สวัสดีครับเพื่อนผู้อ่านทุกท่าน
หลายคนมักจะมีความเชื่อว่า การเป็นหัวหน้าที่เน้นผลงานแบบ “สายบี้” (Results-driven) กับการเป็นหัวหน้าที่ลูกน้องรักและทำงานด้วยอย่างมีความสุข (Employee Engagement) เป็นสองสิ่งที่อยู่ตรงข้ามกัน จนบางครั้งเราเผลอคิดไปว่าถ้าจะเอา “งาน” ก็ต้องยอมเสีย “คน” หรือถ้าจะเอา “ใจคน” งานก็อาจจะหย่อนยานไปบ้าง
แต่เชื่อไหมครับว่า ข้อมูลจากการสำรวจผู้นำกว่า 60,000 คน โดย Zenger/Folkman พบความจริงที่น่าสนใจว่า ผู้นำที่สามารถทำได้ดีทั้ง “การขับเคลื่อนผลงาน” และ “การสร้างความผูกพัน” ในระดับท็อปพร้อมกัน จะกลายเป็นผู้นำที่เก่งกาจเหนือผู้นำทั่วไปถึงระดับ 91 เปอร์เซ็นไทล์เลยทีเดียว
วันนี้ผมเลยขอหยิบยกคำถามที่หลายคนสงสัยมาตอบกันครับว่า “ไล่บี้เอาผลงานจากลูกน้อง โดยที่ลูกน้องยังรัก ทำได้อย่างไร” ผ่าน 6 เคล็ดลับที่เรียกว่า “สะพานเชื่อมพฤติกรรม” (Behavioral Bridges) ดังนี้
ความจริงที่น่าตกใจ: มีผู้นำเพียง 13% เท่านั้นที่ทำได้ดีทั้งคู่
จากการวิเคราะห์ข้อมูลผู้นำกว่า 60,000 คน พบว่า
- ผู้นำที่ได้รับคะแนนสูงสุด (Top Quartile) ทั้งในเรื่อง “การขับเคลื่อนผลงาน” และ “ทักษะด้านคน” จะกลายเป็นผู้นำที่ยอดเยี่ยมในระดับ 91 เปอร์เซ็นไทล์ของผู้นำทั้งหมด
- แต่ในความเป็นจริง มีผู้นำเพียง 13% เท่านั้นที่สามารถบาลานซ์ทั้งสองเรื่องนี้ได้ดี
ที่น่าสนใจกว่านั้นคือ “ผู้นำรุ่นใหม่” (อายุต่ำกว่า 30 ปี) มีแนวโน้มที่จะทำได้ดีทั้งสองอย่างมากกว่าผู้นำรุ่นพี่ถึง 2-3 เท่าครับ โดยเกือบ 1 ใน 3 ของคนกลุ่มนี้สามารถจัดการทั้งเรื่องงานและเรื่องคนได้ดี ในขณะที่ผู้นำอายุ 40 ปีขึ้นไป มักจะเลือกทางใดทางหนึ่งชัดเจนไปเลย
6 สะพานเชื่อม (Behavioral Bridges) สู่การเป็นผู้นำที่สมบูรณ์แบบ
แล้วเราจะทำอย่างไรให้ “ผลงานพุ่ง” และ “ลูกน้องแฮปปี้” ไปพร้อมกันได้ งานวิจัยนี้ระบุถึง 6 พฤติกรรมสำคัญที่เป็นตัวเชื่อมครับ
- สื่อสารกลยุทธ์และทิศทางให้ชัดเจน: เมื่อลูกน้องรู้ว่าเป้าหมายคืออะไรและต้องเดินไปทางไหน พวกเขาจะไม่สับสน ความชัดเจนนี้ช่วยลดความไม่พอใจและเพิ่มความผูกพันของทีมได้ทันที
- สร้างแรงบันดาลใจและจูงใจ (Inspire & Motivate): การบี้งานคือการ “ผลัก” (Push) แต่การสร้างแรงบันดาลใจคือการ “ดึง” (Pull) หัวหน้าที่ดีต้องรู้จัก “ดึง” พลังในตัวลูกน้องออกมาเพื่อให้เขาอยากทำงานด้วยความเต็มใจ
- กำหนดเป้าหมายที่ท้าทาย (Stretch Goals): การตั้งเป้าหมายที่สูงขึ้นร่วมกับทีมจะทำให้งานดูน่าตื่นเต้นและสนุก ลูกน้องจะรู้สึกว่าตัวเองมีความสามารถและมีคุณค่าเมื่อทำเป้าหมายนั้นสำเร็จ
- มีความซื่อสัตย์และสร้างความไว้วางใจ (Integrity & Trust): ถ้าลูกน้องไม่เชื่อใจหัวหน้า การตั้งเป้าหมายที่ท้าทายจะถูกมองว่าเป็นการ “สั่งงานเพิ่ม” หรือ “เอาเปรียบ” ทันที หัวหน้าต้องทำให้ดูเป็นตัวอย่าง (Walk the talk) ถึงจะชนะใจคนได้
- พัฒนาผู้อื่น (Develops Others): คนเก่งมักอยากพัฒนาตัวเอง หัวหน้าที่ใส่ใจเรื่องการโค้ชและพัฒนาลูกน้อง นอกจากจะได้งานที่มีคุณภาพมากขึ้นแล้ว ยังช่วยสร้างวัฒนธรรมการทำงานที่น่าอยู่ด้วย
- เป็นคนที่พร้อมรับฟังและเรียนรู้ (Coachable): อย่าเป็น “จักรพรรดิที่ไม่มีเสื้อผ้าใส่” (ไม่ยอมรับความจริง) หัวหน้าที่ขอ Feedback จากลูกน้องและพร้อมปรับปรุงตัว จะได้รับความเคารพอย่างสูงและช่วยป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นก่อนจะสายเกินไป
สรุปส่งท้าย
การจะเป็นหัวหน้าที่ทั้ง “เก่งงาน” และ “เก่งคน” ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ครับ มันคือทักษะที่ฝึกฝนกันได้
ลองเลือกสัก 1-2 ข้อจาก 6 พฤติกรรมข้างต้นนี้ไปลองปรับใช้ดูนะครับ แล้วคุณจะพบว่า การขับเคลื่อนผลงานให้ได้ตามเป้าหมาย ไม่จำเป็นต้องแลกมาด้วยความทุกข์ของลูกน้องเสมอไปครับ
แล้วพบกันใหม่บทความหน้าครับ
ใส่ความเห็น