พนักงาน Toxic ไม่ได้ทำลายงาน แต่ทำลายคน

บทความ · HR Management · People Management

⬛ HR Insight

พนักงาน Toxic ไม่ได้ทำลายงาน แต่ทำลายคน

“การปกป้องคนที่ทำงานดีจากคนที่ทำลายบรรยากาศ คือหน้าที่ที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของผู้นำในองค์กร”


มีผู้จัดการท่านหนึ่งเคยบอกผมว่า “คนนี้ทำงานได้นะ แค่บุคลิกมันไม่ค่อยดี”

ผมฟังแล้วนิ่งไปสักครู่ก่อนจะถามกลับว่า “แล้วคนอื่นในทีมเป็นอย่างไรบ้างหลังจากทำงานกับเขา?”

คำตอบที่ได้คือ “ก็… หลายคนเริ่มเงียบลง ไม่ค่อยเสนอความเห็น และมีสองคนที่ขอย้ายทีมแล้ว”

นั่นแหละคือต้นทุนที่แท้จริงของพนักงาน toxic ไม่ใช่ผลงานของเขาที่แย่ลง แต่คือผลงานของคนรอบข้างที่พังลงทีละน้อย


ทำไมเราถึงปล่อยให้มันเกิดขึ้น

เหตุผลที่องค์กรหลายแห่งยังทนกับพนักงาน toxic อยู่นั้นเข้าใจได้ เพราะพวกเขามักไม่ได้ทำผิดกฎ ผลงานตัวเองก็พอไปได้ และบางคนก็มีทักษะเฉพาะที่ยากจะหาคนทดแทน

แต่สิ่งที่ผู้จัดการมักมองข้ามคือ พนักงาน toxic ไม่ได้ทำร้ายองค์กรด้วยการทำงานแย่ แต่ด้วยการดูดพลังงานของคนที่ทำงานดีออกไปทีละนิด

งานวิจัยที่อ้างอิงโดย Workhuman พบว่าพนักงานที่ทำงานร่วมกับคนที่มีพฤติกรรม toxic มีแนวโน้มพัฒนาพฤติกรรมแบบเดียวกันตามไปด้วย หมายความว่าถ้าปล่อยให้คนแบบนี้อยู่ในทีมนานพอ วัฒนธรรมทั้งทีมก็เริ่มเปลี่ยนโดยไม่มีใครสังเกตเห็น


5 พฤติกรรมที่บอกว่าคนนี้คือ Toxic Employee

01  บ่นไม่หยุด มองทุกอย่างเป็นปัญหา

พนักงานกลุ่มนี้มีทัศนคติติดลบเรื้อรัง บ่นเรื่องงาน เพื่อนร่วมงาน หรือนโยบายบริษัทแทบไม่เว้นวัน แต่สิ่งที่น่ากังวลกว่าการบ่นคือพลังงานลบของพวกเขาแพร่กระจายได้เหมือนโรค ใครคิดจะเสนอไอเดียใหม่ก็โดนตอบว่า “มันไม่ได้ผลหรอก” หรือ “ทำไปก็เสียเวลาเปล่า” นานเข้าทีมก็เริ่มเงียบ ไม่มีใครอยากเสนออะไรอีกเพราะรู้ว่าจะโดนดับฝัน

02  ไม่รับผิดชอบ โทษคนอื่นทุกครั้ง

เมื่อมีข้อผิดพลาดเกิดขึ้น จะหาคนรับโทษได้เสมอ ไม่ว่าจะเป็น “สั่งมาไม่ชัด” “ข้อมูลไม่ครบ” หรือ “ทีมอื่นไม่ส่งงานมาให้” พวกเขาเล่นบทเหยื่อได้เนียนมาก บ่นว่าตัวเองไม่มีอำนาจควบคุมงาน ทั้งที่แทบไม่เคยพยายามแก้ปัญหาอะไรเลย ผลที่เกิดขึ้นคือคนรอบข้างเริ่มระแวง ไม่กล้าทำงานร่วม เพราะรู้ว่าถ้าพลาดขึ้นมา ตัวเองจะเป็นคนโดนโทษ

03  นินทา สร้างดราม่า แบ่งพรรคแบ่งพวก

พนักงานกลุ่มนี้มักมีเสน่ห์ในการดึงคนเข้ากลุ่ม สร้างบรรยากาศ “พวกเรา vs พวกเขา” และใช้ความสัมพันธ์นั้นเพื่อแบ่งแยกมากกว่าสร้างความสามัคคี ข้อมูลที่ควรเป็นความลับก็หลุดออกไป ความขัดแย้งเล็กๆ ถูกขยายจนใหญ่โต และทีมที่เคยทำงานร่วมกันได้ก็เริ่มแตกแยกโดยไม่รู้ตัว

04  ทำลายเพื่อนร่วมงานเพื่อยกตัวเอง

พวกเขาสร้างตัวเองขึ้นมาโดยการกดคนอื่นลงไป ดูถูกความสำเร็จของคนอื่น พยายามทำให้ผลงานของเพื่อนร่วมงานดูด้อยค่า และบางครั้งฉกเอาหน้าคนอื่นไปเป็นของตัวเอง อาจเป็นการพูดแทรกในประชุมว่าไอเดียของเพื่อนไม่ดีพอ หรือพูดกับหัวหน้าเบื้องหลัง ผลคือบรรยากาศในทีมไม่ปลอดภัย ไม่มีใครกล้าแสดงความคิดหรือความเห็นอย่างแท้จริง

05  รับ Feedback ไม่ได้ ต่อต้านทุกอย่าง

เมื่อถูกให้ Feedback เชิงสร้างสรรค์ จะปิดตัว โต้เถียง หรือหาทางเบี่ยงเบนประเด็น ไม่ว่าจะพูดดีแค่ไหนก็จะถูกมองว่าโจมตีส่วนตัว นอกจากนี้ยังต่อต้านการเปลี่ยนแปลงทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นระบบใหม่ กระบวนการใหม่ หรือนโยบายใหม่ ซึ่งในยุคที่องค์กรต้องปรับตัวตลอดเวลา คนแบบนี้กลายเป็นหินก้อนใหญ่ที่ขวางกระแสน้ำ


แล้วผู้จัดการและ HR ควรทำอย่างไร

สิ่งแรกที่ต้องทำคือยอมรับว่าปัญหานี้มีอยู่จริง เพราะหลายองค์กรเลือกที่จะมองข้ามหรือบอกตัวเองว่า “มันไม่ได้แย่ขนาดนั้น”

แต่ถ้าคนดีในทีมเริ่มเงียบลง เริ่มขอย้าย หรือเริ่มลาออก นั่นคือสัญญาณที่ชัดเจนว่าต้นทุนของการปล่อยให้สิ่งนี้ดำเนินต่อไปนั้นสูงกว่าที่คิดแล้ว

การจัดการพนักงาน toxic ไม่ใช่เรื่องของการลงโทษหรือการไล่ออกเสมอไป แต่คือการพูดคุยตรงๆ ให้ Feedback อย่างชัดเจน กำหนดความคาดหวังที่ชัดเจน และถ้าพฤติกรรมไม่เปลี่ยน ก็ต้องตัดสินใจด้วยความรับผิดชอบต่อคนอื่นในทีม


คนดีในทีมของคุณกำลังเงียบลงหรือเปล่า?

พนักงาน toxic อาจไม่ได้ทำผิดกฎ แต่กำลังทำลายสิ่งที่มีค่ากว่า นั่นคือบรรยากาศที่ทำให้คนดีอยากทุ่มเท ถ้าปล่อยไว้นานพอ วัฒนธรรมของทีมทั้งทีมจะเปลี่ยนไปโดยไม่มีใครสังเกตเห็น

“การปกป้องคนที่ทำงานดีจากคนที่ทำลายบรรยากาศ คือหน้าที่ที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของผู้นำในองค์กร”

โดย ประคัลภ์ ปัณฑพลังกูร | ที่ปรึกษาด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล | Think People Consulting

ยิ่งขยัน ยิ่งเก่ง ยิ่งโดนใช้งาน — กับดักที่องค์กรทำกับคนเก่ง

บทความ · HR Management · Leadership

⬛ HR Insight

ยิ่งขยัน ยิ่งเก่ง ยิ่งโดนใช้งาน — กับดักที่องค์กรทำกับคนเก่ง

“คนที่ขยันที่สุดในทีมไม่ใช่ถังรับงานสำรอง พวกเขารักงานของตัวเองและนั่นคือเหตุผลที่พวกเขาทำงานได้ดี”


มีคำถามที่ผู้จัดการทุกคนมักจะต้องเจอซ้ำ ๆ คือเมื่อผู้บริหารมีโครงการงานพิเศษมอบหมายมาอย่างกระทันหัน ควรจะมอบหมายให้ใคร?

คำตอบที่ผู้จัดการส่วนใหญ่เลือกคือ “คนที่ขยันที่สุดในทีม” หรือ “คนที่ดูกระตือรือร้นที่สุด”

และนั่นแหละคือปัญหา


งานวิจัยที่น่าตกใจจาก HBR

Sangah Bae และ Kaitlin Woolley จาก Northeastern University และ Cornell University ทำการศึกษา 10 งานวิจัย กับผู้จัดการและพนักงานมากกว่า 4,300 คน และพบสิ่งที่น่าสนใจมาก

ผู้จัดการมอบหมายงานพิเศษให้กับพนักงานที่มีแรงจูงใจสูงถึง 69% ของเวลาทั้งหมด แม้ในกรณีที่พนักงานคนอื่นมีผลงานดีพอกันและทำงานมานานพอกัน

พูดให้ชัดขึ้นคือ ถ้าในทีมมีพนักงานสองคนที่ทำงานได้ดีเท่ากัน แต่คนหนึ่งดูกระตือรือร้นกว่า คนนั้นจะได้รับงานพิเศษมากกว่าอีกคนในสัดส่วน 69% ต่อ 31%

ผลที่ตามมาคือพนักงานที่องค์กรทุ่มเทดูแลและพยายามรักษาไว้มากที่สุด กำลังถูกบั่นทอนความสุขในการทำงานทีละนิดทุกวัน


ความเข้าใจผิดสองข้อของผู้จัดการ

ผู้จัดการที่ทำแบบนี้ไม่ได้ตั้งใจทำร้ายพนักงานนะครับ แต่กำลังตัดสินใจบนความเข้าใจผิดสองข้อ

❌ ความเข้าใจผิดที่ 1

คิดว่าถ้าพนักงานรักงานหลักของตัวเอง เขาก็น่าจะชอบงานพิเศษทุกประเภทด้วย

❌ ความเข้าใจผิดที่ 2

คิดว่าคนที่รักงานจะทนต่อแรงกดดันได้ดีกว่า จึงไม่ต้องกังวลเรื่อง burnout

ซึ่งคิดผิดทั้งคู่

แรงจูงใจในการทำงานนั้นผูกกับงานเฉพาะอย่าง ไม่ใช่กับทุกอย่างในชีวิตการทำงาน พนักงานที่รู้สึกมีพลังมากเวลานำเสนองานต่อลูกค้าด้วยดวงตาเป็นประกาย ไม่ได้หมายความว่าเขาจะมีพลังเท่ากันตอนต้องจัดไฟล์ เขียนรายงาน หรือนั่งอยู่ในคณะกรรมการที่ไม่เกี่ยวกับงานของเขาเลย

และเมื่อพนักงานที่มีแรงจูงใจสูงถูกดึงออกจากงานที่ตัวเองรัก นักวิจัยพบว่าความสุขของพวกเขาลดลงมากกว่าเพื่อนร่วมงานที่มีแรงจูงใจต่ำกว่าถึงสามเท่า


ผลงานจะแย่ลงด้วย

งานวิจัยนี้ยังพบอีกว่าการโหลดงานพิเศษให้กับคนที่ขยัน และมีพลังในการทำงานมากที่สุด ไม่ได้แค่ทำให้เขาเหนื่อยเพิ่มขึ้น แต่ยังทำให้ผลงานหลักของเขาแย่ลงด้วย

ในการทดลองหนึ่ง พนักงานที่มีแรงจูงใจสูงถูกเลือกให้รับงานพิเศษแทรกเข้ามาระหว่างทำงานหลักที่มีโบนัสรออยู่ ถึง 74% ของเวลาทั้งหมด ผลคือผลงานหลักของเขาแย่ลงอย่างมีนัยสำคัญ และโอกาสได้รับโบนัสลดลงตามไปด้วย ทั้งที่ผู้จัดการเลือกเขาเพราะคิดว่าเขาเก่งที่สุด

กล่าวคือ ผู้จัดการกำลังใช้ความขยันของพนักงานเป็นเหตุผลในการมอบงานพิเศษ แต่งานพิเศษนั้นกลับทำให้ผลงานหลักของเขาแย่ลง มันเป็นวงจรที่ทำร้ายทั้งพนักงานและองค์กรไปพร้อมกัน

เมื่อนักวิจัยลองแจกจ่ายงานพิเศษให้เท่าเทียมกันขึ้น คือจาก 70/30 เป็น 50/50 พบว่าพนักงานที่มีแรงจูงใจต่ำกว่าไม่ได้รู้สึกแย่ขึ้นเลย แต่ความพึงพอใจของพนักงานที่มีแรงจูงใจสูงกลับดีขึ้นอย่างชัดเจน — การแก้ปัญหานี้ไม่มีผู้แพ้ มีแต่ผู้ได้


สามสิ่งที่ผู้จัดการทำได้ทันที

ข่าวดีคือนี่ไม่ใช่ปัญหาโครงสร้างที่ต้องใช้เวลาหลายปีในการแก้ มันเป็นพฤติกรรมที่เปลี่ยนได้ด้วยวิธีที่ง่ายมาก

01  จดบันทึกว่ามอบหมายงานพิเศษให้ใครบ้าง

เพียงแค่ทำให้ผู้จัดการ “เห็น” พฤติกรรมของตัวเองก็ช่วยได้มาก เพราะผู้จัดการส่วนใหญ่ในงานวิจัยไม่รู้เลยว่าตัวเองกำลังแจกงานอย่างไม่สมดุล แค่มีสเปรดชีตหรือโน้ตสั้นๆ ว่าครั้งที่แล้วใครรับงานพิเศษไป ก็ช่วยให้การตัดสินใจครั้งต่อไปยุติธรรมขึ้น

02  ตัดสินใจเรื่องงานพิเศษเป็นชุด ไม่ใช่ทีละครั้ง

เมื่อผู้จัดการตัดสินใจมอบหมายงานหลายงานพร้อมกัน แทนที่จะตัดสินใจทีละงานในแต่ละครั้งที่งานเข้ามา พวกเขามีแนวโน้มที่จะกระจายงานได้ยุติธรรมกว่ามาก เพราะมองเห็นภาพรวมได้ดีกว่า

03  ปรับความเข้าใจเรื่อง burnout

เพียงแค่บอกให้ผู้จัดการรู้ว่า “แรงจูงใจสูงไม่ได้แปลว่าทนต่อแรงกดดันได้ไม่จำกัด” ก็ทำให้การแจกจ่ายงานยุติธรรมขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ไม่ต้องใช้โปรแกรมฝึกอบรมราคาแพง ไม่ต้องปรับโครงสร้างทีม แค่เปลี่ยนความเชื่อก็เพียงพอ


คำถามที่ผู้จัดการทุกคนควรถามตัวเอง

องค์กรส่วนใหญ่ลงทุนอย่างมากเพื่อสร้างพนักงานที่มีความผูกพันกับงาน แต่กลับปล่อยให้ผู้จัดการทำลายการลงทุนนั้นทีละนิดผ่านนิสัยการมอบหมายงานที่ดูเหมือนสมเหตุสมผล แต่ความจริงไม่ใช่ การดึงพวกเขาออกจากงานที่รักบ่อยๆ ไม่ได้ใช้ประโยชน์จากความขยันของพวกเขา แต่กำลังกัดกินมัน

“ครั้งล่าสุดที่มีงานพิเศษเข้ามา ใครในทีมได้รับมันไป และนั่นยุติธรรมหรือเปล่า?”

โดย ประคัลภ์ ปัณฑพลังกูร | ที่ปรึกษาด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล | Think People Consulting

OKR กับ KPI ต่างกันตรงไหน ถ้าตัวเลขมันเหมือนกันทุกตัว

บทความ · HR Management · Performance Management

⬛ HR Insight

OKR กับ KPI ต่างกันตรงไหน ถ้าตัวเลขมันเหมือนกันทุกตัว

“ถ้าดูแค่ตัวเลข มันคือตัวเลขเดียวกันทุกตัว ไม่มีตัวเลขไหนที่บอกได้ว่านี่คือ OKR และนี่คือ KPI ถ้าดูแค่หน้าเอกสาร”


คุณเคยสงสัยไหมครับว่า ทำไมองค์กรที่ “ทำ OKR” กับองค์กรที่ “ใช้ KPI” ถึงตั้งตัวเลขออกมาหน้าตาเหมือนกันแทบทุกตัว

ยอดขายแปดล้านต่อเดือน ลูกค้าใหม่ยี่สิบราย อัตราการต่อสัญญาแปดสิบเปอร์เซ็นต์ ไม่ว่าจะเรียกว่า Key Result หรือ KPI มันก็คือตัวเลขเดิมครับ อยู่ในเอกสารเดิม ประชุมรีวิวเดิม แล้วก็ผูกกับโบนัสเดิม

ถ้านั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นในองค์กรของคุณ ผมอยากบอกตรงๆ ครับว่า คุณไม่ได้ทำ OKR หรอก คุณแค่เปลี่ยนชื่อ KPI แล้วเรียกมันว่า OKR เท่านั้นเอง


ลองดูตัวเลขเดียวกันในสองระบบ

สมมติว่าองค์กรหนึ่งมีทีมขายสองชุดครับ ชุดแรกใช้ระบบ OKR ชุดที่สองใช้ระบบ KPI แบบดั้งเดิม

ทีม OKR ตั้งไว้แบบนี้

Objective: กลายเป็นทีมขายที่ลูกค้าไว้วางใจ ไม่ใช่แค่ทีมที่ปิดดีลเก่ง

Key Result 1: อัตราการต่อสัญญาของลูกค้าเดิมเพิ่มจากหกสิบเปอร์เซ็นต์เป็นแปดสิบเปอร์เซ็นต์ภายในไตรมาสนี้

Key Result 2: ลูกค้าใหม่ยี่สิบรายต่อเดือน

Key Result 3: ยอดขายรวมแปดล้านบาทต่อเดือน

ทีม KPI ตั้งไว้แบบนี้

ตัวชี้วัดที่หนึ่ง: อัตราการต่อสัญญาไม่ต่ำกว่าแปดสิบเปอร์เซ็นต์

ตัวชี้วัดที่สอง: ลูกค้าใหม่ยี่สิบรายต่อเดือน

ตัวชี้วัดที่สาม: ยอดขายรวมแปดล้านบาทต่อเดือน

ผมจะถามตรงๆ ครับว่า คุณเห็นความต่างไหม

เพราะถ้าดูแค่ตัวเลข มันคือตัวเลขเดียวกันทุกตัวครับ แปดสิบเปอร์เซ็นต์ก็คือแปดสิบเปอร์เซ็นต์ ยี่สิบรายก็คือยี่สิบราย แปดล้านก็คือแปดล้าน ไม่มีตัวเลขไหนที่บอกได้ว่านี่คือ OKR และนี่คือ KPI ถ้าดูแค่หน้าเอกสาร


แล้วความต่างอยู่ที่ไหน

มันอยู่ที่สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากตั้งตัวเลขเหล่านั้นครับ

ในระบบ KPI แบบดั้งเดิม ตัวเลขพวกนี้จะถูกตั้งต้นปีและอยู่อย่างนั้นจนสิ้นปี ผู้จัดการจะดึงมาคุยปลายปีเพื่อตัดสินว่าใครได้ขึ้นเงินเดือน ใครได้โบนัส ใครต้องเข้าแผน PIP ระหว่างทางไม่มีใครพูดถึงมันอีก นอกจากตอนที่ตัวเลขตกหนักจนผู้บริหารต้องเรียกประชุมด่วน

ในระบบ OKR ที่ทำถูกต้อง ตัวเลขเดียวกันนี้จะถูกทบทวนทุกสองสัปดาห์หรือทุกเดือน ไม่ใช่เพื่อตัดสิน แต่เพื่อถามว่า “ตอนนี้เราอยู่ตรงไหน เราเรียนรู้อะไร และเราต้องปรับอะไรบ้าง” ถ้าไตรมาสนี้ทำได้แค่เจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์ มันไม่ใช่ความล้มเหลวที่ต้องปิดบัง แต่คือข้อมูลที่ต้องเอามาคุยกันครับ

ระบบ KPI บอกว่า “ทำได้หรือเปล่า” — ระบบ OKR ที่ดีถามว่า “ทำได้แค่ไหน และเรียนรู้อะไรจากมัน” ความต่างนั้นไม่ได้อยู่ในเอกสารครับ มันอยู่ในห้องประชุม มันอยู่ในวิธีที่ผู้จัดการพูดกับทีม และมันอยู่ในวัฒนธรรมที่องค์กรสร้างขึ้น


สิ่งที่คนมักทำผิดจนชินแล้ว

เรื่องแรกที่ทำลาย OKR เร็วที่สุดคือการผูกมันกับเงินครับ

ฟังดูสมเหตุสมผลมากใช่ไหม ตั้ง OKR แล้วก็ผูกกับโบนัส ใครทำได้ก็ได้เงิน ใครทำไม่ได้ก็เสียเงิน ดูเหมือนจะยุติธรรม ดูเหมือนจะทำให้คนจริงจัง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงคือตรงกันข้ามครับ เมื่อ OKR ผูกกับโบนัส คนจะตั้งเป้าให้ “ทำได้แน่ๆ” ไม่มีใครกล้าตั้งเป้าที่ท้าทายจริงๆ ไม่มีใครยอมรับความเสี่ยง ทุกคนเลือกตัวเลขที่ปลอดภัย แล้ว OKR ก็กลายเป็นแค่ KPI ที่ใส่ชุดใหม่ครับ

เรื่องที่สองคือองค์กรตั้ง OKR แล้วลืมทบทวนครับ ตั้งต้นไตรมาส ปิดท้ายไตรมาส แต่ระหว่างนั้นไม่มีใครพูดถึงเลย OKR ที่ดีต้องการการสนทนาบ่อยๆ ต้องปรับได้เมื่อสถานการณ์เปลี่ยน ต้องใช้เพื่อเรียนรู้ ไม่ใช่เพื่อตัดสิน แต่ถ้าคุณเปิดไฟล์ OKR แค่สองครั้งต่อไตรมาส มันก็ไม่ต่างอะไรจากแผนงานที่ไม่มีใครอ่าน

เรื่องที่สามและเจ็บที่สุดคือวัฒนธรรมที่ลงโทษความล้มเหลวครับ John Doerr ผู้ที่นำ OKR จาก Intel มาสู่ Google บอกไว้ชัดเจนว่า ถ้าคุณทำ Key Results ได้ครบร้อยเปอร์เซ็นต์ทุกไตรมาส แสดงว่าคุณตั้งเป้าต่ำเกินไป OKR ที่ดีควรทำได้ราวหกสิบถึงเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์ เพราะมันถูกออกแบบมาให้ยากพอที่จะต้องเปลี่ยนวิธีคิดและวิธีทำงาน แต่ถ้าองค์กรของคุณมองคนที่ทำได้แค่เจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์ว่า “ทำงานไม่ได้เรื่อง” ผมรับประกันได้ครับว่าปีหน้าทุกคนจะตั้ง OKR ที่ทำได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ทุกตัว และนั่นแหละคือสัญญาณที่บอกว่าระบบของคุณตายแล้ว


แล้วจะเรียกอะไรก็ได้

ผมไม่ได้คลั่งไคล้คำว่า OKR ครับ และผมก็ไม่ได้คิดว่าองค์กรที่ไม่ใช้คำนี้จะบริหารผลงานได้แย่กว่า

ความจริงคือคุณจะเรียกว่า OKR หรือ KPI เชิงกลยุทธ์ หรือเป้าหมายองค์กร หรืออะไรก็แล้วแต่ มันไม่ได้สำคัญเท่ากับคำถามสามข้อนี้ครับ

01  คุณตั้งเป้าที่ท้าทายจริงๆ หรือเป้าที่ทำให้รอดปลอดภัย

ถ้าทุกคนในทีมทำได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ทุกไตรมาส คุณกำลังวัดประสิทธิภาพหรือวัดความกลัวครับ

02  คุณใช้ตัวเลขเพื่อเรียนรู้และปรับทิศทาง หรือใช้เพื่อตัดสินและลงโทษ

ระบบที่ดีทำให้คนอยากเปิดไฟล์เป้าหมายทุกสัปดาห์ ไม่ใช่กลัวจะเปิดมันทุกปลายปี

03  ผู้นำของคุณกล้าพูดว่า “เราทำได้แค่หกสิบเปอร์เซ็นต์ แต่เราเรียนรู้อะไรจากมัน” ไหม

หรือทุกคนแค่รอลุ้นว่าตัวเองจะได้โบนัสไหม

ถ้าคำตอบของคุณคือข้อหลังในทุกข้อ ผมอยากบอกตรงๆ ครับว่า ปัญหาของคุณไม่ได้อยู่ที่ว่าจะเรียกระบบว่าอะไร ปัญหาอยู่ที่วิธีที่ผู้นำองค์กรมองความล้มเหลว และนั่นคือสิ่งที่ไม่มีเฟรมเวิร์กไหนในโลกแก้ให้คุณได้ครับ นอกจากคุณจะแก้มันเองเท่านั้น

ลองถามตัวเองดูนะครับ

ระบบที่คุณใช้อยู่ตอนนี้ ไม่ว่าจะเรียกว่าอะไร มันส่งเสริมให้คนกล้าล้มเหลวเพื่อเรียนรู้ หรือมันส่งเสริมให้คนกลัวล้มเหลวจนไม่กล้าลอง

“OKR ไม่ได้ล้มเหลวเพราะชื่อ มันล้มเหลวเพราะวิธีที่ผู้นำมองความล้มเหลว”

โดย ประคัลภ์ ปัณฑพลังกูร | ที่ปรึกษาด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล | Think People Consulting

10 สัญญาณเตือน หัวหน้าเป็นพิษ และวิธีเอาตัวรอด ก่อนสุขภาพจิตจะพัง

เคยไหมครับที่ตื่นเช้ามาแล้วรู้สึกไม่อยากไปทำงาน ไม่ใช่เพราะเบื่องานที่ทำ แต่เป็นเพราะคน ที่เราต้องเจอ โดยเฉพาะคนที่เป็นหัวหน้าของเราเอง

อ่านเพิ่มเติม “10 สัญญาณเตือน หัวหน้าเป็นพิษ และวิธีเอาตัวรอด ก่อนสุขภาพจิตจะพัง”

ผู้นำที่ยอดเยี่ยมในสายตาของคุณเป็นแบบไหน

สวัสดีครับท่านผู้อ่านทุกท่าน วันนี้ผมอยากชวนคุยเรื่องที่ดูเหมือนจะเก่า แต่จริง ๆ แล้วมีมุมมองใหม่ ๆ เข้ามาให้เราได้อัปเดตกันอยู่เสมอ นั่นคือเรื่องของ ความเป็นผู้นำ (Leadership) ครับ

ผมเชื่อว่าถ้าผมถามว่า ผู้นำที่ดีเป็นอย่างไร ทุกคนคงมีภาพในหัวไม่เหมือนกัน บางคนอาจจะนึกถึงหัวหน้าที่เก่งงานมาก ๆ หรือบางคนอาจจะนึกถึงหัวหน้าที่ใจดีสุด ๆ

อ่านเพิ่มเติม “ผู้นำที่ยอดเยี่ยมในสายตาของคุณเป็นแบบไหน”

บลอกที่ WordPress.com .

ขึ้น ↑