AI กับ ใจ ของคนทำงาน เรื่องใหญ่ที่หลายองค์กรกำลังมองข้าม

สวัสดีครับท่านผู้อ่านทุกท่าน

ช่วงปีสองปีมานี้ ผมเชื่อว่าไม่มีหัวข้อไหนจะร้อนแรงไปกว่าเรื่องของ Generative AI อีกแล้วนะครับ ทุกองค์กรต่างทุ่มเททรัพยากร มหาศาลเพื่อหาคำตอบว่า AI จะมาเปลี่ยนวิธีการทำงานของเราอย่างไร” หรือ “เราจะเอา AI มาช่วยลดต้นทุนเพิ่มกำไรได้อย่างไร”

แต่สิ่งที่น่ากังวลก็คือ ในขณะที่เราโฟกัสไปที่ งาน เรากลับลืมโฟกัสที่ คน

มีข้อมูลที่น่าสนใจระบุว่า ในปี 2026 นี้ ผลกระทบของ AI ต่อ Mental Fitness หรือสุขภาวะทางจิตใจ อารมณ์ และความคิด จะกลายเป็นปัญหาเร่งด่วนที่องค์กรต้องเผชิญ ซึ่งเรื่องนี้ไม่ได้เป็นแค่เรื่องของความเหนื่อยล้าทั่วไป แต่มันลึกซึ้งกว่านั้นครับ

1. เมื่อสมองเรา “ฝ่อ” เพราะพึ่งพา AI มากเกินไป

เราเริ่มเห็นหลักฐานมากขึ้นเรื่อย ๆ ครับว่า การใช้ Generative AI ต่อเนื่องเป็นเวลานานอาจส่งผลเสียต่อระบบความคิดของเรา ตั้งแต่ภาวะ “Cognitive Atrophy” หรือแปลเป็นไทยว่า อาการสมองฝ่อทางความคิด เพราะเราเลิกคิดเอง เลิกวิเคราะห์เอง แล้วปล่อยให้ AI คิดให้ ตัดสินใจให้ทั้งหมด ไปจนถึงภาวะที่เรียกว่า “AI Psychosis” หรือความสับสนในการแยกแยะความจริงออกจากการประมวลผลของเครื่องจักรว่าอันไหนจริง อันไหน AI ทำขึ้นมากันแน่

ลองจินตนาการดูนะครับ ถ้าพนักงานของเราไม่สามารถตัดสินใจเรื่องยาก ๆ ได้ด้วยตัวเองอีกต่อไป เพราะเคยชินกับการ Prompt ถาม AI อย่างเดียว สภาพองค์กรเราในอนาคตจะเป็นอย่างไร

2. ช่องว่างที่อันตราย 91% ของผู้นำไอทีไม่ได้มองเรื่อง “พฤติกรรม”

ที่น่าตกใจคือ ผลสำรวจจาก Gartner พบว่า 91% ของ CIO และผู้นำด้านไอที ยอมรับว่าองค์กรแทบไม่ได้ใช้เวลาในการตรวจสอบ “ผลกระทบด้านพฤติกรรม” ที่เกิดจากการใช้ AI เลย

เรามองแค่ว่า โปรแกรมรันได้ไหม งานเสร็จเร็วขึ้นไหม แต่เราไม่ได้ดูเลยว่า พนักงานที่นั่งอยู่หน้าจอนั้น เขารู้สึกโดดเดี่ยวมากขึ้นไหม เขามีความเครียดสะสมจากการต้องไล่ตามความเร็วของ AI หรือเปล่า หรือเขากำลังสูญเสียความภูมิใจในเนื้องานของตัวเองไปหรือไม่

ช่องว่างตรงนี้แหละครับ ที่จะนำไปสู่ความสูญเสียทั้งด้านความเป็นอยู่ (Well-being) และท้ายที่สุดคือประสิทธิภาพการทำงาน (Productivity) ที่เราอุตส่าห์เร่งสร้างมา

3. ความเสี่ยงด้านกฎหมายที่คาดไม่ถึง

อีกประเด็นที่ผู้นำองค์กรต้องระวังคือ ความรับผิดชอบ ครับ ในอนาคตอันใกล้ เราอาจเห็นการฟ้องร้องที่ปัจจุบันยังไม่มีใน Risk Assessment เช่น

  • ครอบครัวพนักงานฟ้องร้ององค์กร หาก AI ที่บริษัทจัดหาให้มีพฤติกรรมหรือคำแนะนำที่ชี้นำพนักงานไปในทางที่ทำลายตัวเอง
  • พนักงานโต้แย้งการถูกไล่ออก จากพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม โดยอ้างว่าเขาแค่ทำตาม “คำแนะนำ” ของเครื่องมือ AI ที่บริษัทบังคับให้ใช้

คำถามสำคัญคือ “ใครต้องรับผิดชอบ?” ระหว่างพนักงาน ผู้นำของบริษัท หรือผู้พัฒนา AI

บทสรุปสำหรับผู้บริหารและ HR

ในฐานะที่ผมคลุกคลีกับเรื่องการบริหารคนมานาน ผมอยากฝากข้อคิดไว้ว่า องค์กรที่ประสบความสำเร็จในยุค AI ไม่ใช่แค่คนที่นำเทคโนโลยีมาใช้ได้เร็วที่สุด แต่คือองค์กรที่สามารถ “รักษาความเป็นมนุษย์” ไว้ได้ดีที่สุดครับ

ก่อนที่ปัญหาเรื่องสุขภาพจิตจะกัดเซาะประสิทธิภาพขององค์กรไปมากกว่านี้ เราควรเริ่มทำอะไรบ้าง

  1. Monitor พฤติกรรม อย่าดูแค่ Output แต่ดู คนทำงานด้วย ความรู้สึกของคนทำงาน ทั้งร่างกายและจิตใจ
  2. กำหนดขอบเขตการใช้ ให้ AI เป็นผู้ช่วย ไม่ใช่ผู้บงการ เพื่อรักษาทักษะการคิดวิเคราะห์ (Critical Thinking) ของพนักงานไว้
  3. สร้างความตระหนักรู้ ให้ความรู้พนักงานเกี่ยวกับผลกระทบด้านจิตวิทยาของการใช้ AI อย่างต่อเนื่อง

อย่าให้ AI มาช่วยงานเราจนเราสูญเสียความเป็นคนไปนะครับ เพราะทรัพยากรที่ล้ำค่าที่สุดขององค์กร ไม่ใช่คอมพิวเตอร์ที่เร็วที่สุด แต่คือพนักงานที่มีสุขภาพกายและใจที่แข็งแรงที่สุดต่างหากครับ

พบกันใหม่บทความหน้าครับ

ใส่ความเห็น

บลอกที่ WordPress.com .

ขึ้น ↑