องค์กรที่ไม่มีระบบประเมินค่างาน กำลังจ่ายต้นทุนที่มองไม่เห็นอยู่ทุกวัน

บทความ · HR Management · Job Evaluation

⬛ HR Insight

องค์กรที่ไม่มีระบบประเมินค่างาน กำลังจ่ายต้นทุนที่มองไม่เห็นอยู่ทุกวัน

“องค์กรที่ไม่มีระบบประเมินค่างาน ไม่ได้แปลว่าไม่มีปัญหา แต่แปลว่ากำลังจ่ายต้นทุนอยู่เงียบๆ โดยไม่รู้ตัว”


พนักงานคนหนึ่งทำงานกับบริษัทมาเจ็ดปี เป็นคนที่ใครๆ ก็ไว้ใจ งานไม่เคยพลาด อยู่จนกระบวนการหลายอย่างแทบจะอยู่ในหัวเขาคนเดียว

วันหนึ่งเขาบังเอิญเห็นเอกสารที่ไม่ควรเห็น เป็นข้อมูลเงินเดือนของรุ่นน้องที่เพิ่งเข้ามาทำงานได้แปดเดือน ตำแหน่งเดียวกับเขา ขอบเขตงานก็พอๆ กัน แต่เงินเดือนของรุ่นน้องคนนั้นมากกว่าเขาเกือบหมื่นบาท

เขาเดินไปถาม HR ด้วยคำถามง่ายๆ ว่าทำไม คำตอบที่ได้คือ “ตอนที่รับน้องเข้ามา ตลาดมันสูงน่ะพี่ ก็เลยต้องให้ตามนั้น”

นั่นคือคำตอบเดียวที่บริษัทมีให้ ไม่มีหลักการ ไม่มีเหตุผลที่อ้างอิงได้ มีแค่ “จังหวะตลาด” ที่ตัวเขาเองก็ควบคุมอะไรไม่ได้

อีกสามเดือนต่อมา เขายื่นใบลาออก บริษัทเสียคนที่อยู่มาเจ็ดปีไป ไม่ใช่เพราะเงินเดือนน้อย แต่เพราะไม่มีใครตอบเขาได้ว่าทำไมเขาถึงได้น้อยกว่าคนที่เพิ่งเข้ามา

เรื่องแบบนี้ไม่ใช่เรื่องแปลก ผมเห็นมันเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในหลายองค์กร และเกือบทุกครั้งรากของปัญหาอยู่ที่จุดเดียวกัน นั่นคือองค์กรไม่มีเครื่องมือที่ตอบได้ว่างานแต่ละตำแหน่งมีค่าเท่าไร เครื่องมือที่ว่านี้เรียกว่า “การประเมินค่างาน”


ประเมินค่างานคืออะไรกันแน่

ถ้าให้อธิบายสั้นที่สุด การประเมินค่างานคือการสร้าง “ไม้บรรทัด” ขึ้นมาวัดว่าตำแหน่งงานแต่ละตำแหน่งในองค์กรมีค่ามากน้อยต่างกันแค่ไหน ด้วยเกณฑ์ชุดเดียวกันทั้งบริษัท

สิ่งที่เราวัดคือ “งาน” ไม่ใช่ “คน” เราไม่ได้ตัดสินว่าใครเก่งใครขยัน แต่ดูที่เนื้องานล้วนๆ ว่าตำแหน่งนั้นเรียกร้องความรู้ ทักษะ และการบริหารมากแค่ไหน ต้องสื่อสารและประสานงานกับใครบ้าง ต้องเจอปัญหาที่ซับซ้อนและตัดสินใจเรื่องยากเพียงใด และแบกความรับผิดชอบกับผลกระทบต่อองค์กรหนักขนาดไหน

พอมีไม้บรรทัดอันเดียวกันวัดทุกตำแหน่ง องค์กรก็จะตอบได้ว่าตำแหน่งไหนควรอยู่สูงกว่ากัน ด้วยเหตุผล ไม่ใช่ด้วยความรู้สึกหรือด้วยว่าใครต่อรองเก่งกว่า กลับไปที่เรื่องเปิดของบทความนี้ ถ้าบริษัทนั้นมีไม้บรรทัดแบบนี้ HR คงตอบพนักงานเจ็ดปีคนนั้นได้ทันทีว่างานของเขากับรุ่นน้องอยู่ระดับเดียวกันหรือไม่ และถ้าอยู่ระดับเดียวกันจริง ความต่างเกือบหมื่นบาทนั้นก็คงไม่เกิดขึ้นตั้งแต่แรก

ยุคนี้ยังจำเป็นอยู่ไหม

ผมเจอผู้บริหารบางคนที่มองว่าการประเมินค่างานเป็นเรื่องเก่า เป็นระบบยุคที่องค์กรยังมีโครงสร้างแน่นิ่ง แต่วันนี้ทุกอย่างเปลี่ยนเร็ว ตำแหน่งใหม่เกิดขึ้นตลอด งานบางอย่างถูกแทนที่ด้วยเทคโนโลยีและ AI แล้วเครื่องมือเก่าแบบนี้จะยังตอบโจทย์อยู่หรือ

ผมคิดตรงกันข้ามเลยครับ ยิ่งโลกเปลี่ยนเร็ว องค์กรยิ่งต้องการไม้บรรทัดที่นิ่งและอธิบายได้มากขึ้น ไม่ใช่น้อยลง เพราะเมื่อมีตำแหน่งใหม่เกิดขึ้น คำถามแรกที่ตามมาคือควรให้เงินเดือนเท่าไร ถ้าไม่มีหลักวัด ก็ได้แต่เดาหรือจ่ายตามที่ผู้สมัครขอ และเมื่องานเก่าถูกเปลี่ยนรูปด้วยเทคโนโลยี เราก็ต้องประเมินใหม่ว่าค่าของมันเปลี่ยนไปอย่างไร ทั้งหมดนี้ทำไม่ได้เลยถ้าไม่มีระบบรองรับ

และที่ทำให้มันจำเป็นกว่าเดิมคือคลื่นความโปร่งใสด้านค่าตอบแทนที่กำลังมาถึง วันที่พนักงานเริ่มพูดคุยเรื่องเงินเดือนกันอย่างเปิดเผยมากขึ้น องค์กรที่ไม่มีหลักการรองรับจะตอบคำถามไม่ได้ และความเงียบนั้นจะกลายเป็นปัญหาทันที

ทำแล้วได้อะไร

ประโยชน์ที่เห็นชัดที่สุดคือองค์กรจะมีคำตอบให้กับทุกตัวเลข เวลาพนักงานถามว่าทำไมตำแหน่งนี้ได้เท่านี้ จะมีเหตุผลที่อธิบายได้ ไม่ใช่ความเงียบหรือคำแก้ตัว

ถัดมาคือการวางโครงสร้างเงินเดือนที่อ้างอิงตลาดได้อย่างมีหลัก เพราะเมื่อรู้ว่าตำแหน่งไหนอยู่ระดับใด เราถึงจะเทียบกับตลาดได้ถูกคู่ และตัดสินใจได้ว่าควรจ่ายเท่าตลาดหรือสูงกว่าด้วยเหตุผลอะไร

ที่ลึกกว่านั้นคือ ระดับงานที่ได้จากการประเมินค่างานจะกลายเป็นฐานให้กับงานบริหารคนเรื่องอื่นต่อไป ทั้งเส้นทางความก้าวหน้า การเลื่อนตำแหน่ง และการเชื่อมผลงานกับค่าตอบแทน ทุกอย่างวางอยู่บนฐานเดียวกันนี้

แล้วถ้าไม่มี จะเจออะไรบ้าง

ตรงนี้คือหัวใจที่ผมอยากให้ผู้บริหารเห็นภาพ เพราะองค์กรที่ไม่มีระบบประเมินค่างานไม่ได้แปลว่า “ไม่มีปัญหา” แต่แปลว่า “กำลังจ่ายต้นทุนอยู่เงียบๆ โดยไม่รู้ตัว”

อย่างแรกคือเงินเดือนเฟ้อแบบที่ควบคุมไม่ได้ เมื่อไม่มีเพดานหรือกรอบอ้างอิง การจ่ายก็เป็นไปตามแรงต่อรองของแต่ละคน ใครต่อรองเก่งก็ได้มาก ใครขู่ลาออกก็ได้ปรับ ผ่านไปไม่กี่ปีต้นทุนค่าจ้างก็พองขึ้นโดยไม่มีใครอธิบายได้ว่ามันพองเพราะอะไร

อย่างที่สองคือการเสียคนเก่งไปแบบที่เรื่องเปิดของบทความนี้เล่าให้เห็น คนเราทนกับเงินเดือนที่ไม่ได้สูงลิ่วได้ แต่ทนกับความรู้สึกว่าถูกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมไม่ได้ และความไม่เป็นธรรมที่เจ็บที่สุดคือแบบที่ไม่มีใครอธิบายเหตุผลได้

อย่างที่สามคือการเลื่อนตำแหน่งและขึ้นเงินเดือนที่กลายเป็นเรื่องของความสัมพันธ์มากกว่าผลงาน เมื่อไม่มีหลักว่าตำแหน่งไหนมีค่าเท่าไร การตัดสินใจก็ตกอยู่กับดุลยพินิจ ใครสนิทกับผู้บริหารหรือเสียงดังกว่าก็มักได้ก่อน คนที่ตั้งใจทำงานเงียบๆ ก็ค่อยๆ หมดกำลังใจ

อย่างที่สี่คือองค์กรตัดสินใจเรื่องคนด้วยการเดา จะรับคนใหม่ควรให้เท่าไร จะปรับโครงสร้างทีมควรขยับใครขึ้นลงอย่างไร จะวางงบค่าจ้างปีหน้าเท่าไร คำถามเหล่านี้ตอบด้วยความรู้สึกทั้งหมด เพราะไม่มีข้อมูลเชิงระบบให้ยึด

และอย่างสุดท้ายที่อันตรายที่สุดในเวลานี้ คือเมื่อความโปร่งใสด้านค่าตอบแทนมาถึง องค์กรที่ไม่มีฐานรองรับจะเหมือนถูกเปิดไฟในห้องที่ไม่เคยจัด ความเหลื่อมล้ำที่สะสมมาเป็นสิบปีจะถูกมองเห็นพร้อมกันหมดในวันเดียว และวันนั้นจะแก้ไม่ทัน


ก่อนจะสายเกินไป

ความจริงที่ผมอยากฝากไว้คือ องค์กรที่คิดว่าตัวเอง “ยังไม่มีปัญหาเรื่องค่าตอบแทน” จำนวนมาก จริงๆ แล้วแค่ยังไม่เห็นปัญหาที่ก่อตัวอยู่ใต้พื้นผิว ทุกการปรับเงินตามแรงต่อรอง ทุกการจ่ายที่ไม่มีหลัก กำลังสะสมเป็นหนี้ที่จะมาเรียกเก็บในวันที่คนเริ่มเปรียบเทียบกัน

นี่คือเหตุผลที่ผมออกแบบระบบประเมินค่างานของ Think People หรือที่เราเรียกว่า Think People Evaluation System (TPE) ให้ยึดหลักที่เรียบง่ายและอธิบายได้ คือประเมินค่างานจากสี่มิติ ได้แก่ ความรู้ ทักษะ และการบริหาร, การสื่อสาร, ความซับซ้อนและการตัดสินใจ, และความรับผิดชอบกับผลกระทบต่อองค์กร โดยตั้งใจให้เป็นระบบที่ HR เข้าใจและใช้เองได้ และที่สำคัญที่สุดคืออธิบายให้พนักงานเข้าใจได้ เพราะระบบที่ดีไม่ควรซับซ้อนจนต้องพึ่งที่ปรึกษาตลอดเวลา

ลองกลับไปนึกถึงพนักงานเจ็ดปีคนนั้นอีกครั้งนะครับ องค์กรไม่ได้เสียเขาไปเพราะจ่ายน้อย แต่เสียเขาไปเพราะตอบเขาไม่ได้

คำถามที่ผมอยากฝากผู้บริหารทุกคนคือ ในองค์กรของคุณตอนนี้ มีพนักงานอีกกี่คนที่กำลังรอคำตอบเดียวกันนี้อยู่เงียบๆ และคุณยังมีเวลาอีกแค่ไหน ก่อนที่เขาจะเลิกถาม แล้วเดินออกไปเอง

โดย ประคัลภ์ ปัณฑพลังกูร | ที่ปรึกษาด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล | Think People Consulting

ก่อนจะโปร่งใสเรื่องค่าจ้างได้ ต้องตอบให้ได้ก่อนว่า “งานไหนมีค่าเท่าไร”

บทความ · HR Management · Pay Transparency

⬛ HR Insight

ก่อนจะโปร่งใสเรื่องค่าจ้างได้ ต้องตอบให้ได้ก่อนว่า “งานไหนมีค่าเท่าไร”

“ความเป็นธรรมต้องเริ่มจากภายในก่อนเสมอ เข้าใจค่าของงานในบ้านเราเองให้ได้ แล้วการมองออกไปข้างนอกถึงจะมีความหมาย”


ผมมีคำถามอยู่ไม่กี่ข้อที่ชอบถามผู้บริหารเวลาเริ่มคุยเรื่องค่าตอบแทน คำถามพวกนี้ฟังดูง่ายมาก แต่ผมแทบไม่เคยได้คำตอบที่หนักแน่นเลย

ทำไมตำแหน่งนี้ถึงได้เงินเดือนเท่านี้?

ทำไมตำแหน่งนี้ถึงได้มากกว่าอีกตำแหน่งหนึ่ง ทั้งที่อยู่ระดับเดียวกัน?

ถ้าพนักงานเดินมาถามตรงๆ ว่า “ทำไมผมถึงได้เท่านี้ครับ” คุณตอบเขาด้วยอะไร — ด้วยหลักการ หรือด้วยความรู้สึก?

ส่วนใหญ่คำตอบที่ผมได้รับมักจะเป็นทำนองว่า “ก็ตอนรับเข้ามาเขาขอมาเท่านี้” หรือ “ตำแหน่งนี้ตลาดให้ประมาณนี้” หรือบางทีก็เงียบไปเลย

อ่านเพิ่มเติม “ก่อนจะโปร่งใสเรื่องค่าจ้างได้ ต้องตอบให้ได้ก่อนว่า “งานไหนมีค่าเท่าไร””

Supermanager คืออะไร และองค์กรจะสร้างได้อย่างไร

บทความ · HR Management · Leadership

⬛ HR Insight

Supermanager คืออะไร และองค์กรจะสร้างได้อย่างไร

“AI ไม่ได้ขาดเครื่องมือ สิ่งที่ขาดคือผู้จัดการที่รู้ว่าจะเอา AI ไปทำอะไรกับทีม”


ลองนึกถึงผู้จัดการสองคนที่นั่งทำงานในอาคารเดียวกัน

คนแรกเริ่มวันใหม่ด้วยการประชุมติดตามงาน ตรวจ report รายสัปดาห์ และอนุมัติเอกสารที่ค้างอยู่ในกล่อง inbox เขาทำงานหนัก ไม่เคยขาดประชุม และรู้ทุกรายละเอียดของทีม

คนที่สองเริ่มวันด้วยการถามทีมว่า “สัปดาห์นี้เราจะทดลองอะไรได้บ้าง?” เขาไม่ได้รู้ทุกรายละเอียด แต่ทีมของเขาแก้ปัญหาได้เร็วกว่า กล้าเสนอไอเดียมากกว่า และรู้สึกว่างานมีความหมายกว่า

คนที่สองคือสิ่งที่ Gartner เรียกว่า “Supermanager”


ผู้จัดการแบบเดิมกับ Supermanager ต่างกันอย่างไร

ผู้จัดการแบบดั้งเดิมมีหน้าที่บริหารและควบคุมให้งานเดินตามแผน ซึ่งในโลกที่ไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก วิธีนี้ทำงานได้ดี

แต่ในยุคที่ AI เปลี่ยนวิธีทำงานทุกสัปดาห์ รูปแบบนั้นเริ่มไม่พอ

ผู้จัดการแบบดั้งเดิม

บริหารและควบคุมการทำงานตามขั้นตอนที่กำหนด รอคำสั่งจากข้างบนแล้วส่งต่อลงมา

✓ Supermanager

เป็นตัวเร่งปฏิกิริยา สร้างเงื่อนไขให้ทีมคิด ทดลอง และขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงจากข้างล่างขึ้นไปข้างบน


5 ลักษณะที่บอกว่าใครคือ Supermanager

ไม่ใช่เรื่องของบุคลิกหรือความสามารถพิเศษส่วนตัว แต่เป็นเรื่องของพฤติกรรมที่ฝึกได้

01  ให้อำนาจทีมตัดสินใจ

ผู้จัดการทั่วไปมักรู้สึกว่าการตัดสินใจคือหน้าที่ของตัวเอง เพราะนั่นคือสิ่งที่ทำให้รู้สึกว่า “กำลังทำงานอยู่” Supermanager มองต่างออกไป พวกเขาเชื่อว่าคนที่ทำงานอยู่กับปัญหาทุกวันรู้ดีกว่าคนที่นั่งอยู่ในห้องประชุม

ในทางปฏิบัติ พวกเขาตั้งคำถามก่อนให้คำตอบ บอกทิศทางแทนที่จะบอกวิธี และยอมรับว่าคำตอบของทีมอาจดีกว่าคำตอบของตัวเอง

02  สร้างวัฒนธรรมทดลอง

ในองค์กรส่วนใหญ่ ความล้มเหลวยังเป็นสิ่งที่ต้องซ่อน พนักงานรู้ดีว่าถ้าทดลองแล้วพลาด จะมีคำถามตามมา ผลที่ได้คือทุกคนทำแต่สิ่งที่ปลอดภัย Supermanager เปลี่ยนสมการนั้น พวกเขาพูดถึงความล้มเหลวของตัวเองก่อน เพื่อให้ทีมรู้ว่าการทดลองแล้วพลาดไม่ใช่เรื่องน่าอาย

นวัตกรรมที่มีคุณค่าที่สุดในองค์กรมักไม่ได้มาจากการประชุมเชิงกลยุทธ์ชั้นบน แต่มาจากพนักงานที่อยู่กับปัญหาจริงๆ ทุกวัน Supermanager รู้เรื่องนี้ จึงสร้างพื้นที่ให้ไอเดียเหล่านั้นได้ผุดขึ้นมาและถูกได้ยิน

03  ใช้ AI อย่างแท้จริง

มีผู้จัดการจำนวนมากที่รู้จักชื่อเครื่องมือ AI พูดถึงมันในที่ประชุม แต่ในชีวิตประจำวันยังทำงานแบบเดิมทุกอย่าง Supermanager ไม่ใช่แค่ “รู้จัก” AI แต่เอามันมาใช้จริงในงานของตัวเอง ตั้งแต่การสรุปข้อมูล การเตรียม feedback การติดตามผลงานทีม ไปจนถึงการวางแผน

ที่สำคัญกว่านั้นคือพวกเขาช่วยให้ทีมเห็นว่า AI ไม่ใช่ภัยคุกคาม แต่เป็นเครื่องมือที่ทำให้งานมีคุณค่ามากขึ้น เพราะเวลาที่ไม่ต้องทำงานซ้ำๆ ก็มีเวลาไปคิดเรื่องที่สำคัญกว่า

04  มีมุมมองเชิงนวัตกรรม

ผู้จัดการแบบเดิมมองบทบาทตัวเองว่าคือการส่งมอบผลลัพธ์ตามที่ได้รับมอบหมาย Supermanager มองบทบาทตัวเองว่าเป็นสะพานเชื่อมระหว่างเทคโนโลยีที่มีอยู่กับผลลัพธ์ทางธุรกิจที่ควรจะเป็น

พวกเขาไม่รอให้มีคนข้างบนบอกว่าต้องเปลี่ยนอะไร แต่มองอยู่เสมอว่าวิธีทำงานปัจจุบันมีจุดไหนที่ทำได้ดีกว่านี้ กระบวนการไหนที่ทำซ้ำๆ โดยไม่มีใครตั้งคำถาม และเทคโนโลยีที่มีอยู่สามารถช่วยได้อย่างไร การคิดแบบนี้ไม่ต้องการงบประมาณพิเศษ แต่ต้องการความกล้าที่จะตั้งคำถามกับสิ่งที่ทำอยู่

05  ทำสองอย่างพร้อมกัน

นี่คือลักษณะที่ยากที่สุดและสำคัญที่สุด ผู้จัดการส่วนใหญ่ต้องเลือกระหว่างการส่งมอบผลลัพธ์วันนี้กับการพัฒนาทีมและวิธีทำงานสำหรับวันพรุ่งนี้ เพราะเวลามีจำกัด และงานเร่งด่วนมักชนะงานสำคัญเสมอ

Supermanager ไม่มองว่าสองสิ่งนี้ขัดแย้งกัน พวกเขาฝึกทีมผ่านงานจริง ทดลองวิธีใหม่ไปพร้อมกับการส่งมอบงานเดิม และสร้างกระบวนการที่ดีขึ้นทีละนิดในทุกรอบของงาน ผลที่ได้ไม่ใช่แค่ทีมที่ทำงานได้ดีขึ้น แต่เป็นทีมที่เรียนรู้วิธีทำงานที่ดีขึ้นด้วยตัวเอง

ทั้งห้าข้อนี้ไม่ใช่บุคลิกภาพที่ติดตัวมาแต่กำเนิด แต่เป็นพฤติกรรมที่ฝึกได้ถ้าองค์กรออกแบบระบบให้รองรับ ซึ่งนั่นคือโจทย์ที่แท้จริงสำหรับ HR และผู้บริหารในวันนี้


แล้วองค์กรจะสร้าง Supermanager ได้อย่างไร

ปัญหาคือองค์กรส่วนใหญ่ยังออกแบบระบบให้ผู้จัดการทำงานแบบเดิม แล้วค่อยบอกให้พวกเขา “เปลี่ยนวิธีคิด” มันไม่ได้ผล

สิ่งที่ต้องเปลี่ยนมีสามเรื่องหลัก

ระบบประเมินผล — ถ้ายังวัดผู้จัดการด้วย KPI เดิม การควบคุมงาน และความถี่ในการรายงาน ก็อย่าหวังว่าพวกเขาจะกล้าให้อิสระทีมหรือยอมรับความล้มเหลวจากการทดลอง

การพัฒนาทักษะ — ทักษะของ Supermanager ทั้ง coaching, AI literacy และการนำการเปลี่ยนแปลง ไม่ได้เกิดจากการส่งไปอบรมสองวันแล้วจบ แต่ต้องฝึกในงานจริงอย่างต่อเนื่อง

ตัวอย่างจากผู้บริหาร — ถ้าผู้บริหารระดับสูงยังบริหารแบบเดิม ผู้จัดการก็จะทำตาม ไม่ว่าจะประกาศนโยบายอะไรก็ตาม


องค์กรของคุณพร้อมสร้าง Supermanager แล้วหรือยัง?

Gartner พบว่าองค์กรที่เปลี่ยนแปลงรูปแบบการบริหารควบคู่ไปกับการลงทุนด้าน AI ได้ผลตอบแทนสูงกว่าองค์กรที่ลงทุนด้าน AI แต่ไม่เปลี่ยนแปลงการบริหารอย่างชัดเจน เพราะ AI ไม่ได้ขาดเครื่องมือ สิ่งที่ขาดคือผู้จัดการที่รู้ว่าจะเอา AI ไปทำอะไรกับทีม

“ระบบที่ดีสร้างผู้จัดการที่ดี ระบบที่ไม่ดีทำลายผู้จัดการที่ดีได้เช่นกัน”

โดย ประคัลภ์ ปัณฑพลังกูร | ที่ปรึกษาด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล | Think People Consulting

พูดอย่างทำอย่าง พนักงานรู้ทันหมดแล้ว

บทความ · HR Management · Organizational Culture

⬛ HR Insight

พูดอย่างทำอย่าง พนักงานรู้ทันหมดแล้ว

“พนักงานไม่ได้ต้องการองค์กรที่สมบูรณ์แบบ พวกเขาต้องการองค์กรที่ซื่อสัตย์”


มีบริษัทแห่งหนึ่งที่ผมเคยเข้าไปให้คำปรึกษา ติดป้ายไว้ที่ล็อบบี้ว่า “พนักงานคือทรัพย์สินที่มีค่าที่สุดของเรา”

ห้าเดือนก่อนหน้านั้น พวกเขาตัดงบอบรมพนักงาน ยกเลิกโบนัสกลางปี และเพิ่มชั่วโมงทำงานโดยไม่บอกกล่าวล่วงหน้า

ป้ายยังติดอยู่ที่เดิม แต่ไม่มีใครเชื่อแล้ว


เมื่อองค์กรก็ “ถอนใจ” เหมือนกัน

เราคุ้นเคยกับคำว่าพนักงานที่ถอนตัวจากการทำงาน แต่มีงานวิจัยชิ้นหนึ่งจาก Psychology Today ที่ตั้งคำถามน่าสนใจว่า แท้จริงแล้ว ใครเริ่มก่อนกันแน่?

เมื่อบริษัทค่อยๆ ตัดการลงทุนในพนักงานอย่างเงียบๆ ไม่ว่าจะเป็นโปรแกรมสวัสดิภาพ สิทธิประโยชน์ หรือโอกาสพัฒนาตัวเอง พนักงานรับรู้ถึงการถอยนั้นได้ ความสัมพันธ์ที่เคยรู้สึกว่าองค์กรดูแลใส่ใจเริ่มกลายเป็นเพียงธุรกรรม และนั่นส่งสัญญาณชัดเจนว่าความพยายามที่เกินหน้าที่ไม่ได้รับการตอบแทนอีกต่อไป

พูดให้ตรงคือ บางครั้งพนักงานไม่ได้ “ถอนใจ” ก่อน แต่พวกเขาแค่ตอบสนองต่อสิ่งที่องค์กรทำกับพวกเขาอยู่เงียบๆ


ช่องว่างที่ 53%

จากการตรวจสอบวัฒนธรรมองค์กรปี 2025 ในหลายองค์กร พบว่า 53% ของพนักงานเชื่อว่าผู้บริหารระดับสูงไม่เข้าใจว่าวัฒนธรรมในองค์กรเป็นจริงๆ อย่างไร

ลองนึกภาพดูครับ ในองค์กรขนาด 1,000 คน นั่นหมายความว่ามีพนักงาน 530 คนที่มองผู้บริหารพูดถึงวัฒนธรรมองค์กร แล้วคิดในใจว่า “นั่นไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆ”

▸ พวกเขาไม่ได้พูดออกมาดังๆ

▸ พวกเขาแค่หยุดเชื่อ

▸ และเมื่อความเชื่อหายไป พฤติกรรมก็เปลี่ยนตามอย่างเงียบๆ


“Quiet Cracking” — ปรากฏการณ์ใหม่ที่น่ากังวลกว่า

ทุกคนรู้จักพนักงานที่ทำแค่พอผ่าน แต่ในปี 2025 มีคำใหม่ที่น่าสนใจกว่าเกิดขึ้น

ทำแค่พอผ่าน

การตัดสินใจอย่างมีสติว่า “ฉันจะทำแค่นี้พอ” เพราะรู้สึกว่าความพยายามเพิ่มเติมไม่ได้รับการตอบแทน

⚠ Quiet Cracking

คนกำลังพังทลายอยู่ข้างในโดยที่งานยังดูเดินต่อไปได้ตามปกติ — อันตรายกว่ามาก เพราะองค์กรมักไม่รู้จนกว่าจะสายเกินไป

มากกว่าครึ่ง (54%) ของพนักงานที่ถูกสำรวจในสหรัฐรายงานว่าเคยประสบกับสภาวะนี้ โดย 20% เผชิญอยู่บ่อยครั้งหรือต่อเนื่อง — และองค์กรส่วนใหญ่ไม่รู้จนกว่าคนที่ดีที่สุดในทีมจะส่งใบลาออกมาโดยไม่มีสัญญาณเตือน


ราคาของช่องว่างระหว่างคำพูดกับการกระทำ

หลายคนอาจคิดว่าเรื่องวัฒนธรรมองค์กรเป็นเรื่อง “นามธรรม” วัดยาก พิสูจน์ยาก แต่ตัวเลขพูดต่างออกไป

🎯  ต้นทุนที่วัดได้เมื่อพนักงานหมดใจ

01  ผลิตภาพหายไปกับเงิน

พนักงานที่ไม่มีส่วนร่วมกับงานส่งผลให้เศรษฐกิจสหรัฐสูญเสียผลิตภาพคิดเป็นมูลค่าประมาณ 1.9 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี ขณะที่บริษัทที่พนักงานมีส่วนร่วมสูงมีกำไรมากกว่าถึง 23%

02  ความไว้ใจพังเร็วกว่าที่คิด

ในแผนกที่มีการถอนตัวแพร่หลาย ความไว้วางใจลดลงถึง 41% ภายในเพียงหกเดือน ความเชื่อมั่นในความสามารถของผู้บริหารลดลง 47% และความเชื่อมั่นในความซื่อสัตย์ขององค์กรลดลง 39%

หกเดือน ไม่ใช่หกปี


ทำไมพนักงานถึงไม่พูด

ปัญหาหนึ่งที่ทำให้ช่องว่างนี้ขยายออกคือ พนักงานที่รู้สึกถึงความไม่สอดคล้องมักเลือกที่จะไม่พูดออกมา

“เมื่อพนักงานไม่รู้สึกว่าเสียงของตัวเองปลอดภัย ทุกฝ่ายเริ่มสร้างภาษาใหม่เพื่อกลบเกลื่อนและหลีกเลี่ยง แทนที่จะแก้ปัญหาที่รากเหง้าจริงๆ”

ผลที่ได้คือทุกคนรู้ว่ามีปัญหา แต่ไม่มีใครพูดถึงมันตรงๆ การประชุมดูราบรื่น แบบสอบถามความพึงพอใจให้คะแนนกลางๆ และผู้บริหารก็เข้าใจว่าทุกอย่างยังโอเค

จนกระทั่งคนดีที่สุดในทีมส่งใบลาออกมาโดยไม่มีสัญญาณเตือน


สิ่งที่องค์กรทำแทนการพูดตรงๆ

ในยุคที่แรงกดดันด้านผลงานสูงขึ้น สิ่งที่เกิดขึ้นในหลายองค์กรคือการส่งสัญญาณผ่านการกระทำโดยไม่ต้องพูดออกมา

🎯  สัญญาณที่องค์กรส่งโดยไม่รู้ตัว

▸ คาดหวังให้ตอบอีเมลนอกเวลางาน โดยไม่เคยบอกว่านั่นคือความคาดหวัง

▸ ให้งานเพิ่มเมื่อทีมเล็กลงหลังปลดพนักงาน โดยไม่เคยยอมรับว่ามีภาระเพิ่มขึ้น

▸ พูดถึงความสำคัญของ work-life balance ในสไลด์ Town Hall แต่ผู้จัดการที่กลับบ้านตรงเวลากลับไม่ได้รับการเลื่อนตำแหน่ง

พนักงานเรียนรู้จากการสังเกตพฤติกรรม ไม่ใช่จากนโยบาย พวกเขารู้ว่าอะไรคือสิ่งที่องค์กรต้องการจริงๆ แม้จะไม่มีใครพูดออกมาก็ตาม


องค์กรที่ผ่านช่วงนี้ได้ทำอะไรต่างออกไป

งานวิจัยจากการศึกษาองค์กรมากกว่า 44 แห่งพบว่า สิ่งที่ทำนายสุขภาพวัฒนธรรมองค์กรได้มากที่สุดสามประการคือ การที่พนักงานรู้สึกเชื่อมโยงกับเป้าหมาย ความรู้สึกว่าผู้นำใส่ใจพวกเขาจริงๆ และความสอดคล้องระหว่างค่านิยมที่ประกาศกับพฤติกรรมที่เกิดขึ้นจริง

สามข้อนี้ไม่มีข้อไหนที่ต้องใช้งบประมาณมาก แต่ทุกข้อต้องการความกล้าในการพูดตรงๆ

🎯  สิ่งที่ต้องพูดออกมาตรงๆ แทนการแกล้งทำ

01  ถ้าต้องการให้ทีมทำงานหนักขึ้น

บอกออกมา อย่าแกล้งทำเป็นว่าไม่ได้ขอ

02  ถ้าต้องลดสวัสดิการเพราะสภาพธุรกิจ

อธิบายเหตุผลให้ชัด อย่าหวังว่าพนักงานจะไม่สังเกต

03  ถ้าวัฒนธรรมองค์กรกำลังเปลี่ยนไป

ยอมรับการเปลี่ยนแปลงนั้น อย่าติดป้ายเดิมไว้ที่ล็อบบี้


พนักงานไม่ได้ต้องการองค์กรที่สมบูรณ์แบบ

พนักงานที่รู้สึกได้ยินและมีคุณค่ามีความเป็นอยู่ที่ดีกว่าถึง 47% แต่การได้ยินนั้นไม่ใช่แค่การเก็บ feedback แต่คือการมีการตอบสนองที่เห็นได้ชัดตามมา ความซื่อสัตย์ไม่ได้เริ่มจากนโยบายหรือ framework ใดๆ แต่เริ่มจากการที่ผู้นำกล้าพูดในสิ่งที่เป็นจริง แม้มันจะไม่ใช่สิ่งที่ทุกคนอยากได้ยิน

“เพราะพนักงานรู้ทันอยู่แล้ว เพียงแต่รอดูว่าองค์กรจะยอมรับมันหรือเปล่า”

โดย ประคัลภ์ ปัณฑพลังกูร | ที่ปรึกษาด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล | Think People Consulting

ปลดคนออกเพราะ AI คิดอย่างไรกับประโยคนี้บ้าง

บทความ · HR Management · Future of Work

⬛ HR Insight

ปลดคนออกเพราะ AI แต่ AI ยังมาไม่ถึง

“พาดหัวข่าวบอกว่าเป็นเพราะ AI แต่ถ้าอ่านสิ่งที่เขาพูดจริงๆ เขาบอกว่า ‘เราคาดว่า AI จะมาทำงานแทน’ ซึ่งยังไม่ได้เกิดขึ้น พวกเขาแค่หวัง”

Peter Cappelli, Wharton School

ต้นปี 2025 Jack Dorsey ผู้ก่อตั้ง Twitter ส่งจดหมายถึงผู้ถือหุ้นของ Block บริษัทฟินเทคของเขา ใจความสำคัญคือบริษัทจะลดจำนวนพนักงานจาก 10,000 คน เหลือไม่ถึง 6,000 คน

เหตุผล? AI

“ทีมที่เล็กลงอย่างมีนัยสำคัญ ใช้เครื่องมือที่เรากำลังสร้าง สามารถทำได้มากกว่าและทำได้ดีกว่า” เขาเขียนไว้เช่นนั้น

ฟังดูกล้าหาญ ฟังดูก้าวหน้า ฟังดูเหมือนผู้นำที่มองเห็นอนาคต

แต่ถ้าถามว่า AI ของ Block ทำงานแทนคน 4,000 คนได้จริงหรือยัง คำตอบที่ซื่อตรงที่สุดคือ ยังไม่มีใครรู้

อ่านเพิ่มเติม “ปลดคนออกเพราะ AI คิดอย่างไรกับประโยคนี้บ้าง”

บลอกที่ WordPress.com .

ขึ้น ↑