ซื้อผลสำรวจค่าจ้างมาทั้งเล่ม แต่ยังตอบไม่ได้ว่าบริษัทจ่ายสู้ตลาดไหม

บทความ · HR Management · Salary Survey

⬛ HR Insight

ซื้อผลสำรวจค่าจ้างมาทั้งเล่ม แต่ยังตอบไม่ได้ว่าบริษัทจ่ายสู้ตลาดไหม

ตัวเลขตลาดมีไว้ให้เราตัดสินใจอย่างมีข้อมูล ไม่ใช่มีไว้ให้เราทำตามทันที


มีความเชื่อหนึ่งที่ผมเจอบ่อยมากเวลาคุยกับผู้บริหารเรื่องเงินเดือน นั่นคือ พอบริษัทเข้าร่วมหรือซื้อผลสำรวจค่าจ้างมาแล้ว ก็เท่ากับรู้แล้วว่าตัวเองจ่ายสู้ตลาดได้หรือเปล่า

เมื่อไม่นานมานี้มีผู้บริหารคนหนึ่งโทรมาหาผมด้วยน้ำเสียงมั่นใจ บอกว่าปีนี้บริษัทเขายอมจ่ายหลายแสนซื้อผลสำรวจของเจ้าใหญ่มา ได้รายงานเป็นเล่มหนา แล้วถามผมว่า ทีนี้ก็รู้แล้วใช่ไหมว่าบริษัทเขาจ่ายสู้ตลาดได้หรือเปล่า

ผมถามกลับไปคำเดียว ว่าตำแหน่งในบริษัทเขา ตำแหน่งไหนเทียบเท่ากับตำแหน่งไหนในเล่มนั้น ปลายสายเงียบไปพักหนึ่ง

อ่านเพิ่มเติม “ซื้อผลสำรวจค่าจ้างมาทั้งเล่ม แต่ยังตอบไม่ได้ว่าบริษัทจ่ายสู้ตลาดไหม”

การจัดระดับงาน (เกรด) จัดอย่างไร จำนวนเท่าไหร่ถึงเหมาะสม

บทความ · HR Management · Job Grading

⬛ HR Insight

การจัดระดับงาน (เกรด) จัดอย่างไร จำนวนเท่าไหร่ถึงเหมาะสม

ตัวเลขที่ได้จะสะท้อนค่างานจริงของเรา ไม่ใช่ตัวเลขที่ดัดให้เข้ากับกรอบของคนอื่น


ลูกค้ารายหนึ่งวางรายงานหนาปึกที่ที่ปรึกษาเจ้าใหญ่ทำให้ลงบนโต๊ะ แล้วชี้ไปที่หน้าหนึ่ง

“อาจารย์ดูตรงนี้สิครับ หัวหน้าฝ่ายผลิตกับหัวหน้าฝ่ายบัญชีของผม อยู่เกรดเดียวกัน”

คนแรกคุมสายการผลิตทั้งโรงงาน ดูแลทั้งกำลังการผลิต คุณภาพ และความปลอดภัย ความผิดพลาดของเขากระทบยอดผลิตและลูกค้าทั้งสาย อีกคนดูงานบัญชีในออฟฟิศ สำคัญ แต่ขอบเขตความรับผิดชอบจำกัดอยู่ในงานของหน่วยตัวเอง ในบริษัท สองตำแหน่งนี้ออกแบบมาให้มีหน้าที่และความรับผิดชอบต่างกันอย่างชัดเจน แต่ในรายงานผลการประเมินค่างานและจัดระดับงานที่ออกมา ทั้งสองตำแหน่งกลับอยู่เกรดเดียวกัน

อ่านเพิ่มเติม “การจัดระดับงาน (เกรด) จัดอย่างไร จำนวนเท่าไหร่ถึงเหมาะสม”

นิทานสอนใจ ตะเกียงในคืนพายุ

บทความ · Mindfulness · นิทานสอนใจ

⬛ นิทานสอนใจ

ตะเกียงในคืนพายุ

“ไม่ใช่วันที่ประสบความสำเร็จ แต่คือคืนที่มีใครสักคนแบ่งแสงไฟให้ ตอนที่โลกทั้งใบมืดที่สุด”


มีคำถามหนึ่งที่ถ้าลองถามตัวเองดูจริงๆ อาจทำให้หยุดคิดสักครู่

“ในชีวิตที่ผ่านมา คุณจำอะไรได้ชัดที่สุด?”

หลายคนนึกถึงวันที่ประสบความสำเร็จ วันที่ได้รับคำชม วันที่ภูมิใจในตัวเอง

แต่ถ้าลองนึกให้ลึกกว่านั้น

มักพบว่าสิ่งที่จำได้ชัดที่สุด ไม่ใช่วันที่ดีที่สุด แต่คือวันที่มืดที่สุด และมีใครสักคนยื่นมือเข้ามา

มีนิทานเซนเรื่องหนึ่งที่เล่าเรื่องนี้ได้ดีกว่าคำอธิบายใดๆ


มีชายหนุ่มคนหนึ่งเดินทางข้ามภูเขาในคืนที่พายุรุนแรง ลมหนาวพัดจนเขาแทบมองไม่เห็นทาง

ระหว่างทาง เขาพบกระท่อมเล็กๆ หลังหนึ่ง ชายชราข้างในเปิดประตู เชิญเขาเข้ามาผิงไฟ และแบ่งข้าวที่เหลือเพียงครึ่งชามให้กิน

รุ่งเช้า เมื่อพายุสงบ ชายหนุ่มกำลังจะออกเดินทางต่อ เขาจึงถามชายชราว่า

“เหตุใดท่านจึงช่วยคนแปลกหน้าอย่างข้า?”

ชายชรายิ้ม แล้วตอบว่า

“เพราะตอนข้ายังหนุ่ม ก็เคยมีคนเปิดประตูให้ข้าในคืนที่มืดมนที่สุดเช่นกัน”

หลายสิบปีต่อมา ชายหนุ่มกลายเป็นชายชรา มีคนถามเขาว่า

“ในชีวิตที่ผ่านมา ท่านจำสิ่งใดได้ชัดที่สุด?”

เขาตอบทันที

“ไม่ใช่วันที่ข้าประสบความสำเร็จ

แต่คือคืนที่มีใครสักคนแบ่งแสงไฟให้ข้า

ตอนที่โลกทั้งใบมืดที่สุด”


คนที่อยู่กับเราในวันที่มืดที่สุด

คนที่อยู่กับเราในวันที่สดใสมีมากมาย แต่คนที่อยู่กับเราในวันที่มืดมนที่สุด คือคนที่หัวใจจะไม่มีวันลืม

“และถ้าวันนี้คุณยังมีแสงไฟเหลืออยู่ อย่าลืมแบ่งให้คนที่กำลังเดินในความมืด”

โดย ประคัลภ์ ปัณฑพลังกูร | ที่ปรึกษาด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล | Think People Consulting

พาดูวิธีทำงานของระบบประเมินค่างาน TPE: งานหนึ่งตำแหน่งกลายเป็นตัวเลขได้อย่างไร

บทความ · HR Management · Pay Transparency

⬛ HR Insight

พาดูวิธีทำงานของระบบประเมินค่างาน TPE: งานหนึ่งตำแหน่งกลายเป็นตัวเลขได้อย่างไร

ตัวเลขหนึ่งตัวที่มีที่มาที่ไป มีค่ามากกว่าตัวเลขสิบตัวที่เดาเอา


ตำแหน่งแม่บ้านได้ 78 คะแนน วิศวกรจบใหม่ได้ 206 ผู้บริหารระดับสูงได้เกิน 600

ตัวเลขพวกนี้มาจากไหน

ในบทความก่อนๆ ผมพูดเรื่องว่าทำไมองค์กรต้องมีระบบประเมินค่างาน และทำไมความเป็นธรรมต้องเริ่มจากการตอบให้ได้ว่างานไหนมีค่าเท่าไร แต่ผมยังไม่เคยพาไปดูว่าข้างในมันทำงานยังไง วันนี้ผมอยากเปิดให้ดูว่าระบบที่ผมใช้อยู่ ชื่อ Think People Evaluation System หรือเรียกสั้นๆ ว่า TPE แปลงงานหนึ่งตำแหน่งให้กลายเป็นตัวเลขที่อธิบายได้ด้วยวิธีไหน

วิธีคิดของมันง่ายมากครับ เราไม่เริ่มจากการถามว่า “ตำแหน่งนี้ควรได้เงินเดือนเท่าไร” เพราะถามแบบนั้นตั้งแต่ต้นคือการเดา เราไปวัดที่ตัวงานก่อน โดยถามทีละมิติ มิติละคำถามเจาะจง แล้วเอาคำตอบสี่มิติมารวมกันเป็นคะแนน พอได้คะแนนแล้วค่อยไปโยงกับเงินเดือนทีหลัง ตัวเลขที่ได้เลยมีที่มา ไม่ได้โผล่มาจากความรู้สึกของใคร

แต่ก่อนจะถามสี่มิติได้ มีของที่ต้องมีก่อนหนึ่งอย่าง คือข้อมูลการทำงานของตำแหน่งนั้นที่ครบและชัดพอ พูดง่ายๆ คือใบกำหนดหน้าที่งาน หรือ JD ที่เขียนมาดี และ JD จำนวนมากในองค์กรไทยเขียนขึ้นมาแค่ให้มีตามระบบ อ่านจบแล้วยังไม่รู้เลยว่าตำแหน่งนี้ทำอะไรกันแน่ ตัดสินใจเรื่องอะไรได้บ้าง รับผิดชอบผลแค่ไหน JD แบบนั้นเอามาประเมินค่างานไม่ได้ เพราะไม่มีข้อมูลให้ตอบสักมิติ ถ้าวัตถุดิบไม่ครบ คะแนนที่ออกมาก็เชื่อไม่ได้ ต่อให้ระบบดีแค่ไหนก็ตาม งานประเมินค่างานที่ทำจริงจังเลยต้องเริ่มจากการทบทวนและเก็บข้อมูลตำแหน่งให้ครบก่อน ไม่ใช่กระโดดเข้าให้คะแนนเลย

สี่คำถามที่ว่ามีอะไรบ้าง ผมจะไล่ให้ดูทีละข้อครับ

มิติที่ 1 — ตำแหน่งนี้ต้องใช้ความรู้ทักษะมากน้อยแค่ไหน

มิตินี้ดูสองส่วนพร้อมกัน ส่วนแรกคือความลึกของความรู้ที่งานต้องใช้ ตั้งแต่ความรู้พื้นฐานอ่านออกเขียนได้ ไล่ขึ้นไปจนถึงความเชี่ยวชาญเฉพาะทางขั้นสูง ส่วนที่สองคือขอบเขตการบริหารที่มากับตำแหน่ง ตำแหน่งนี้ดูแลแค่ตัวเอง เป็นผู้เชี่ยวชาญที่ทำงานคนเดียว เป็นหัวหน้าทีม หรือเป็นผู้บริหารที่คุมหลายสายงาน

สองส่วนนี้คูณกัน ทำให้แยกได้ละเอียด วิศวกรที่เก่งมากแต่ทำงานคนเดียว กับวิศวกรที่เก่งพอกันแต่ต้องคุมทีมและประสานงานข้ามฝ่าย จะได้คะแนนมิตินี้ไม่เท่ากัน เพราะแบบหลังต้องใช้ “การบริหาร” เพิ่มเข้ามาจากความรู้ล้วนๆ และในงานที่ต้องเสี่ยงต่อร่างกายต่อเนื่อง เช่น พนักงานเตาหลอม TPE จะบวกคะแนนเพิ่มให้ตามความเสี่ยงนั้นด้วย ความรู้เป็นมิติที่มีน้ำหนักราว 30% ของคะแนนรวม

มิติที่ 2 — งานนี้ต้องสื่อสารกับใคร และยากแค่ไหน

หลายระบบมองข้ามเรื่องนี้ แต่ TPE แยกมันออกมาเป็นมิติเฉพาะ เพราะงานบางงานคุณค่าหลักอยู่ที่การสื่อสารล้วนๆ อันนี้ก็มองสองด้านเหมือนกัน ด้านหนึ่งคือระดับของการสื่อสาร ตั้งแต่แค่รับส่งข้อมูลธรรมดา ไล่ขึ้นไปถึงการโน้มน้าว การเจรจาต่อรองในเรื่องที่ขัดแย้ง จนถึงการสร้างพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ อีกด้านคือคู่สนทนาเป็นใคร คุยกับคนในทีมที่เห็นตรงกันอยู่แล้ว หรือต้องคุยกับคนนอกองค์กรที่ผลประโยชน์สวนทางกัน

พนักงานที่ส่งรายงานให้หัวหน้าอ่าน กับพนักงานที่ต้องนั่งโต๊ะเจรจากับลูกค้าที่กำลังไม่พอใจ ใช้ทักษะการสื่อสารคนละระดับ ระบบจับความต่างตรงนั้นได้ และคิดเป็นน้ำหนักราว 20% ของคะแนนรวม

มิติที่ 3 — งานนี้ต้องคิดและแก้ปัญหาหนักแค่ไหน

มิติที่สามดูว่างานเจอปัญหาแบบไหนเป็นปกติ งานที่ทำตามขั้นตอนเดิมซ้ำๆ อยู่คนละโลกกับงานที่ต้องวิเคราะห์สถานการณ์ใหม่ทุกวัน และต่างจากงานที่ต้องวินิจฉัยปัญหาซับซ้อนที่หาสาเหตุไม่เจอง่ายๆ ปลายสุดคืองานที่ต้องคิดข้ามกรอบเดิมทั้งหมด คิดสิ่งที่ยังไม่เคยมีใครทำในสายงาน

ความคิดสร้างสรรค์ไม่ได้ถูกแยกเป็นอีกมิติ แต่ฝังอยู่ในระดับบนๆ ของการแก้ปัญหา เพราะการคิดสิ่งใหม่ก็คือการแก้ปัญหาแบบหนึ่ง ส่วนนี้มีน้ำหนักราว 15 ถึง 17%

มิติที่ 4 — งานนี้รับผิดชอบต่อผลลัพธ์ขององค์กรแค่ไหน

มิติสุดท้ายหนักที่สุด ราว 33 ถึง 35% ของคะแนนรวม และมองสามเรื่องพร้อมกัน เรื่องแรกคืออิสระในการตัดสินใจ งานนี้ทำตามคำสั่งทุกอย่าง หรือกำหนดเป้าหมายและนโยบายเองได้ เรื่องที่สองคือขนาดของผลกระทบ งานนี้แตะเงินหรือทรัพยากรขององค์กรในระดับไหน หลักแสน หลักสิบล้าน หรือหลักพันล้าน เรื่องที่สามคือบทบาทต่อผลลัพธ์ งานนี้สร้างผลโดยตรง ร่วมกับคนอื่น เป็นฝ่ายสนับสนุน หรือเป็นงานที่ไม่ได้ผูกกับผลลัพธ์เป็นตัวเงิน

ตำแหน่งขายอาวุโสที่ปิดดีลใหญ่ๆ จึงได้คะแนนมิตินี้สูง ขณะที่ตำแหน่งสนับสนุนที่สำคัญแต่ไม่ได้แตะตัวเลขรายได้โดยตรง จะได้ต่ำกว่า ทั้งที่อาจใช้ความรู้พอกัน เพราะ TPE มองว่าความรับผิดชอบต่อผลลัพธ์เป็นคนละเรื่องกับความรู้

จากสี่มิติ กลายเป็นเกรดได้อย่างไร

พอตอบครบสี่มิติ แต่ละมิติจะได้คะแนนของตัวเอง เอามารวมกันเป็นคะแนนรวมของตำแหน่ง กลับไปที่ตัวเลขตอนเปิดบทความ แม่บ้านได้ 78 เพราะความรู้ การสื่อสาร การคิด และความรับผิดชอบต่อผลลัพธ์อยู่ในระดับต้นทั้งสี่มิติ วิศวกรจบใหม่ได้ 206 เพราะความรู้วิชาชีพดันมิติแรกขึ้นมา แม้ความรับผิดชอบต่อองค์กรยังไม่สูง ส่วนผู้บริหารระดับสูงได้เกินหกร้อย เพราะสูงเกือบทุกมิติพร้อมกัน

แล้วเราก็เอาคะแนนรวมไปแปลงเป็นเกรด ตรงนี้สำคัญ เพราะเราไม่ได้เอาคะแนนดิบไปตั้งเงินเดือน เราเอาไปจัดเป็นเกรดซึ่งเป็นช่วง ตำแหน่งที่คะแนนใกล้กันจึงตกเกรดเดียวกัน ความต่างเล็กน้อยระหว่างผู้ประเมินเลยไม่มีผลต่อปลายทาง สิ่งที่เราต้องการคือจัดตำแหน่งให้เข้าเกรดที่ถูก ไม่ใช่คะแนนที่เป๊ะถึงหลักหน่วย

การประเมินค่างานคือการมองทั้งระบบ ไม่ใช่ไล่ทีละตำแหน่ง

ถึงตรงนี้อาจฟังเหมือนว่าเราหยิบตำแหน่งหนึ่งขึ้นมา ตอบสี่มิติ ได้คะแนน แล้วก็จบ ไปตำแหน่งถัดไป จริงๆ มันไม่ได้ทำงานแบบนั้น และนี่คือส่วนที่คนเข้าใจผิดบ่อยที่สุด

คะแนนที่ได้จากการประเมินตำแหน่งเดี่ยวๆ เป็นแค่จุดตั้งต้น งานจริงเริ่มตอนที่เราเอาทุกตำแหน่งที่ประเมินไว้มาวางเรียงกันทั้งหมด แล้วไล่ตรวจค่าสัมพัทธ์ระหว่างกัน ตำแหน่งนี้เมื่อเทียบกับตำแหน่งข้างเคียง ควรอยู่สูงกว่า ต่ำกว่า หรือเสมอกัน และคะแนนที่ออกมาสะท้อนแบบนั้นจริงหรือเปล่า

เพราะการประเมินค่างานเป็นเรื่องของค่าสัมพัทธ์ คะแนนของตำแหน่งหนึ่งจะมีความหมายก็ต่อเมื่อถูกวางเทียบกับตำแหน่งอื่นทั้งระบบ สมมติเราประเมินหัวหน้าฝ่ายผลิตแล้วคะแนนออกมาสูงกว่าผู้จัดการที่เป็นเจ้านายเขาเอง นั่นคือสัญญาณว่ามีอะไรคลาดเคลื่อน อาจเป็นเพราะข้อมูลงานของตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่งไม่ครบ หรือเราประเมินบางมิติพลาดไป เราต้องกลับไปดู ไปปรับ แล้วไล่เทียบกันใหม่

กระบวนการนี้วนไปจนทั้งโครงสร้างนิ่ง คือทุกตำแหน่งอยู่ในลำดับที่อธิบายได้เมื่อเทียบกันทั้งระบบ ไม่ใช่อธิบายได้เฉพาะตอนหยิบมองทีละตำแหน่ง พูดง่ายๆ คือเราไม่ได้ตรวจทีละต้นไม้ เราต้องถอยออกมามองทั้งป่าว่ามันเข้ารูปกันหรือยัง

การประเมินค่างานทั้งองค์กรเลยต้องใช้เวลา และต้องใช้คนที่อ่านงานเป็น ไม่ใช่งานที่กรอกตัวเลขลงช่องแล้วได้คำตอบทันที เครื่องมือช่วยคำนวณคะแนนให้ได้ แต่การตัดสินว่าค่าสัมพัทธ์ของทั้งระบบเข้าที่เข้าทางแล้วหรือยัง ยังเป็นงานที่ต้องใช้วิจารณญาณของคน


ทำไมวิธีนี้ถึงต่างจากการเดา

ลองสังเกตว่าทุกมิติที่เล่ามา ผู้ประเมินไม่ได้ถูกถามว่า “รู้สึกว่าตำแหน่งนี้ควรได้เท่าไร” เขาต้องตอบคำถามที่เจาะจง ความรู้ลึกแค่ไหน คุมคนกี่ระดับ เจรจากับใคร แก้ปัญหาแบบไหน ตัดสินใจเองได้แค่ไหน แตะเงินระดับใด ทุกคำตอบมีนิยามกำกับ และทุกคำตอบสืบกลับได้

เมื่อมีคนถามว่าทำไมตำแหน่ง ก กับตำแหน่ง ข ถึงอยู่คนละเกรด เราไม่ต้องตอบด้วยความรู้สึก เราเปิดคำตอบสี่มิติให้ดูได้เลยว่าต่างกันตรงไหน และเพราะมันอธิบายได้แบบนี้ องค์กรถึงต่อยอดไปเป็นโครงสร้างเงินเดือน เส้นทางความก้าวหน้า และการเทียบกับตลาดได้ทั้งหมด

ตัวเลขหนึ่งตัวที่สืบที่มาได้ จึงมีค่ามากกว่าตัวเลขสิบตัวที่เดาเอา

โดย ประคัลภ์ ปัณฑพลังกูร | ที่ปรึกษาด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล | Think People Consulting

“ประเมินค่างานมันก็ไม่ได้แม่น จะเอามาสร้างความเป็นธรรมได้ยังไง” — คำถามที่ผมเจอกลางห้องสัมมนา

บทความ · HR Management · Pay Transparency

⬛ HR Insight

“ประเมินค่างานมันก็ไม่ได้แม่น จะเอามาสร้างความเป็นธรรมได้ยังไง” — คำถามที่ผมเจอกลางห้องสัมมนา

การประเมินค่างานไม่ได้ขายความแม่นของตัวเลข มันขายความถูกต้องของลำดับ


ในงานสัมมนาครั้งหนึ่ง ผมเพิ่งพูดจบเรื่องการประเมินค่างาน มีผู้บริหารท่านหนึ่งยกมือขึ้นถามตรงๆ แบบไม่อ้อมค้อม

“อาจารย์ครับ ผมว่าการประเมินค่างานมันก็ไม่ได้แม่นนะ ผู้ประเมินคนละคนประเมินตำแหน่งเดียวกัน ยังได้คะแนนไม่เท่ากันเลย แล้วบริษัทผมก็จ่ายค่าจ้างกันอย่างเป็นธรรมมาตลอดโดยไม่ต้องมีระบบอะไรแบบนี้ มันจำเป็นตรงไหนครับ”

คำถามนี้ดีมากครับ และผมชอบคนที่กล้าถามแบบนี้ เพราะเขาไม่ได้ถามเอามัน เขามีจุดที่ถูกอยู่จริง ผมเลยไม่รีบเถียง แต่ขอเริ่มจากการยอมรับก่อนว่าเขาถูกตรงไหน

เรื่องที่เขาพูดถูกคือ คะแนนจากการประเมินค่างานไม่ใช่ตัวเลขที่แม่นแบบวัดด้วยไม้บรรทัด ผู้ประเมินสองคนที่เก่งพอกัน หยิบตำแหน่งเดียวกันมาประเมินจากข้อมูลชุดเดียวกัน คะแนนดิบที่ออกมาอาจไม่เท่ากันเป๊ะ คนหนึ่งอาจมองว่าความซับซ้อนของตำแหน่งนี้อยู่ระดับหนึ่ง อีกคนมองสูงกว่านิดหน่อย เรื่องนี้เกิดขึ้นได้จริง ผมไม่เถียง

แต่ปัญหาของคำถามนี้ ไม่ได้อยู่ที่คำตอบ มันอยู่ที่การมองผิดจุด


คะแนนไม่ได้บอกอะไร ถ้าคุณดูมันเดี่ยวๆ

หัวใจที่คนมักพลาด คือการประเมินค่างานไม่เคยเป็นเรื่องของ “ตัวเลขสัมบูรณ์” มันเป็นเรื่องของ “ค่าสัมพัทธ์” ตั้งแต่ต้น เราไม่ได้ต้องการรู้ว่าตำแหน่งนี้มีค่า 342 คะแนนแบบเป๊ะๆ เราต้องการรู้แค่ว่าตำแหน่งนี้ควรอยู่สูงกว่าหรือต่ำกว่าอีกตำแหน่งหนึ่ง และเพราะอะไร

ลองคิดตามนะครับ สมมติผู้ประเมินคนหนึ่งมือหนัก ให้คะแนนทุกตำแหน่งบวกขึ้นไปนิด อีกคนมือเบา ให้ทุกตำแหน่งลบลงมาหน่อย คะแนนดิบสองชุดนี้ไม่เท่ากันจริง แต่ถ้าทั้งคู่เข้าใจระบบตรงกัน สิ่งที่ออกมาเหมือนกันคือลำดับ ผู้จัดการก็ยังอยู่เหนือหัวหน้างาน หัวหน้างานยังอยู่เหนือพนักงานปฏิบัติการ วิศวกรอาวุโสยังสูงกว่าวิศวกรจบใหม่

เพราะความมือหนักมือเบามันกระทบทุกตำแหน่งเท่าๆ กัน มันเลยหักล้างกันไปเองในแง่ของลำดับ สิ่งที่เหลืออยู่คือโครงสร้างความสัมพันธ์ระหว่างตำแหน่งที่เหมือนเดิม ไม่ว่าใครจะเป็นคนประเมิน

และที่ทำให้ความต่างของคะแนนดิบยิ่งไม่สำคัญเข้าไปอีก ก็เพราะปลายทางเราไม่ได้เอาคะแนนดิบไปกำหนดเงินเดือนตรงๆ เราเอาไปแปลงเป็น “เกรด” ที่เป็นช่วง ไม่ใช่จุด ตำแหน่งที่ได้ 340 กับ 360 สุดท้ายตกเกรดเดียวกัน ความต่างระดับนั้นถูกดูดซับหายไปในแบนด์ของเกรด

พูดให้ตรงคือ คนที่บอกว่า “เลขมันไม่แม่น” กำลังโจมตีความแม่นที่ระบบไม่เคยสัญญาไว้ตั้งแต่แรก การประเมินค่างานไม่ได้ขายความแม่นของตัวเลข มันขายความถูกต้องของลำดับ ที่ทนทานต่อความมือหนักมือเบาของผู้ประเมินได้

ยิ่งระบบออกแบบมาดี ช่องว่างตรงนี้ยิ่งแคบลงไปอีก ระบบที่มีคำนิยามกำกับทุกระดับชัดเจน มีแบบเก็บข้อมูลตำแหน่งที่ครบ และมีการอบรมผู้ประเมินให้เข้าใจเกณฑ์ตรงกัน ความต่างระหว่างผู้ประเมินจะเหลือน้อยมาก เพราะเขาไม่ได้ให้คะแนนตามใจ แต่เลือกระดับที่นิยามตรงกับงาน

แล้วตกลงค่างานช่วยอะไรกันแน่

ถ้าไม่ใช่ความแม่น แล้วการประเมินค่างานให้อะไรเราจริงๆ

อย่างแรกเลยคือมันทำให้เรามีลำดับที่อธิบายได้ เวลามีคนถามว่าทำไมตำแหน่งนี้ถึงสูงกว่าอีกตำแหน่ง เราตอบได้ด้วยเหตุผลที่อ้างเกณฑ์เดียวกันทั้งองค์กร ไม่ใช่ตอบว่า “ก็มันเป็นแบบนี้มานานแล้ว”

พอมีลำดับที่อธิบายได้ มันก็กลายเป็นฐานให้สร้างอย่างอื่นต่อ โครงสร้างเงินเดือนวางอยู่บนเกรด การเทียบกับตลาดก็ทำผ่านเกรด เส้นทางความก้าวหน้าก็อิงเกรด ทุกอย่างมีที่ยืนเดียวกัน องค์กรถึงเอาไปต่อยอดเป็นระบบค่าตอบแทนที่สมบูรณ์ได้

แต่สิ่งที่ผมคิดว่าสำคัญที่สุด คือมันเปลี่ยนความเป็นธรรมจากความรู้สึก ให้กลายเป็นสิ่งที่ตรวจสอบร่วมกันได้ ความเป็นธรรมที่อยู่ในหัวเจ้าของคนเดียว ต่อให้เป็นธรรมจริง ก็อธิบายให้พนักงานที่รู้สึกว่าตัวเองได้น้อยกว่าฟังไม่ได้ การประเมินค่างานทำให้ความเป็นธรรมมีตรรกะที่ทุกคนเห็นร่วมกัน ไม่ใช่ดุลยพินิจที่ต้องเชื่อใจกันเอง

“เราก็จ่ายเป็นธรรมอยู่แล้ว” — จริง แต่มีวันหมดอายุ

กลับมาที่ครึ่งหลังของคำถามในห้องสัมมนา ที่บอกว่าบริษัทเขาจ่ายเป็นธรรมอยู่แล้วโดยไม่ต้องมีระบบ

ผมยอมรับว่าจริงครับ ในวันนี้เจ้าของกิจการที่ใจเป็นธรรม รู้จักลูกน้องทุกคน รู้ว่าใครทำอะไร เก่งแค่ไหน เขาจ่ายค่าจ้างอย่างเป็นธรรมได้จริงโดยไม่ต้องมีคะแนนหรือเกรดอะไรเลย ตราบใดที่องค์กรยังเล็กพอที่หัวคนเดียวจะดูแลไหว

แต่ความเป็นธรรมแบบนี้มีวันหมดอายุ และวันนั้นมาถึงเงียบๆ โดยไม่มีสัญญาณเตือน

พอองค์กรโตขึ้น ตำแหน่งเพิ่มจากสิบเป็นร้อย หัวหน้าก็มีหลายคน แต่ละคนมีความรู้สึกเรื่องความเป็นธรรมของตัวเองที่ไม่ตรงกัน คนใหม่ถูกจ้างเข้ามาในแต่ละช่วงที่ตลาดให้ราคาต่างกัน บางคนต่อรองเก่งกว่า บางคนเข้ามาในจังหวะที่บริษัทร้อนเงิน ความเหลื่อมล้ำเล็กๆ ค่อยๆ สะสมทีละนิด จนวันหนึ่งไม่มีใคร แม้แต่เจ้าของเอง อธิบายได้แล้วว่าทำไมโครงสร้างเงินเดือนถึงเป็นแบบนี้

ที่อันตรายกว่านั้นคือ ความเป็นธรรมที่พึ่งหัวเจ้าของคนเดียว มันพังทันทีในวันที่เขาไม่อยู่ หรือวันที่องค์กรใหญ่เกินกว่าที่เขาจะรู้จักทุกคน ของที่ไม่เคยถูกเขียนเป็นระบบ มันส่งต่อให้คนรุ่นถัดไปไม่ได้

และเมื่อถึงวันที่ต้องแก้ การมาวางระบบทีหลังตอนที่ความเหลื่อมล้ำสะสมมาหลายปีแล้ว มันเจ็บและแพงกว่าการวางไว้แต่แรกมาก เพราะจะเจอพนักงานที่เงินเดือนสูงเกินกรอบเต็มไปหมด ภาษาเทคนิคเรียกว่า Red Circle ที่จะลดก็ไม่ได้ จะปล่อยไว้ก็ไม่เป็นธรรมกับคนอื่น

ยิ่งในวันที่เรื่องความโปร่งใสด้านค่าจ้างกำลังเดินทางมาถึง คำว่า “เชื่อผมเถอะ ผมยุติธรรม” จะใช้ไม่ได้อีกต่อไป เพราะวันที่พนักงานเห็นโครงสร้างค่าจ้างของกันและกัน สิ่งที่ถูกทดสอบไม่ใช่ความตั้งใจดีของเจ้าของ แต่คือว่าองค์กรอธิบายมันได้ไหม


สรุป

ผมเลยตอบผู้บริหารท่านนั้นในห้องสัมมนาแบบนี้

การประเมินค่างานไม่ได้ขายความแม่นยำของตัวเลขครับ ถ้าคุณจ้องที่คะแนนเดี่ยวๆ แล้วบอกว่ามันไม่แม่น คุณกำลังมองผิดจุด เพราะสิ่งที่มันให้คือลำดับที่ถูกต้องและอธิบายได้ ที่ทนทานพอจะสร้างความเป็นธรรมที่ตรวจสอบร่วมกันได้ ไม่ใช่ความเป็นธรรมที่ต้องเชื่อใจกันเอง

ส่วนที่บอกว่าตอนนี้จ่ายเป็นธรรมอยู่แล้ว ผมเชื่อว่าจริง แต่มันคือความเป็นธรรมที่มีวันหมดอายุ คำถามจึงไม่ใช่ว่าวันนี้เราต้องมีระบบไหม แต่คือเราอยากเริ่มวางระบบตอนที่ยังง่าย หรือจะรอจนวันที่มันยุ่งเกินกว่าจะแก้

โดย ประคัลภ์ ปัณฑพลังกูร | ที่ปรึกษาด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล | Think People Consulting

บลอกที่ WordPress.com .

ขึ้น ↑