Burnout ของคนทำงาน ไม่ได้มีหน้าตาเหมือนกันทุกระดับ

บทความ · HR Management · Employee Wellbeing

⬛ HR Insight

Burnout ของคนทำงาน ไม่ได้มีหน้าตาเหมือนกันทุกระดับ

“คนทำงานส่วนใหญ่ไม่ได้หมดไฟเพราะไม่อยากทำงาน หลายคนหมดไฟเพราะอยากทำงานให้ดี แต่ระบบรอบตัวทำให้ต้องใช้พลังงานมากเกินไปกับสิ่งที่ไม่ควรต้องสิ้นเปลืองพลังขนาดนั้น”


Burnout หรือภาวะหมดไฟ ไม่ได้เกิดจากงานเยอะเพียงอย่างเดียวครับ

และไม่ได้มีหน้าตาเหมือนกันในทุกระดับขององค์กร พนักงานระดับต้นอาจหมดไฟจากความไม่ชัดเจน ผู้จัดการระดับกลางอาจหมดไฟจากแรงกดดันสองทาง ผู้บริหารอาจหมดไฟจากการต้องตัดสินใจในสิ่งที่ขัดกับใจ และผู้ก่อตั้งอาจหมดไฟเพราะแยกไม่ออกแล้วว่างานกับตัวตนต่างกันตรงไหน

ถ้ามองแบบนี้ วิธีแก้ก็ต้องเปลี่ยนไปด้วย ไม่ใช่แค่ส่งพนักงานไปอบรม Resilience หรือจัดกิจกรรมผ่อนคลายเป็นครั้งคราว แต่ต้องกลับมาถามว่างานที่เราออกแบบให้คนทำนั้นชัดเจนพอหรือไม่ และองค์กรกำลังให้รางวัลกับพฤติกรรมที่ทำให้คนหมดไฟอยู่หรือเปล่า


พนักงานระดับต้น หมดไฟเพราะไม่รู้ว่าควรทำอะไรก่อน

ในประสบการณ์ของผม พนักงานระดับต้นที่หมดไฟส่วนใหญ่ไม่ได้หมดไฟเพราะงานหนัก แต่หมดไฟเพราะความไม่ชัดเจน

หลายคนเข้ามาทำงานด้วยความตั้งใจ อยากทำให้ดี อยากพิสูจน์ตัวเอง แต่สิ่งที่เจอคือเป้าหมายที่เปลี่ยนบ่อย คำสั่งที่คลุมเครือ และความคาดหวังที่ไม่มีใครพูดออกมาตรงๆ แต่ทุกคนคาดหวังให้รู้เอง สุดท้ายพนักงานกลุ่มนี้จึงใช้พลังงานจำนวนมากไปกับการเดา เดาว่าหัวหน้าต้องการอะไร เดาว่างานไหนสำคัญจริง เดาว่าถามแล้วจะดูไม่เก่งหรือเปล่า

ภายนอกพวกเขาอาจดูยังไหว ส่งงานตรงเวลา ดูกระตือรือร้น แต่ภายในกำลังสะสมความเครียดจากสิ่งที่ไม่ควรต้องเดาตั้งแต่แรก องค์กรจำนวนไม่น้อยจึงเข้าใจผิดว่า “เขายังไหว” ทั้งที่จริงแล้วเขาแค่ยังไม่พังให้เห็น

ทางออกของเรื่องนี้ไม่ซับซ้อน แต่ต้องอาศัยวินัยของหัวหน้า เช่น จำกัดลำดับความสำคัญในแต่ละสัปดาห์ให้ชัดเจน และสร้างบรรยากาศที่พนักงานกล้าถามโดยไม่กลัวว่าจะถูกมองว่าไม่เก่ง

บางครั้งการลด Burnout ไม่ได้เริ่มจากการลดงาน แต่เริ่มจากการลดความคลุมเครือในงาน


ผู้จัดการระดับกลาง หมดไฟเพราะถูกดึงจากทั้งบนและล่าง

ผู้จัดการระดับกลางเป็นกลุ่มที่ผมเห็นใจมากที่สุดกลุ่มหนึ่ง

ด้านบนมีเป้าหมาย มีตัวเลข มีแรงกดดันจากผู้บริหาร ด้านล่างมีทีมที่ต้องการคำตอบ ต้องการความชัดเจน และต้องการหัวหน้าที่เข้าใจ ปัญหาคือผู้จัดการกลุ่มนี้มีความรับผิดชอบเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่ไม่ได้มีอำนาจตัดสินใจเพิ่มตามไปด้วย ต้องรับเป้าแต่ไม่มีสิทธิ์ปรับทรัพยากร ต้องดูแลคนแต่ไม่มีอำนาจแก้ระบบ ต้องสื่อสารการเปลี่ยนแปลงแต่ไม่ได้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจตั้งแต่ต้น

ในยุคที่องค์กรพูดถึงความยืดหยุ่นในการทำงาน สิ่งที่เกิดขึ้นจริงกับผู้จัดการหลายคนคือความยืดหยุ่นกลายเป็น “พร้อมตอบได้ทุกเวลา” กลางวันประชุม กลางคืนตอบข้อความ วันหยุดก็ยังมีเรื่องเร่งด่วน ขอบเขตระหว่างเวลางานกับเวลาส่วนตัวค่อยๆ หายไปโดยไม่มีใครสังเกต

Burnout ของผู้จัดการระดับกลางจึงไม่ใช่แค่เหนื่อยจากงาน แต่เหนื่อยจากการเป็น “กันชน” ของทั้งองค์กร

ถ้าองค์กรอยากช่วยผู้จัดการกลุ่มนี้จริงๆ ต้องเริ่มจากการกำหนดสิทธิ์ตัดสินใจให้ชัดว่าเรื่องไหนผู้จัดการทำได้เอง เรื่องไหนต้องขออนุมัติ และเรื่องไหนไม่ควรโยนให้รับผิดชอบโดยไม่มีอำนาจรองรับ รวมถึงตั้งกติกาการสื่อสารนอกเวลางานให้ชัดเจน เพราะถ้าผู้บริหารส่งข้อความตอนสี่ทุ่มแล้วคาดหวังคำตอบทันที สิ่งที่องค์กรพูดกับสิ่งที่ทำก็จะไม่ตรงกัน และคนที่รับแรงกระแทกก่อนคือผู้จัดการระดับกลางนี่เอง


ผู้บริหารระดับสูง หมดไฟเพราะต้องทำในสิ่งที่ขัดกับใจ

สำหรับผู้บริหารระดับสูง ภาวะหมดไฟอาจมองเห็นยากที่สุด เพราะภาพที่คนอื่นเห็นคือคนที่มีอำนาจ มีตำแหน่ง มีความมั่นใจ และดูเหมือนควบคุมสถานการณ์ได้

แต่ภายใน ผู้บริหารจำนวนไม่น้อยต้องเผชิญกับความขัดแย้งทางคุณค่า เช่น ต้องตัดสินใจปลดพนักงานที่ทำงานหนักและไม่ได้ทำอะไรผิด ต้องประกาศทิศทางบางอย่างทั้งที่ในใจยังมีคำถาม หรือต้องเลือกทางที่ถูกต้องทางธุรกิจแต่ไม่สบายใจในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง

นี่คือ Burnout ที่ไม่ได้เกิดจากงานเยอะ แต่เกิดจากแผลภายในที่สะสมและไม่มีพื้นที่ระบาย ยิ่งตำแหน่งสูงขึ้น พื้นที่ปลอดภัยในการพูดความจริงก็มักน้อยลง เพราะกลัวว่าจะกระทบความเชื่อมั่นของทีม สุดท้ายจึงต้องเก็บทุกอย่างไว้คนเดียว และเมื่อความโดดเดี่ยวผสมกับการตัดสินใจที่กดดันต่อเนื่อง สิ่งที่ตามมาอาจไม่ใช่แค่ความเหนื่อย แต่คือการตัดสินใจที่แย่ลง ใจร้อนขึ้น และห่างเหินจากคนรอบข้างโดยไม่รู้ตัว

ทางออกจึงไม่ใช่การบอกผู้บริหารว่าต้องเข้มแข็งกว่านี้ แต่ต้องมีพื้นที่ให้พูดคุยอย่างตรงไปตรงมากับคนที่เข้าใจบริบทเดียวกัน และมีจังหวะในการตัดสินใจที่เปิดพื้นที่ให้หยุดคิด ไม่ใช่ทุกเรื่องต้องตัดสินใจภายใต้แรงกดดันตลอดเวลา


ผู้ก่อตั้งและผู้นำองค์กรพันธกิจ หมดไฟเพราะงานกลายเป็นตัวตน

Burnout อีกรูปแบบหนึ่งที่ผมคิดว่าพูดถึงน้อยเกินไป คือ Burnout ของผู้ก่อตั้งองค์กรหรือผู้นำที่ขับเคลื่อนด้วยพันธกิจ

คนกลุ่มนี้ไม่ได้ทำงานเพราะเงินเป็นหลัก แต่ทำเพราะเชื่อในบางสิ่ง ฟังดูดี แต่จุดอันตรายคือเมื่องานกับตัวตนกลายเป็นสิ่งเดียวกัน การพักผ่อนจะเริ่มกลายเป็นความรู้สึกผิด หยุดพักแล้วรู้สึกเหมือนทอดทิ้งทีม ลางานแล้วรู้สึกเหมือนทรยศต่อพันธกิจ มอบหมายงานให้คนอื่นแล้วรู้สึกว่าไม่มีใครทำได้เหมือนตัวเอง

เมื่อถึงจุดนี้ องค์กรจะเริ่มพึ่งพาคนคนเดียวมากเกินไป ทุกเรื่องต้องผ่านผู้นำ ทุกการตัดสินใจต้องรอผู้ก่อตั้ง ผลคือผู้นำเหนื่อย ทีมไม่โต และองค์กรเปราะบาง

ทางออกคือต้องออกแบบองค์กรให้ไม่ต้องพึ่งพาคนคนเดียว แม้คนนั้นจะเก่งและทุ่มเทมากเพียงใดก็ตาม เพราะองค์กรที่อยู่ได้ด้วยพลังของคนคนเดียว อาจดูแข็งแรงในช่วงแรก แต่ในระยะยาวมักไม่ยั่งยืน


Burnout จึงไม่ใช่แค่เรื่องของใจคน แต่เป็นเรื่องของการออกแบบงาน

สิ่งที่ผมสังเกตเห็นบ่อยมากในการทำงานกับองค์กรต่างๆ คือเรามักแก้ปัญหา Burnout ผิดจุด ส่งพนักงานไปอบรม Resilience ทั้งที่งานถูกออกแบบมาให้เหนื่อยเกินไป สอนให้คนบริหารเวลาทั้งที่องค์กรโยนความสำคัญทุกอย่างมาพร้อมกัน บอกให้ผู้จัดการดูแลทีมให้ดีขึ้นทั้งที่ไม่เคยให้อำนาจตัดสินใจจริงๆ

และที่น่าเป็นห่วงกว่านั้นคือ หลายองค์กรกำลังให้รางวัลกับพฤติกรรมที่ทำให้คนหมดไฟโดยไม่รู้ตัว

🎯  องค์กรของคุณกำลังทำสิ่งเหล่านี้อยู่ไหม?

▸ ถ้าใครตอบแชตดึกที่สุด ได้รับคำชม

▸ ถ้าใครไม่เคยลาพักร้อน ถูกมองว่าทุ่มเท

▸ ถ้าใครรับงานเกินหน้าที่ตลอดเวลา ถูกยกให้เป็นแบบอย่าง

▸ ถ้าใครเหนื่อยจนหมดแรงแต่ยังฝืนยิ้ม ถูกเรียกว่ามืออาชีพ

ถ้าใช่ องค์กรนั้นกำลังสร้าง Burnout ด้วยมือของตัวเอง


คำถามที่ควรถามให้ตรงกว่านี้

การแก้ Burnout ที่แท้จริงไม่ใช่แค่การจัดกิจกรรมดูแลใจคนทำงานเป็นครั้งคราว แต่คือการกลับไปออกแบบระบบงานใหม่ ตั้งแต่ความชัดเจนของเป้าหมาย สิทธิ์ในการตัดสินใจ ปริมาณงาน วิธีการประชุม การสื่อสารนอกเวลา ไปจนถึงระบบรางวัลและวัฒนธรรมที่องค์กรยกย่อง

“เราออกแบบงานแบบไหน ที่ทำให้คนดีๆ ของเราค่อยๆ หมดไฟลงทุกวัน?”

โดย ประคัลภ์ ปัณฑพลังกูร | ที่ปรึกษาด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล | Think People Consulting

เพิ่มเงินเดือน เพิ่มสวัสดิการ แล้วพนักงานยังหมดไฟ เกิดอะไรขึ้น?

บทความ · Compensation & Benefits · Employee Wellbeing

⬛ HR Insight

เพิ่มเงินเดือน เพิ่มสวัสดิการ แล้วพนักงานยังหมดไฟ เกิดอะไรขึ้น?

“เงินช่วยให้คนรู้สึกว่าได้รับการตอบแทน สวัสดิการช่วยให้คนรู้สึกว่าได้รับการดูแล แต่ระบบงานที่ดีต่างหาก ที่ทำให้คนไม่ต้องถูกเผาจนหมดแรงตั้งแต่ต้น”


มีความเชื่อหนึ่งที่ผมได้ยินบ่อยมากในวงการ HR นั่นคือ “ถ้าจ่ายดีขึ้น พนักงานก็จะหมดไฟน้อยลง”

ผมคิดว่าความเชื่อนั้นจริงบางส่วนครับ แต่ไม่ใช่ทั้งหมด

เพราะในประสบการณ์ของผม มีองค์กรจำนวนไม่น้อยที่ปรับเงินเดือน เพิ่มสวัสดิการ จัดกิจกรรมดูแลพนักงานครบครัน แต่พนักงานก็ยังหมดไฟอยู่ดี และผู้บริหารก็งงว่าทำทุกอย่างแล้ว ทำไมยังไม่ดีขึ้น

คำตอบส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่ที่เงิน แต่อยู่ที่สิ่งที่เงินซื้อไม่ได้


เงินช่วยได้ แต่ไม่ใช่ทุกเรื่อง

ระบบค่าตอบแทนที่ดีช่วยลดความเสี่ยงของการหมดไฟได้จริงครับ โดยเฉพาะในเรื่องของความรู้สึกเป็นธรรม

ความไม่เป็นธรรมเป็นตัวเร่งความเหนื่อยที่รุนแรงมาก คนเราอาจยอมเหนื่อยได้ถ้ารู้สึกว่าสิ่งที่ทำนั้นมีความหมายและองค์กรเห็นคุณค่าจริง แต่ถ้าเหนื่อยแล้วรู้สึกว่าไม่แฟร์ ความเหนื่อยจะกลายเป็นความคับข้องใจทันที

เมื่อคนทำงานหนักกว่าแต่ได้ผลตอบแทนไม่ต่างจากคนที่ทำขั้นต่ำ เมื่อโบนัสขึ้นอยู่กับความรู้สึกของหัวหน้ามากกว่าผลงานจริง เมื่อตำแหน่งโตขึ้นแต่ค่าตอบแทนแทบไม่ขยับ สิ่งเหล่านี้ค่อยๆ กัดกินใจคนโดยที่เขาอาจไม่รู้ตัวเลยว่านั่นคือต้นตอของความเหนื่อยที่สะสมอยู่

ระบบค่าตอบแทนที่มีโครงสร้างชัดเจน มีหลักการที่อธิบายได้ และมีความเชื่อมโยงกับผลงานจริง จึงช่วยลดความรู้สึกนี้ได้มาก ไม่ใช่เพราะทุกคนจะได้เงินเท่ากัน แต่เพราะทุกคนเห็นว่าความต่างนั้นมีเหตุผล


สวัสดิการที่ดีช่วยได้ แต่ต้องใช้ได้จริง

สวัสดิการที่ดีช่วยลดภาระในชีวิตจริงของพนักงานได้มาก เพราะคนทำงานไม่ได้มีแค่ชีวิตในออฟฟิศ เขามีค่าครองชีพ มีภาระครอบครัว มีค่ารักษาพยาบาล มีความกังวลเรื่องอนาคต ถ้ารายได้ไม่พอหรือสวัสดิการไม่ช่วยรองรับความเสี่ยงพื้นฐานในชีวิต พนักงานจะเข้ามาทำงานพร้อมภาระในหัวเต็มไปหมด ร่างกายอยู่ที่โต๊ะทำงานแต่ใจอาจกำลังคิดเรื่องค่ารักษาพยาบาลของแม่หรือเงินที่ไม่พอใช้ปลายเดือน

แต่จุดที่ต้องระวังคือ สวัสดิการจะช่วยลดการหมดไฟได้ก็ต่อเมื่อพนักงานใช้ได้จริงครับ มีวันลาแต่ลาไม่ได้ มีนโยบายทำงานยืดหยุ่นแต่ประชุมทั้งวันจนต้องไปทำงานจริงตอนกลางคืน มีนักจิตวิทยาให้ปรึกษาแต่คนกลัวว่าถ้าใช้แล้วจะถูกมองว่าอ่อนแอ สวัสดิการแบบนี้มีอยู่ในเอกสาร แต่แทบไม่แตะชีวิตจริงของพนักงานเลย


ระบบรางวัลที่ผิด สร้างการหมดไฟได้เหมือนกัน

สิ่งที่ผมพบบ่อยและคิดว่าน่ากังวลมากคือองค์กรบางแห่งออกแบบระบบรางวัลที่ไปให้คุณค่ากับพฤติกรรมที่นำไปสู่การหมดไฟโดยตรง เช่น ให้รางวัลเฉพาะคนที่ทำงานดึก ชื่นชมคนที่รับงานทุกอย่างโดยไม่ปฏิเสธ หรือมองคนที่ไม่ตอบข้อความหลังเลิกงานว่าไม่ทุ่มเท

เมื่อองค์กรยกย่องพฤติกรรมแบบนี้ซ้ำๆ พนักงานก็จะเรียนรู้ว่านั่นคือสิ่งที่ต้องทำเพื่อได้รับการยอมรับ สุดท้ายองค์กรได้คนที่ดูทุ่มเทมากในระยะสั้น แต่เสียคนเก่งไปในระยะยาว เพราะไม่มีใครสามารถเผาตัวเองได้ทุกวัน

องค์กรจึงต้องถามตัวเองว่า เรากำลังให้รางวัลกับผลงาน หรือวิธีที่ได้มาซึ่งผลงาน เพราะคนที่ทำยอดได้แต่ทำให้ทีมพังควรถูกตั้งคำถาม คนที่วางระบบให้ทีมทำงานง่ายขึ้นควรถูกมองเห็น และคนที่สร้างผลลัพธ์ได้โดยไม่ทำให้คนรอบตัวหมดแรงควรเป็นแบบอย่างที่องค์กรยกย่อง


คำถามที่ลึกกว่า “จะให้อะไรเพิ่ม”

ถ้า HR อยากใช้ระบบค่าตอบแทนและสวัสดิการเพื่อลดการหมดไฟได้จริงๆ คำถามที่ต้องถามไม่ใช่แค่ว่า “จะให้อะไรเพิ่ม” แต่ต้องถามด้วยว่า “งานที่เขาแบกอยู่ทุกวันนี้ มันเกินกำลังของคนคนหนึ่งไปแล้วหรือเปล่า” และ “อะไรที่ควรเอาออก” ไม่ว่าจะเป็นงานที่ล้นเกิน การประชุมที่ไม่จำเป็น หรือความคาดหวังที่ไม่มีใครพูดออกมาตรงๆ

“องค์กรของคุณกำลังเพิ่มสวัสดิการเพื่อดูแลพนักงานจริงๆ หรือกำลังใช้สวัสดิการเพื่อปิดแผลที่ยังไม่กล้าแตะ?”

โดย ประคัลภ์ ปัณฑพลังกูร | ที่ปรึกษาด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล | Think People Consulting

ยิ่งขยัน ยิ่งเก่ง ยิ่งโดนใช้งาน — กับดักที่องค์กรทำกับคนเก่ง

บทความ · HR Management · Leadership

⬛ HR Insight

ยิ่งขยัน ยิ่งเก่ง ยิ่งโดนใช้งาน — กับดักที่องค์กรทำกับคนเก่ง

“คนที่ขยันที่สุดในทีมไม่ใช่ถังรับงานสำรอง พวกเขารักงานของตัวเองและนั่นคือเหตุผลที่พวกเขาทำงานได้ดี”


มีคำถามที่ผู้จัดการทุกคนมักจะต้องเจอซ้ำ ๆ คือเมื่อผู้บริหารมีโครงการงานพิเศษมอบหมายมาอย่างกระทันหัน ควรจะมอบหมายให้ใคร?

คำตอบที่ผู้จัดการส่วนใหญ่เลือกคือ “คนที่ขยันที่สุดในทีม” หรือ “คนที่ดูกระตือรือร้นที่สุด”

และนั่นแหละคือปัญหา


งานวิจัยที่น่าตกใจจาก HBR

Sangah Bae และ Kaitlin Woolley จาก Northeastern University และ Cornell University ทำการศึกษา 10 งานวิจัย กับผู้จัดการและพนักงานมากกว่า 4,300 คน และพบสิ่งที่น่าสนใจมาก

ผู้จัดการมอบหมายงานพิเศษให้กับพนักงานที่มีแรงจูงใจสูงถึง 69% ของเวลาทั้งหมด แม้ในกรณีที่พนักงานคนอื่นมีผลงานดีพอกันและทำงานมานานพอกัน

พูดให้ชัดขึ้นคือ ถ้าในทีมมีพนักงานสองคนที่ทำงานได้ดีเท่ากัน แต่คนหนึ่งดูกระตือรือร้นกว่า คนนั้นจะได้รับงานพิเศษมากกว่าอีกคนในสัดส่วน 69% ต่อ 31%

ผลที่ตามมาคือพนักงานที่องค์กรทุ่มเทดูแลและพยายามรักษาไว้มากที่สุด กำลังถูกบั่นทอนความสุขในการทำงานทีละนิดทุกวัน


ความเข้าใจผิดสองข้อของผู้จัดการ

ผู้จัดการที่ทำแบบนี้ไม่ได้ตั้งใจทำร้ายพนักงานนะครับ แต่กำลังตัดสินใจบนความเข้าใจผิดสองข้อ

❌ ความเข้าใจผิดที่ 1

คิดว่าถ้าพนักงานรักงานหลักของตัวเอง เขาก็น่าจะชอบงานพิเศษทุกประเภทด้วย

❌ ความเข้าใจผิดที่ 2

คิดว่าคนที่รักงานจะทนต่อแรงกดดันได้ดีกว่า จึงไม่ต้องกังวลเรื่อง burnout

ซึ่งคิดผิดทั้งคู่

แรงจูงใจในการทำงานนั้นผูกกับงานเฉพาะอย่าง ไม่ใช่กับทุกอย่างในชีวิตการทำงาน พนักงานที่รู้สึกมีพลังมากเวลานำเสนองานต่อลูกค้าด้วยดวงตาเป็นประกาย ไม่ได้หมายความว่าเขาจะมีพลังเท่ากันตอนต้องจัดไฟล์ เขียนรายงาน หรือนั่งอยู่ในคณะกรรมการที่ไม่เกี่ยวกับงานของเขาเลย

และเมื่อพนักงานที่มีแรงจูงใจสูงถูกดึงออกจากงานที่ตัวเองรัก นักวิจัยพบว่าความสุขของพวกเขาลดลงมากกว่าเพื่อนร่วมงานที่มีแรงจูงใจต่ำกว่าถึงสามเท่า


ผลงานจะแย่ลงด้วย

งานวิจัยนี้ยังพบอีกว่าการโหลดงานพิเศษให้กับคนที่ขยัน และมีพลังในการทำงานมากที่สุด ไม่ได้แค่ทำให้เขาเหนื่อยเพิ่มขึ้น แต่ยังทำให้ผลงานหลักของเขาแย่ลงด้วย

ในการทดลองหนึ่ง พนักงานที่มีแรงจูงใจสูงถูกเลือกให้รับงานพิเศษแทรกเข้ามาระหว่างทำงานหลักที่มีโบนัสรออยู่ ถึง 74% ของเวลาทั้งหมด ผลคือผลงานหลักของเขาแย่ลงอย่างมีนัยสำคัญ และโอกาสได้รับโบนัสลดลงตามไปด้วย ทั้งที่ผู้จัดการเลือกเขาเพราะคิดว่าเขาเก่งที่สุด

กล่าวคือ ผู้จัดการกำลังใช้ความขยันของพนักงานเป็นเหตุผลในการมอบงานพิเศษ แต่งานพิเศษนั้นกลับทำให้ผลงานหลักของเขาแย่ลง มันเป็นวงจรที่ทำร้ายทั้งพนักงานและองค์กรไปพร้อมกัน

เมื่อนักวิจัยลองแจกจ่ายงานพิเศษให้เท่าเทียมกันขึ้น คือจาก 70/30 เป็น 50/50 พบว่าพนักงานที่มีแรงจูงใจต่ำกว่าไม่ได้รู้สึกแย่ขึ้นเลย แต่ความพึงพอใจของพนักงานที่มีแรงจูงใจสูงกลับดีขึ้นอย่างชัดเจน — การแก้ปัญหานี้ไม่มีผู้แพ้ มีแต่ผู้ได้


สามสิ่งที่ผู้จัดการทำได้ทันที

ข่าวดีคือนี่ไม่ใช่ปัญหาโครงสร้างที่ต้องใช้เวลาหลายปีในการแก้ มันเป็นพฤติกรรมที่เปลี่ยนได้ด้วยวิธีที่ง่ายมาก

01  จดบันทึกว่ามอบหมายงานพิเศษให้ใครบ้าง

เพียงแค่ทำให้ผู้จัดการ “เห็น” พฤติกรรมของตัวเองก็ช่วยได้มาก เพราะผู้จัดการส่วนใหญ่ในงานวิจัยไม่รู้เลยว่าตัวเองกำลังแจกงานอย่างไม่สมดุล แค่มีสเปรดชีตหรือโน้ตสั้นๆ ว่าครั้งที่แล้วใครรับงานพิเศษไป ก็ช่วยให้การตัดสินใจครั้งต่อไปยุติธรรมขึ้น

02  ตัดสินใจเรื่องงานพิเศษเป็นชุด ไม่ใช่ทีละครั้ง

เมื่อผู้จัดการตัดสินใจมอบหมายงานหลายงานพร้อมกัน แทนที่จะตัดสินใจทีละงานในแต่ละครั้งที่งานเข้ามา พวกเขามีแนวโน้มที่จะกระจายงานได้ยุติธรรมกว่ามาก เพราะมองเห็นภาพรวมได้ดีกว่า

03  ปรับความเข้าใจเรื่อง burnout

เพียงแค่บอกให้ผู้จัดการรู้ว่า “แรงจูงใจสูงไม่ได้แปลว่าทนต่อแรงกดดันได้ไม่จำกัด” ก็ทำให้การแจกจ่ายงานยุติธรรมขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ไม่ต้องใช้โปรแกรมฝึกอบรมราคาแพง ไม่ต้องปรับโครงสร้างทีม แค่เปลี่ยนความเชื่อก็เพียงพอ


คำถามที่ผู้จัดการทุกคนควรถามตัวเอง

องค์กรส่วนใหญ่ลงทุนอย่างมากเพื่อสร้างพนักงานที่มีความผูกพันกับงาน แต่กลับปล่อยให้ผู้จัดการทำลายการลงทุนนั้นทีละนิดผ่านนิสัยการมอบหมายงานที่ดูเหมือนสมเหตุสมผล แต่ความจริงไม่ใช่ การดึงพวกเขาออกจากงานที่รักบ่อยๆ ไม่ได้ใช้ประโยชน์จากความขยันของพวกเขา แต่กำลังกัดกินมัน

“ครั้งล่าสุดที่มีงานพิเศษเข้ามา ใครในทีมได้รับมันไป และนั่นยุติธรรมหรือเปล่า?”

โดย ประคัลภ์ ปัณฑพลังกูร | ที่ปรึกษาด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล | Think People Consulting

Burnout ไม่เหมือนกันในทุกคน HR ต้องเข้าใจและแยกให้ถูกคน

บทความ · HR Management · Employee Wellbeing

⬛ HR Insight

Burnout ไม่เหมือนกันในทุกคน HR ต้องเข้าใจให้ถูกคน

“Burnout เป็นปัญหาของการออกแบบ ไม่ใช่ปัญหาของคน”


มีคำถามที่ผมเจอบ่อยมากในงานที่ปรึกษา

“ทำไมองค์กรเราลงทุนเรื่อง well-being เยอะมาก แต่คนก็ยังเหนื่อยอยู่ดี?”

คำตอบที่ตรงที่สุดคือ เพราะ burnout ที่พนักงานแต่ละกลุ่มเผชิญไม่ใช่เรื่องเดียวกัน แต่องค์กรส่วนใหญ่แก้ไขมันด้วยวิธีเดียวกันทั้งหมด

ไม่ว่าจะเป็น wellness day, resilience workshop หรือ flexible working policy สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่คำตอบที่ผิด แต่มันแก้ไขไม่ตรงสาเหตุของปัญหามากกว่า


Burnout ไม่ใช่ปัญหาส่วนตัว แต่เป็นปัญหาของระบบในองค์กร

ก่อนจะพูดถึงแต่ละกลุ่ม มีสิ่งหนึ่งที่อยากให้เข้าใจตรงกันก่อน

Burnout ไม่ได้เกิดเพราะคนไม่แข็งแกร่งพอ มันเกิดเพราะงานถูกออกแบบมาโดยไม่ได้คำนึงถึงขีดจำกัดของมนุษย์ ระบบที่ให้รางวัลกับการทำงานเกินกำลังโดยไม่รู้ตัว กระบวนการที่สร้างความเร่งด่วนปลอมๆ อยู่ตลอดเวลา และวัฒนธรรมที่ทำให้ความเหนื่อยล้ากลายเป็นเรื่องปกติ

เมื่อคนเก่งและทุ่มเทยังเหนื่อยหนัก นั่นไม่ใช่สัญญาณว่าเขาต้องพัฒนา resilience เพิ่ม แต่เป็นสัญญาณว่าระบบมีปัญหา

ที่น่ากังวลกว่านั้นคือ burnout ในแต่ละระดับขององค์กรมีหน้าตาและรากเหง้าต่างกัน ซึ่งหมายความว่า HR ต้องวินิจฉัยให้ถูกก่อน ถึงจะแก้ได้ตรงจุด


พนักงานใหม่: เหนื่อยกับความไม่ชัดเจน

คนที่เพิ่งเข้าทำงานมักไม่ได้เหนื่อยเพราะงานมากเกินไป แต่เหนื่อยเพราะไม่รู้ว่า “ดีพอ” หมายความว่าอะไร

พวกเขาใช้พลังงานจำนวนมากในการสังเกตบรรยากาศรอบข้าง อ่านน้ำเสียงของหัวหน้า เดาว่าควรถามหรือไม่ควรถาม พยายามทำความเข้าใจกฎที่ไม่มีใครบอก และตีความว่าการตอบสนองของคนรอบข้างหมายความว่าอย่างไร งานที่มองไม่เห็นนี้แหละที่กัดกร่อนพลังงานของพวกเขาอยู่เงียบๆ

สิ่งที่ทำให้น่าเป็นห่วงกว่าคือ พนักงานกลุ่มนี้อาจยังทำงานได้ดีอยู่ ผลงานยังผ่าน ยังไม่มีสัญญาณชัดเจนให้เห็น แต่ข้างในเริ่มถูกกัดกร่อนทีละน้อยไปแล้ว

🎯  สิ่งที่ HR ต้องทำ

▸ ทำให้ทุกอย่างชัดขึ้น ไม่ใช่แค่ job description แต่รวมถึงวิธีทำงานจริงในทีม ใครตัดสินใจเรื่องอะไร และความคาดหวังในแต่ละสัปดาห์คืออะไร

▸ ทำให้การถามคำถามกลายเป็นสัญญาณของความใส่ใจ ไม่ใช่ความไม่รู้


ผู้จัดการระดับกลาง: เหนื่อยกับแรงบีบสองทาง

ถ้าจะบอกว่ากลุ่มไหนที่ burnout หนักที่สุดแต่พูดถึงน้อยที่สุด คำตอบคือผู้จัดการระดับกลาง

พวกเขาถูกบีบจากสองทิศทางพร้อมกัน ด้านบนส่งแรงกดดันเรื่องผลงาน กลยุทธ์ และความเร็ว ด้านล่างรอความชัดเจน การปกป้อง และการสนับสนุน แต่ผู้จัดการกลุ่มนี้มักไม่มีอำนาจพอที่จะตอบสนองทั้งสองทิศทางได้อย่างที่ควรจะเป็น

สิ่งที่น่าสังเกตคือผู้จัดการหลายคนไม่ได้ทำงานล่วงเวลาเพราะขี้เกียจวางแผน แต่เพราะวันทำงานถูกถมด้วยการประชุม การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า และการตอบคำถามที่ควรมีคำตอบอยู่แล้ว พอถึงเวลาทำงานจริงก็เหลือแต่คืนและวันหยุด

องค์กรที่ให้ความยืดหยุ่นโดยไม่มีขอบเขต ไม่ได้ให้อิสระกับผู้จัดการ แต่แค่ย้ายภาระออกจากระบบไปไว้ที่คนๆ เดียว นั่นไม่ใช่ความยืดหยุ่น มันคือการผลักให้คนแบกแทนระบบ

🎯  สิ่งที่ HR ต้องทำ

▸ ลดภาระที่ไม่จำเป็นออกก่อน ประชุมที่ไม่มีเหตุผลชัดเจน งานรายงานที่ไม่มีใครอ่าน การอนุมัติที่ควรกระจายอำนาจได้

▸ กำหนดขอบเขตการสื่อสารนอกเวลางานให้ชัดเจน

▸ สร้างพื้นที่ให้ผู้จัดการพูดถึงปัญหาได้โดยไม่รู้สึกว่ากำลังร้องเรียน ผู้จัดการไม่ได้ต้องการแรงจูงใจเพิ่ม พวกเขาต้องการให้ลดน้ำหนักออกจากบ่า


ผู้บริหาร: เหนื่อยกับความขัดแย้งในใจ

Burnout ของผู้บริหารมักมองไม่เห็นจากภายนอก เพราะพวกเขายังทำงานได้ ยังตัดสินใจได้ ยังดูเข้มแข็ง

แต่ข้างในอาจกำลังแบกรับบางอย่างที่ต่างออกไปมาก

มีงานวิจัยที่น่าสนใจเรื่อง “moral injury” หรือความบาดเจ็บทางศีลธรรม ซึ่งเดิมศึกษาในกลุ่มทหารผ่านศึก แต่พบรูปแบบเดียวกันในผู้บริหารองค์กร เมื่อคนถูกให้ตัดสินใจหรือดำเนินการในสิ่งที่ขัดกับคุณค่าของตัวเองซ้ำๆ ความเหนื่อยล้าที่เกิดขึ้นไม่ใช่แค่เรื่องของแรงงาน แต่เป็นเรื่องของความเชื่อมั่นในตัวเองที่ค่อยๆ หมดไป

ผู้บริหารที่ต้องสั่งปลดพนักงานโดยไม่เชื่อว่ามันถูกต้อง ต้องปกป้องการตัดสินใจที่ตัวเองไม่ได้มีส่วนร่วม หรือต้องแสดงความมั่นใจในทิศทางที่ตัวเองยังไม่แน่ใจ ทุกครั้งที่ทำสิ่งเหล่านี้ ความไว้วางใจในตัวเองก็สึกหรอไปทีละนิด

🎯  สิ่งที่ HR ต้องทำ

▸ สร้างพื้นที่ปลอดภัยสำหรับผู้บริหาร ทั้งภายในองค์กรในรูปแบบกลุ่มพูดคุยระหว่างผู้บริหาร และภายนอกในรูปแบบการโค้ชหรือคณะที่ปรึกษา ที่พวกเขาพูดได้ตรงๆ โดยไม่ต้องกังวลเรื่องภาพลักษณ์

▸ ช่วยสร้างกระบวนการตัดสินใจที่มีเวลาหยุดคิดอยู่ในนั้น โดยเฉพาะการตัดสินใจที่ส่งผลกระทบต่อคน ผู้บริหารไม่ต้องการความอดทนเพิ่ม พวกเขาต้องการพื้นที่ที่พูดความจริงได้


บทส่งท้าย: ถามให้ถูกก่อนจะแก้

มีคำถามห้าข้อที่ผมคิดว่า HR ควรถามก่อนจะออกแบบโปรแกรมอะไรก็ตามเพื่อแก้เรื่อง burnout ลองถามตัวเองดูครับ

🎯  5 คำถามที่ต้องถามก่อนออกแบบโปรแกรม

01  อะไรที่กินพลังงานไปมากกว่าคุณค่าที่ได้กลับมา?

เช่น การประชุมที่ไม่มีผลลัพธ์ งานรายงานที่ไม่มีใครอ่าน หรือกระบวนการที่ทุกคนรู้ว่าไม่มีประโยชน์ แต่ยังทำอยู่เพราะ “เคยทำมาแบบนี้”

02  การตัดสินใจไหนที่ค้างอยู่นานผิดปกติ และใครมีอำนาจตัดสินจริงๆ?

ถ้าทีมต้องรอการอนุมัติจากหลายชั้น หรือไม่รู้ว่าใครมีอำนาจตัดสินใจจริงๆ นั่นคือสัญญาณว่าโครงสร้างอำนาจไม่ชัด และคนในทีมกำลังแบกความไม่แน่นอนนั้นอยู่คนเดียว

03  ที่ไหนที่ “ตอบเร็ว” กลายเป็นเครื่องวัดความขยัน?

ถ้าพนักงานรู้สึกว่าต้องตอบไลน์หรืออีเมลนอกเวลางานเพื่อให้ดูเป็นคนทำงานหนัก นั่นหมายความว่าองค์กรกำลังวัดผลงานด้วยความพร้อมใช้งาน ไม่ใช่ผลลัพธ์จริงๆ และคนที่รักษาขอบเขตส่วนตัวกลับถูกมองว่าไม่ทุ่มเท

04  งานไหนที่ทำต่อเนื่องเพราะเคยชินมากกว่าเพราะจำเป็น?

ลองถามว่าถ้าหยุดทำสิ่งนี้พรุ่งนี้ จะมีใครสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงไหม ถ้าคำตอบคือไม่ นั่นคืองานที่กินเวลาโดยไม่สร้างคุณค่า

05  มีอะไรที่หยุด ลด หรือออกแบบใหม่ได้บ้าง เพื่อให้คนมีพื้นที่หายใจ?

คำถามนี้ไม่ได้ถามว่าจะเพิ่มอะไร แต่ถามว่าจะ “ลด” อะไรได้บ้าง เพราะ burnout ส่วนใหญ่ไม่ได้แก้ด้วยการเติม แต่แก้ด้วยการเอาออก

ถ้าคำตอบที่ได้ไม่ทำให้รู้สึกดี คำตอบที่ใช่ไม่ใช่การให้พนักงานทนมากขึ้น แต่คือการออกแบบงานใหม่


องค์กรของคุณกำลังแก้ปัญหาคน หรือแก้ปัญหาระบบ?

พนักงานใหม่เหนื่อยกับความไม่ชัดเจน ผู้จัดการเหนื่อยกับแรงบีบสองทาง ผู้บริหารเหนื่อยกับความขัดแย้งในใจ สามกลุ่มนี้ต้องการคำตอบที่ต่างกัน แต่รากเหง้าเดียวกัน — งานถูกออกแบบโดยไม่ได้คิดถึงคนที่ต้องทำมัน

“Burnout เป็นปัญหาของการออกแบบ ไม่ใช่ปัญหาของคน”

โดย ประคัลภ์ ปัณฑพลังกูร | ที่ปรึกษาด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล | Think People Consulting

เมื่อเทคโนโลยี AI ทำให้เราเหนื่อยกว่าเดิม ทั้งที่ควรจะสบายขึ้น

สวัสดีครับเพื่อนผู้อ่านทุกท่าน

ช่วงนี้ไปไหนมาไหน ใครๆ ก็พูดถึงเรื่อง AI ใช่ไหมครับ ผู้บริหารหลายองค์กรต่างก็มีนโยบายที่จะให้พนักงานใช้ AI ช่วยในการทำงานกันเยอะ ๆ งานจะได้เสร็จไว ๆ ผลลัพธ์จะได้ดีขึ้นด้วย

ความคาดหวังขององค์กรส่วนใหญ่คือ AI จะมาช่วยแบ่งเบาภาระงานที่จำเจ ช่วยสรุปรายงาน เขียนโค้ด หรือร่างเอกสาร เพื่อให้พนักงานมีเวลาไปทำงานที่ “มีคุณค่าสูง” (High Value) มากขึ้น

ฟังดูเหมือนจะเป็นฝันที่เป็นจริงใช่ไหมครับ? แต่เชื่อไหมครับว่า งานวิจัยล่าสุดกำลังบอกเราในทางตรงกันข้ามเลยครับ

อ่านเพิ่มเติม “เมื่อเทคโนโลยี AI ทำให้เราเหนื่อยกว่าเดิม ทั้งที่ควรจะสบายขึ้น” →

บลอกที่ WordPress.com .

ขึ้น ↑