเลยต้องเริ่มจากการทบทวนและเก็บข้อมูลตำแหน่งให้ครบก่อน ไม่ใช่กระโดดเข้าให้คะแนนเลย

สี่คำถามที่ว่ามีอะไรบ้าง ผมจะไล่ให้ดูทีละข้อครับ

มิติที่ 1 — ตำแหน่งนี้ต้องใช้ความรู้ทักษะมากน้อยแค่ไหน

มิตินี้ดูสองส่วนพร้อมกัน ส่วนแรกคือความลึกของความรู้ที่งานต้องใช้ ตั้งแต่ความรู้พื้นฐานอ่านออกเขียนได้ ไล่ขึ้นไปจนถึงความเชี่ยวชาญเฉพาะทางขั้นสูง ส่วนที่สองคือขอบเขตการบริหารที่มากับตำแหน่ง ตำแหน่งนี้ดูแลแค่ตัวเอง เป็นผู้เชี่ยวชาญที่ทำงานคนเดียว เป็นหัวหน้าทีม หรือเป็นผู้บริหารที่คุมหลายสายงาน

สองส่วนนี้คูณกัน ทำให้แยกได้ละเอียด วิศวกรที่เก่งมากแต่ทำงานคนเดียว กับวิศวกรที่เก่งพอกันแต่ต้องคุมทีมและประสานงานข้ามฝ่าย จะได้คะแนนมิตินี้ไม่เท่ากัน เพราะแบบหลังต้องใช้ “การบริหาร” เพิ่มเข้ามาจากความรู้ล้วนๆ และในงานที่ต้องเสี่ยงต่อร่างกายต่อเนื่อง เช่น พนักงานเตาหลอม TPE จะบวกคะแนนเพิ่มให้ตามความเสี่ยงนั้นด้วย ความรู้เป็นมิติที่มีน้ำหนักราว 30% ของคะแนนรวม

มิติที่ 2 — งานนี้ต้องสื่อสารกับใคร และยากแค่ไหน

หลายระบบมองข้ามเรื่องนี้ แต่ TPE แยกมันออกมาเป็นมิติเฉพาะ เพราะงานบางงานคุณค่าหลักอยู่ที่การสื่อสารล้วนๆ อันนี้ก็มองสองด้านเหมือนกัน ด้านหนึ่งคือระดับของการสื่อสาร ตั้งแต่แค่รับส่งข้อมูลธรรมดา ไล่ขึ้นไปถึงการโน้มน้าว การเจรจาต่อรองในเรื่องที่ขัดแย้ง จนถึงการสร้างพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ อีกด้านคือคู่สนทนาเป็นใคร คุยกับคนในทีมที่เห็นตรงกันอยู่แล้ว หรือต้องคุยกับคนนอกองค์กรที่ผลประโยชน์สวนทางกัน

พนักงานที่ส่งรายงานให้หัวหน้าอ่าน กับพนักงานที่ต้องนั่งโต๊ะเจรจากับลูกค้าที่กำลังไม่พอใจ ใช้ทักษะการสื่อสารคนละระดับ ระบบจับความต่างตรงนั้นได้ และคิดเป็นน้ำหนักราว 20% ของคะแนนรวม

มิติที่ 3 — งานนี้ต้องคิดและแก้ปัญหาหนักแค่ไหน

มิติที่สามดูว่างานเจอปัญหาแบบไหนเป็นปกติ งานที่ทำตามขั้นตอนเดิมซ้ำๆ อยู่คนละโลกกับงานที่ต้องวิเคราะห์สถานการณ์ใหม่ทุกวัน และต่างจากงานที่ต้องวินิจฉัยปัญหาซับซ้อนที่หาสาเหตุไม่เจอง่ายๆ ปลายสุดคืองานที่ต้องคิดข้ามกรอบเดิมทั้งหมด คิดสิ่งที่ยังไม่เคยมีใครทำในสายงาน

ความคิดสร้างสรรค์ไม่ได้ถูกแยกเป็นอีกมิติ แต่ฝังอยู่ในระดับบนๆ ของการแก้ปัญหา เพราะการคิดสิ่งใหม่ก็คือการแก้ปัญหาแบบหนึ่ง ส่วนนี้มีน้ำหนักราว 15 ถึง 17%

มิติที่ 4 — งานนี้รับผิดชอบต่อผลลัพธ์ขององค์กรแค่ไหน

มิติสุดท้ายหนักที่สุด ราว 33 ถึง 35% ของคะแนนรวม และมองสามเรื่องพร้อมกัน เรื่องแรกคืออิสระในการตัดสินใจ งานนี้ทำตามคำสั่งทุกอย่าง หรือกำหนดเป้าหมายและนโยบายเองได้ เรื่องที่สองคือขนาดของผลกระทบ งานนี้แตะเงินหรือทรัพยากรขององค์กรในระดับไหน หลักแสน หลักสิบล้าน หรือหลักพันล้าน เรื่องที่สามคือบทบาทต่อผลลัพธ์ งานนี้สร้างผลโดยตรง ร่วมกับคนอื่น เป็นฝ่ายสนับสนุน หรือเป็นงานที่ไม่ได้ผูกกับผลลัพธ์เป็นตัวเงิน

ตำแหน่งขายอาวุโสที่ปิดดีลใหญ่ๆ จึงได้คะแนนมิตินี้สูง ขณะที่ตำแหน่งสนับสนุนที่สำคัญแต่ไม่ได้แตะตัวเลขรายได้โดยตรง จะได้ต่ำกว่า ทั้งที่อาจใช้ความรู้พอกัน เพราะ TPE มองว่าความรับผิดชอบต่อผลลัพธ์เป็นคนละเรื่องกับความรู้

จากสี่มิติ กลายเป็นเกรดได้อย่างไร

พอตอบครบสี่มิติ แต่ละมิติจะได้คะแนนของตัวเอง เอามารวมกันเป็นคะแนนรวมของตำแหน่ง กลับไปที่ตัวเลขตอนเปิดบทความ แม่บ้านได้ 78 เพราะความรู้ การสื่อสาร การคิด และความรับผิดชอบต่อผลลัพธ์อยู่ในระดับต้นทั้งสี่มิติ วิศวกรจบใหม่ได้ 206 เพราะความรู้วิชาชีพดันมิติแรกขึ้นมา แม้ความรับผิดชอบต่อองค์กรยังไม่สูง ส่วนผู้บริหารระดับสูงได้เกินหกร้อย เพราะสูงเกือบทุกมิติพร้อมกัน

แล้วเราก็เอาคะแนนรวมไปแปลงเป็นเกรด ตรงนี้สำคัญ เพราะเราไม่ได้เอาคะแนนดิบไปตั้งเงินเดือน เราเอาไปจัดเป็นเกรดซึ่งเป็นช่วง ตำแหน่งที่คะแนนใกล้กันจึงตกเกรดเดียวกัน ความต่างเล็กน้อยระหว่างผู้ประเมินเลยไม่มีผลต่อปลายทาง สิ่งที่เราต้องการคือจัดตำแหน่งให้เข้าเกรดที่ถูก ไม่ใช่คะแนนที่เป๊ะถึงหลักหน่วย

การประเมินค่างานคือการมองทั้งระบบ ไม่ใช่ไล่ทีละตำแหน่ง

ถึงตรงนี้อาจฟังเหมือนว่าเราหยิบตำแหน่งหนึ่งขึ้นมา ตอบสี่มิติ ได้คะแนน แล้วก็จบ ไปตำแหน่งถัดไป จริงๆ มันไม่ได้ทำงานแบบนั้น และนี่คือส่วนที่คนเข้าใจผิดบ่อยที่สุด

คะแนนที่ได้จากการประเมินตำแหน่งเดี่ยวๆ เป็นแค่จุดตั้งต้น งานจริงเริ่มตอนที่เราเอาทุกตำแหน่งที่ประเมินไว้มาวางเรียงกันทั้งหมด แล้วไล่ตรวจค่าสัมพัทธ์ระหว่างกัน ตำแหน่งนี้เมื่อเทียบกับตำแหน่งข้างเคียง ควรอยู่สูงกว่า ต่ำกว่า หรือเสมอกัน และคะแนนที่ออกมาสะท้อนแบบนั้นจริงหรือเปล่า

เพราะการประเมินค่างานเป็นเรื่องของค่าสัมพัทธ์ คะแนนของตำแหน่งหนึ่งจะมีความหมายก็ต่อเมื่อถูกวางเทียบกับตำแหน่งอื่นทั้งระบบ สมมติเราประเมินหัวหน้าฝ่ายผลิตแล้วคะแนนออกมาสูงกว่าผู้จัดการที่เป็นเจ้านายเขาเอง นั่นคือสัญญาณว่ามีอะไรคลาดเคลื่อน อาจเป็นเพราะข้อมูลงานของตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่งไม่ครบ หรือเราประเมินบางมิติพลาดไป เราต้องกลับไปดู ไปปรับ แล้วไล่เทียบกันใหม่

กระบวนการนี้วนไปจนทั้งโครงสร้างนิ่ง คือทุกตำแหน่งอยู่ในลำดับที่อธิบายได้เมื่อเทียบกันทั้งระบบ ไม่ใช่อธิบายได้เฉพาะตอนหยิบมองทีละตำแหน่ง พูดง่ายๆ คือเราไม่ได้ตรวจทีละต้นไม้ เราต้องถอยออกมามองทั้งป่าว่ามันเข้ารูปกันหรือยัง

การประเมินค่างานทั้งองค์กรเลยต้องใช้เวลา และต้องใช้คนที่อ่านงานเป็น ไม่ใช่งานที่กรอกตัวเลขลงช่องแล้วได้คำตอบทันที เครื่องมือช่วยคำนวณคะแนนให้ได้ แต่การตัดสินว่าค่าสัมพัทธ์ของทั้งระบบเข้าที่เข้าทางแล้วหรือยัง ยังเป็นงานที่ต้องใช้วิจารณญาณของคน


ทำไมวิธีนี้ถึงต่างจากการเดา

ลองสังเกตว่าทุกมิติที่เล่ามา ผู้ประเมินไม่ได้ถูกถามว่า “รู้สึกว่าตำแหน่งนี้ควรได้เท่าไร” เขาต้องตอบคำถามที่เจาะจง ความรู้ลึกแค่ไหน คุมคนกี่ระดับ เจรจากับใคร แก้ปัญหาแบบไหน ตัดสินใจเองได้แค่ไหน แตะเงินระดับใด ทุกคำตอบมีนิยามกำกับ และทุกคำตอบสืบกลับได้

เมื่อมีคนถามว่าทำไมตำแหน่ง ก กับตำแหน่ง ข ถึงอยู่คนละเกรด เราไม่ต้องตอบด้วยความรู้สึก เราเปิดคำตอบสี่มิติให้ดูได้เลยว่าต่างกันตรงไหน และเพราะมันอธิบายได้แบบนี้ องค์กรถึงต่อยอดไปเป็นโครงสร้างเงินเดือน เส้นทางความก้าวหน้า และการเทียบกับตลาดได้ทั้งหมด

ตัวเลขหนึ่งตัวที่สืบที่มาได้ จึงมีค่ามากกว่าตัวเลขสิบตัวที่เดาเอา

โดย ประคัลภ์ ปัณฑพลังกูร | ที่ปรึกษาด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล | Think People Consulting

“ประเมินค่างานมันก็ไม่ได้แม่น จะเอามาสร้างความเป็นธรรมได้ยังไง” — คำถามที่ผมเจอกลางห้องสัมมนา

บทความ · HR Management · Pay Transparency

⬛ HR Insight

“ประเมินค่างานมันก็ไม่ได้แม่น จะเอามาสร้างความเป็นธรรมได้ยังไง” — คำถามที่ผมเจอกลางห้องสัมมนา

การประเมินค่างานไม่ได้ขายความแม่นของตัวเลข มันขายความถูกต้องของลำดับ


ในงานสัมมนาครั้งหนึ่ง ผมเพิ่งพูดจบเรื่องการประเมินค่างาน มีผู้บริหารท่านหนึ่งยกมือขึ้นถามตรงๆ แบบไม่อ้อมค้อม

“อาจารย์ครับ ผมว่าการประเมินค่างานมันก็ไม่ได้แม่นนะ ผู้ประเมินคนละคนประเมินตำแหน่งเดียวกัน ยังได้คะแนนไม่เท่ากันเลย แล้วบริษัทผมก็จ่ายค่าจ้างกันอย่างเป็นธรรมมาตลอดโดยไม่ต้องมีระบบอะไรแบบนี้ มันจำเป็นตรงไหนครับ”

คำถามนี้ดีมากครับ และผมชอบคนที่กล้าถามแบบนี้ เพราะเขาไม่ได้ถามเอามัน เขามีจุดที่ถูกอยู่จริง ผมเลยไม่รีบเถียง แต่ขอเริ่มจากการยอมรับก่อนว่าเขาถูกตรงไหน

เรื่องที่เขาพูดถูกคือ คะแนนจากการประเมินค่างานไม่ใช่ตัวเลขที่แม่นแบบวัดด้วยไม้บรรทัด ผู้ประเมินสองคนที่เก่งพอกัน หยิบตำแหน่งเดียวกันมาประเมินจากข้อมูลชุดเดียวกัน คะแนนดิบที่ออกมาอาจไม่เท่ากันเป๊ะ คนหนึ่งอาจมองว่าความซับซ้อนของตำแหน่งนี้อยู่ระดับหนึ่ง อีกคนมองสูงกว่านิดหน่อย เรื่องนี้เกิดขึ้นได้จริง ผมไม่เถียง

แต่ปัญหาของคำถามนี้ ไม่ได้อยู่ที่คำตอบ มันอยู่ที่การมองผิดจุด


คะแนนไม่ได้บอกอะไร ถ้าคุณดูมันเดี่ยวๆ

หัวใจที่คนมักพลาด คือการประเมินค่างานไม่เคยเป็นเรื่องของ “ตัวเลขสัมบูรณ์” มันเป็นเรื่องของ “ค่าสัมพัทธ์” ตั้งแต่ต้น เราไม่ได้ต้องการรู้ว่าตำแหน่งนี้มีค่า 342 คะแนนแบบเป๊ะๆ เราต้องการรู้แค่ว่าตำแหน่งนี้ควรอยู่สูงกว่าหรือต่ำกว่าอีกตำแหน่งหนึ่ง และเพราะอะไร

ลองคิดตามนะครับ สมมติผู้ประเมินคนหนึ่งมือหนัก ให้คะแนนทุกตำแหน่งบวกขึ้นไปนิด อีกคนมือเบา ให้ทุกตำแหน่งลบลงมาหน่อย คะแนนดิบสองชุดนี้ไม่เท่ากันจริง แต่ถ้าทั้งคู่เข้าใจระบบตรงกัน สิ่งที่ออกมาเหมือนกันคือลำดับ ผู้จัดการก็ยังอยู่เหนือหัวหน้างาน หัวหน้างานยังอยู่เหนือพนักงานปฏิบัติการ วิศวกรอาวุโสยังสูงกว่าวิศวกรจบใหม่

เพราะความมือหนักมือเบามันกระทบทุกตำแหน่งเท่าๆ กัน มันเลยหักล้างกันไปเองในแง่ของลำดับ สิ่งที่เหลืออยู่คือโครงสร้างความสัมพันธ์ระหว่างตำแหน่งที่เหมือนเดิม ไม่ว่าใครจะเป็นคนประเมิน

และที่ทำให้ความต่างของคะแนนดิบยิ่งไม่สำคัญเข้าไปอีก ก็เพราะปลายทางเราไม่ได้เอาคะแนนดิบไปกำหนดเงินเดือนตรงๆ เราเอาไปแปลงเป็น “เกรด” ที่เป็นช่วง ไม่ใช่จุด ตำแหน่งที่ได้ 340 กับ 360 สุดท้ายตกเกรดเดียวกัน ความต่างระดับนั้นถูกดูดซับหายไปในแบนด์ของเกรด

พูดให้ตรงคือ คนที่บอกว่า “เลขมันไม่แม่น” กำลังโจมตีความแม่นที่ระบบไม่เคยสัญญาไว้ตั้งแต่แรก การประเมินค่างานไม่ได้ขายความแม่นของตัวเลข มันขายความถูกต้องของลำดับ ที่ทนทานต่อความมือหนักมือเบาของผู้ประเมินได้

ยิ่งระบบออกแบบมาดี ช่องว่างตรงนี้ยิ่งแคบลงไปอีก ระบบที่มีคำนิยามกำกับทุกระดับชัดเจน มีแบบเก็บข้อมูลตำแหน่งที่ครบ และมีการอบรมผู้ประเมินให้เข้าใจเกณฑ์ตรงกัน ความต่างระหว่างผู้ประเมินจะเหลือน้อยมาก เพราะเขาไม่ได้ให้คะแนนตามใจ แต่เลือกระดับที่นิยามตรงกับงาน

แล้วตกลงค่างานช่วยอะไรกันแน่

ถ้าไม่ใช่ความแม่น แล้วการประเมินค่างานให้อะไรเราจริงๆ

อย่างแรกเลยคือมันทำให้เรามีลำดับที่อธิบายได้ เวลามีคนถามว่าทำไมตำแหน่งนี้ถึงสูงกว่าอีกตำแหน่ง เราตอบได้ด้วยเหตุผลที่อ้างเกณฑ์เดียวกันทั้งองค์กร ไม่ใช่ตอบว่า “ก็มันเป็นแบบนี้มานานแล้ว”

พอมีลำดับที่อธิบายได้ มันก็กลายเป็นฐานให้สร้างอย่างอื่นต่อ โครงสร้างเงินเดือนวางอยู่บนเกรด การเทียบกับตลาดก็ทำผ่านเกรด เส้นทางความก้าวหน้าก็อิงเกรด ทุกอย่างมีที่ยืนเดียวกัน องค์กรถึงเอาไปต่อยอดเป็นระบบค่าตอบแทนที่สมบูรณ์ได้

แต่สิ่งที่ผมคิดว่าสำคัญที่สุด คือมันเปลี่ยนความเป็นธรรมจากความรู้สึก ให้กลายเป็นสิ่งที่ตรวจสอบร่วมกันได้ ความเป็นธรรมที่อยู่ในหัวเจ้าของคนเดียว ต่อให้เป็นธรรมจริง ก็อธิบายให้พนักงานที่รู้สึกว่าตัวเองได้น้อยกว่าฟังไม่ได้ การประเมินค่างานทำให้ความเป็นธรรมมีตรรกะที่ทุกคนเห็นร่วมกัน ไม่ใช่ดุลยพินิจที่ต้องเชื่อใจกันเอง

“เราก็จ่ายเป็นธรรมอยู่แล้ว” — จริง แต่มีวันหมดอายุ

กลับมาที่ครึ่งหลังของคำถามในห้องสัมมนา ที่บอกว่าบริษัทเขาจ่ายเป็นธรรมอยู่แล้วโดยไม่ต้องมีระบบ

ผมยอมรับว่าจริงครับ ในวันนี้เจ้าของกิจการที่ใจเป็นธรรม รู้จักลูกน้องทุกคน รู้ว่าใครทำอะไร เก่งแค่ไหน เขาจ่ายค่าจ้างอย่างเป็นธรรมได้จริงโดยไม่ต้องมีคะแนนหรือเกรดอะไรเลย ตราบใดที่องค์กรยังเล็กพอที่หัวคนเดียวจะดูแลไหว

แต่ความเป็นธรรมแบบนี้มีวันหมดอายุ และวันนั้นมาถึงเงียบๆ โดยไม่มีสัญญาณเตือน

พอองค์กรโตขึ้น ตำแหน่งเพิ่มจากสิบเป็นร้อย หัวหน้าก็มีหลายคน แต่ละคนมีความรู้สึกเรื่องความเป็นธรรมของตัวเองที่ไม่ตรงกัน คนใหม่ถูกจ้างเข้ามาในแต่ละช่วงที่ตลาดให้ราคาต่างกัน บางคนต่อรองเก่งกว่า บางคนเข้ามาในจังหวะที่บริษัทร้อนเงิน ความเหลื่อมล้ำเล็กๆ ค่อยๆ สะสมทีละนิด จนวันหนึ่งไม่มีใคร แม้แต่เจ้าของเอง อธิบายได้แล้วว่าทำไมโครงสร้างเงินเดือนถึงเป็นแบบนี้

ที่อันตรายกว่านั้นคือ ความเป็นธรรมที่พึ่งหัวเจ้าของคนเดียว มันพังทันทีในวันที่เขาไม่อยู่ หรือวันที่องค์กรใหญ่เกินกว่าที่เขาจะรู้จักทุกคน ของที่ไม่เคยถูกเขียนเป็นระบบ มันส่งต่อให้คนรุ่นถัดไปไม่ได้

และเมื่อถึงวันที่ต้องแก้ การมาวางระบบทีหลังตอนที่ความเหลื่อมล้ำสะสมมาหลายปีแล้ว มันเจ็บและแพงกว่าการวางไว้แต่แรกมาก เพราะจะเจอพนักงานที่เงินเดือนสูงเกินกรอบเต็มไปหมด ภาษาเทคนิคเรียกว่า Red Circle ที่จะลดก็ไม่ได้ จะปล่อยไว้ก็ไม่เป็นธรรมกับคนอื่น

ยิ่งในวันที่เรื่องความโปร่งใสด้านค่าจ้างกำลังเดินทางมาถึง คำว่า “เชื่อผมเถอะ ผมยุติธรรม” จะใช้ไม่ได้อีกต่อไป เพราะวันที่พนักงานเห็นโครงสร้างค่าจ้างของกันและกัน สิ่งที่ถูกทดสอบไม่ใช่ความตั้งใจดีของเจ้าของ แต่คือว่าองค์กรอธิบายมันได้ไหม


สรุป

ผมเลยตอบผู้บริหารท่านนั้นในห้องสัมมนาแบบนี้

การประเมินค่างานไม่ได้ขายความแม่นยำของตัวเลขครับ ถ้าคุณจ้องที่คะแนนเดี่ยวๆ แล้วบอกว่ามันไม่แม่น คุณกำลังมองผิดจุด เพราะสิ่งที่มันให้คือลำดับที่ถูกต้องและอธิบายได้ ที่ทนทานพอจะสร้างความเป็นธรรมที่ตรวจสอบร่วมกันได้ ไม่ใช่ความเป็นธรรมที่ต้องเชื่อใจกันเอง

ส่วนที่บอกว่าตอนนี้จ่ายเป็นธรรมอยู่แล้ว ผมเชื่อว่าจริง แต่มันคือความเป็นธรรมที่มีวันหมดอายุ คำถามจึงไม่ใช่ว่าวันนี้เราต้องมีระบบไหม แต่คือเราอยากเริ่มวางระบบตอนที่ยังง่าย หรือจะรอจนวันที่มันยุ่งเกินกว่าจะแก้

โดย ประคัลภ์ ปัณฑพลังกูร | ที่ปรึกษาด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล | Think People Consulting

องค์กรที่ไม่มีระบบประเมินค่างาน กำลังจ่ายต้นทุนที่มองไม่เห็นอยู่ทุกวัน

บทความ · HR Management · Job Evaluation

⬛ HR Insight

องค์กรที่ไม่มีระบบประเมินค่างาน กำลังจ่ายต้นทุนที่มองไม่เห็นอยู่ทุกวัน

“องค์กรที่ไม่มีระบบประเมินค่างาน ไม่ได้แปลว่าไม่มีปัญหา แต่แปลว่ากำลังจ่ายต้นทุนอยู่เงียบๆ โดยไม่รู้ตัว”


พนักงานคนหนึ่งทำงานกับบริษัทมาเจ็ดปี เป็นคนที่ใครๆ ก็ไว้ใจ งานไม่เคยพลาด อยู่จนกระบวนการหลายอย่างแทบจะอยู่ในหัวเขาคนเดียว

วันหนึ่งเขาบังเอิญเห็นเอกสารที่ไม่ควรเห็น เป็นข้อมูลเงินเดือนของรุ่นน้องที่เพิ่งเข้ามาทำงานได้แปดเดือน ตำแหน่งเดียวกับเขา ขอบเขตงานก็พอๆ กัน แต่เงินเดือนของรุ่นน้องคนนั้นมากกว่าเขาเกือบหมื่นบาท

เขาเดินไปถาม HR ด้วยคำถามง่ายๆ ว่าทำไม คำตอบที่ได้คือ “ตอนที่รับน้องเข้ามา ตลาดมันสูงน่ะพี่ ก็เลยต้องให้ตามนั้น”

นั่นคือคำตอบเดียวที่บริษัทมีให้ ไม่มีหลักการ ไม่มีเหตุผลที่อ้างอิงได้ มีแค่ “จังหวะตลาด” ที่ตัวเขาเองก็ควบคุมอะไรไม่ได้

อีกสามเดือนต่อมา เขายื่นใบลาออก บริษัทเสียคนที่อยู่มาเจ็ดปีไป ไม่ใช่เพราะเงินเดือนน้อย แต่เพราะไม่มีใครตอบเขาได้ว่าทำไมเขาถึงได้น้อยกว่าคนที่เพิ่งเข้ามา

เรื่องแบบนี้ไม่ใช่เรื่องแปลก ผมเห็นมันเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในหลายองค์กร และเกือบทุกครั้งรากของปัญหาอยู่ที่จุดเดียวกัน นั่นคือองค์กรไม่มีเครื่องมือที่ตอบได้ว่างานแต่ละตำแหน่งมีค่าเท่าไร เครื่องมือที่ว่านี้เรียกว่า “การประเมินค่างาน”


ประเมินค่างานคืออะไรกันแน่

ถ้าให้อธิบายสั้นที่สุด การประเมินค่างานคือการสร้าง “ไม้บรรทัด” ขึ้นมาวัดว่าตำแหน่งงานแต่ละตำแหน่งในองค์กรมีค่ามากน้อยต่างกันแค่ไหน ด้วยเกณฑ์ชุดเดียวกันทั้งบริษัท

สิ่งที่เราวัดคือ “งาน” ไม่ใช่ “คน” เราไม่ได้ตัดสินว่าใครเก่งใครขยัน แต่ดูที่เนื้องานล้วนๆ ว่าตำแหน่งนั้นเรียกร้องความรู้ ทักษะ และการบริหารมากแค่ไหน ต้องสื่อสารและประสานงานกับใครบ้าง ต้องเจอปัญหาที่ซับซ้อนและตัดสินใจเรื่องยากเพียงใด และแบกความรับผิดชอบกับผลกระทบต่อองค์กรหนักขนาดไหน

พอมีไม้บรรทัดอันเดียวกันวัดทุกตำแหน่ง องค์กรก็จะตอบได้ว่าตำแหน่งไหนควรอยู่สูงกว่ากัน ด้วยเหตุผล ไม่ใช่ด้วยความรู้สึกหรือด้วยว่าใครต่อรองเก่งกว่า กลับไปที่เรื่องเปิดของบทความนี้ ถ้าบริษัทนั้นมีไม้บรรทัดแบบนี้ HR คงตอบพนักงานเจ็ดปีคนนั้นได้ทันทีว่างานของเขากับรุ่นน้องอยู่ระดับเดียวกันหรือไม่ และถ้าอยู่ระดับเดียวกันจริง ความต่างเกือบหมื่นบาทนั้นก็คงไม่เกิดขึ้นตั้งแต่แรก

ยุคนี้ยังจำเป็นอยู่ไหม

ผมเจอผู้บริหารบางคนที่มองว่าการประเมินค่างานเป็นเรื่องเก่า เป็นระบบยุคที่องค์กรยังมีโครงสร้างแน่นิ่ง แต่วันนี้ทุกอย่างเปลี่ยนเร็ว ตำแหน่งใหม่เกิดขึ้นตลอด งานบางอย่างถูกแทนที่ด้วยเทคโนโลยีและ AI แล้วเครื่องมือเก่าแบบนี้จะยังตอบโจทย์อยู่หรือ

ผมคิดตรงกันข้ามเลยครับ ยิ่งโลกเปลี่ยนเร็ว องค์กรยิ่งต้องการไม้บรรทัดที่นิ่งและอธิบายได้มากขึ้น ไม่ใช่น้อยลง เพราะเมื่อมีตำแหน่งใหม่เกิดขึ้น คำถามแรกที่ตามมาคือควรให้เงินเดือนเท่าไร ถ้าไม่มีหลักวัด ก็ได้แต่เดาหรือจ่ายตามที่ผู้สมัครขอ และเมื่องานเก่าถูกเปลี่ยนรูปด้วยเทคโนโลยี เราก็ต้องประเมินใหม่ว่าค่าของมันเปลี่ยนไปอย่างไร ทั้งหมดนี้ทำไม่ได้เลยถ้าไม่มีระบบรองรับ

และที่ทำให้มันจำเป็นกว่าเดิมคือคลื่นความโปร่งใสด้านค่าตอบแทนที่กำลังมาถึง วันที่พนักงานเริ่มพูดคุยเรื่องเงินเดือนกันอย่างเปิดเผยมากขึ้น องค์กรที่ไม่มีหลักการรองรับจะตอบคำถามไม่ได้ และความเงียบนั้นจะกลายเป็นปัญหาทันที

ทำแล้วได้อะไร

ประโยชน์ที่เห็นชัดที่สุดคือองค์กรจะมีคำตอบให้กับทุกตัวเลข เวลาพนักงานถามว่าทำไมตำแหน่งนี้ได้เท่านี้ จะมีเหตุผลที่อธิบายได้ ไม่ใช่ความเงียบหรือคำแก้ตัว

ถัดมาคือการวางโครงสร้างเงินเดือนที่อ้างอิงตลาดได้อย่างมีหลัก เพราะเมื่อรู้ว่าตำแหน่งไหนอยู่ระดับใด เราถึงจะเทียบกับตลาดได้ถูกคู่ และตัดสินใจได้ว่าควรจ่ายเท่าตลาดหรือสูงกว่าด้วยเหตุผลอะไร

ที่ลึกกว่านั้นคือ ระดับงานที่ได้จากการประเมินค่างานจะกลายเป็นฐานให้กับงานบริหารคนเรื่องอื่นต่อไป ทั้งเส้นทางความก้าวหน้า การเลื่อนตำแหน่ง และการเชื่อมผลงานกับค่าตอบแทน ทุกอย่างวางอยู่บนฐานเดียวกันนี้

แล้วถ้าไม่มี จะเจออะไรบ้าง

ตรงนี้คือหัวใจที่ผมอยากให้ผู้บริหารเห็นภาพ เพราะองค์กรที่ไม่มีระบบประเมินค่างานไม่ได้แปลว่า “ไม่มีปัญหา” แต่แปลว่า “กำลังจ่ายต้นทุนอยู่เงียบๆ โดยไม่รู้ตัว”

อย่างแรกคือเงินเดือนเฟ้อแบบที่ควบคุมไม่ได้ เมื่อไม่มีเพดานหรือกรอบอ้างอิง การจ่ายก็เป็นไปตามแรงต่อรองของแต่ละคน ใครต่อรองเก่งก็ได้มาก ใครขู่ลาออกก็ได้ปรับ ผ่านไปไม่กี่ปีต้นทุนค่าจ้างก็พองขึ้นโดยไม่มีใครอธิบายได้ว่ามันพองเพราะอะไร

อย่างที่สองคือการเสียคนเก่งไปแบบที่เรื่องเปิดของบทความนี้เล่าให้เห็น คนเราทนกับเงินเดือนที่ไม่ได้สูงลิ่วได้ แต่ทนกับความรู้สึกว่าถูกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมไม่ได้ และความไม่เป็นธรรมที่เจ็บที่สุดคือแบบที่ไม่มีใครอธิบายเหตุผลได้

อย่างที่สามคือการเลื่อนตำแหน่งและขึ้นเงินเดือนที่กลายเป็นเรื่องของความสัมพันธ์มากกว่าผลงาน เมื่อไม่มีหลักว่าตำแหน่งไหนมีค่าเท่าไร การตัดสินใจก็ตกอยู่กับดุลยพินิจ ใครสนิทกับผู้บริหารหรือเสียงดังกว่าก็มักได้ก่อน คนที่ตั้งใจทำงานเงียบๆ ก็ค่อยๆ หมดกำลังใจ

อย่างที่สี่คือองค์กรตัดสินใจเรื่องคนด้วยการเดา จะรับคนใหม่ควรให้เท่าไร จะปรับโครงสร้างทีมควรขยับใครขึ้นลงอย่างไร จะวางงบค่าจ้างปีหน้าเท่าไร คำถามเหล่านี้ตอบด้วยความรู้สึกทั้งหมด เพราะไม่มีข้อมูลเชิงระบบให้ยึด

และอย่างสุดท้ายที่อันตรายที่สุดในเวลานี้ คือเมื่อความโปร่งใสด้านค่าตอบแทนมาถึง องค์กรที่ไม่มีฐานรองรับจะเหมือนถูกเปิดไฟในห้องที่ไม่เคยจัด ความเหลื่อมล้ำที่สะสมมาเป็นสิบปีจะถูกมองเห็นพร้อมกันหมดในวันเดียว และวันนั้นจะแก้ไม่ทัน


ก่อนจะสายเกินไป

ความจริงที่ผมอยากฝากไว้คือ องค์กรที่คิดว่าตัวเอง “ยังไม่มีปัญหาเรื่องค่าตอบแทน” จำนวนมาก จริงๆ แล้วแค่ยังไม่เห็นปัญหาที่ก่อตัวอยู่ใต้พื้นผิว ทุกการปรับเงินตามแรงต่อรอง ทุกการจ่ายที่ไม่มีหลัก กำลังสะสมเป็นหนี้ที่จะมาเรียกเก็บในวันที่คนเริ่มเปรียบเทียบกัน

นี่คือเหตุผลที่ผมออกแบบระบบประเมินค่างานของ Think People หรือที่เราเรียกว่า Think People Evaluation System (TPE) ให้ยึดหลักที่เรียบง่ายและอธิบายได้ คือประเมินค่างานจากสี่มิติ ได้แก่ ความรู้ ทักษะ และการบริหาร, การสื่อสาร, ความซับซ้อนและการตัดสินใจ, และความรับผิดชอบกับผลกระทบต่อองค์กร โดยตั้งใจให้เป็นระบบที่ HR เข้าใจและใช้เองได้ และที่สำคัญที่สุดคืออธิบายให้พนักงานเข้าใจได้ เพราะระบบที่ดีไม่ควรซับซ้อนจนต้องพึ่งที่ปรึกษาตลอดเวลา

ลองกลับไปนึกถึงพนักงานเจ็ดปีคนนั้นอีกครั้งนะครับ องค์กรไม่ได้เสียเขาไปเพราะจ่ายน้อย แต่เสียเขาไปเพราะตอบเขาไม่ได้

คำถามที่ผมอยากฝากผู้บริหารทุกคนคือ ในองค์กรของคุณตอนนี้ มีพนักงานอีกกี่คนที่กำลังรอคำตอบเดียวกันนี้อยู่เงียบๆ และคุณยังมีเวลาอีกแค่ไหน ก่อนที่เขาจะเลิกถาม แล้วเดินออกไปเอง

โดย ประคัลภ์ ปัณฑพลังกูร | ที่ปรึกษาด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล | Think People Consulting

ก่อนจะโปร่งใสเรื่องค่าจ้างได้ ต้องตอบให้ได้ก่อนว่า “งานไหนมีค่าเท่าไร”

บทความ · HR Management · Pay Transparency

⬛ HR Insight

ก่อนจะโปร่งใสเรื่องค่าจ้างได้ ต้องตอบให้ได้ก่อนว่า “งานไหนมีค่าเท่าไร”

“ความเป็นธรรมต้องเริ่มจากภายในก่อนเสมอ เข้าใจค่าของงานในบ้านเราเองให้ได้ แล้วการมองออกไปข้างนอกถึงจะมีความหมาย”


ผมมีคำถามอยู่ไม่กี่ข้อที่ชอบถามผู้บริหารเวลาเริ่มคุยเรื่องค่าตอบแทน คำถามพวกนี้ฟังดูง่ายมาก แต่ผมแทบไม่เคยได้คำตอบที่หนักแน่นเลย

ทำไมตำแหน่งนี้ถึงได้เงินเดือนเท่านี้?

ทำไมตำแหน่งนี้ถึงได้มากกว่าอีกตำแหน่งหนึ่ง ทั้งที่อยู่ระดับเดียวกัน?

ถ้าพนักงานเดินมาถามตรงๆ ว่า “ทำไมผมถึงได้เท่านี้ครับ” คุณตอบเขาด้วยอะไร — ด้วยหลักการ หรือด้วยความรู้สึก?

ส่วนใหญ่คำตอบที่ผมได้รับมักจะเป็นทำนองว่า “ก็ตอนรับเข้ามาเขาขอมาเท่านี้” หรือ “ตำแหน่งนี้ตลาดให้ประมาณนี้” หรือบางทีก็เงียบไปเลย

อ่านเพิ่มเติม “ก่อนจะโปร่งใสเรื่องค่าจ้างได้ ต้องตอบให้ได้ก่อนว่า “งานไหนมีค่าเท่าไร””

นิทานสอนใจ ถ้วยชาที่แตกร้าว

บทความ · Mindfulness · นิทานสอนใจ

⬛ นิทานสอนใจ

ถ้วยชาที่แตกร้าว

“ทะเลาะกันแค่ไหน สุดท้ายมันก็ผ่านไป แต่คนที่ยังอยู่ข้างเรา นั่นแหละสำคัญกว่า”


ในชีวิตคนเรา มีคนผ่านเข้ามามากมาย

บางคนอยู่ด้วยกันตอนดี หัวเราะด้วยกัน ฉลองด้วยกัน แต่พอมีเรื่องขัดแย้ง ก็หายไปเลย ไม่มีวันกลับมา

แต่มีคนอีกแบบหนึ่ง

คนที่เคยทะเลาะกัน เคยพูดคำที่ไม่ควรพูด เคยเดินหันหลังให้กัน แต่สุดท้ายก็ยังกลับมาดูแลกัน

ไม่ใช่เพราะลืมว่าเคยเจ็บปวด แต่เพราะเลือกว่าความสัมพันธ์สำคัญกว่าเอาชนะกัน

มีนิทานเซนเรื่องหนึ่งที่เล่าเรื่องนี้ได้ดีกว่าคำอธิบายใดๆ


ในหมู่บ้านเล็กๆ มีชายชราคนหนึ่งเก็บถ้วยชาเก่าไว้ใบหนึ่ง ถ้วยใบนั้นมีรอยร้าว และดูไร้ค่าในสายตาคนอื่น

วันหนึ่ง หลานชายถามว่า

“ทำไมปู่ไม่ทิ้งมันไปเสียครับ มันทั้งเก่าและมีรอยร้าวเต็มไปหมด”

ชายชรายิ้มบางๆ แล้วพูดว่า

“ตอนหนุ่มๆ ปู่เคยทะเลาะกับเพื่อนสนิทอย่างรุนแรง เราพูดคำที่ทำร้ายกันมากมาย แต่คืนหนึ่งตอนที่ปู่ไม่สบายมาก เขากลับเดินฝ่าฝนมาเยี่ยมปู่ พร้อมถือถ้วยชาใบนี้มาให้พร้อมกับยาที่ต้มมาอย่างดี”

หลานถามต่อ

“แล้วเรื่องที่ทะเลาะกันล่ะครับ?”

ชายชราหัวเราะเบาๆ

“ปู่จำไม่ได้แล้ว”

เขาลูบรอยร้าวบนถ้วยชาช้าๆ ก่อนพูดต่อว่า

“เมื่อคนเราแก่ลง สิ่งที่จำได้ไม่ใช่คำพูดที่เจ็บปวด

แต่คือคนที่ยังนั่งดื่มชาข้างเราในวันที่ชีวิตเงียบลง

นั่นแหละ คือคนสำคัญจริงๆ”


ความขัดแย้งผ่านไปได้เสมอ

แต่คนที่เดินฝ่าฝนกลับมาหาเรา คือคนที่ควรเก็บรักษาไว้ เหมือนถ้วยชาที่มีรอยร้าว ดูไร้ค่าในสายตาคนอื่น แต่มีความหมายมากที่สุดสำหรับคนที่รู้จักคุณค่ามัน

“ในชีวิตของเรา มีคนสำคัญจริงๆ อยู่ไม่กี่คน อย่าให้ถ้วยชาใบนั้นแตกจนซ่อมไม่ได้”

โดย ประคัลภ์ ปัณฑพลังกูร | ที่ปรึกษาด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล | Think People Consulting

บลอกที่ WordPress.com .

ขึ้น ↑