ยิ่งขยัน ยิ่งเก่ง ยิ่งโดนใช้งาน — กับดักที่องค์กรทำกับคนเก่ง

บทความ · HR Management · Leadership

⬛ HR Insight

ยิ่งขยัน ยิ่งเก่ง ยิ่งโดนใช้งาน — กับดักที่องค์กรทำกับคนเก่ง

“คนที่ขยันที่สุดในทีมไม่ใช่ถังรับงานสำรอง พวกเขารักงานของตัวเองและนั่นคือเหตุผลที่พวกเขาทำงานได้ดี”


มีคำถามที่ผู้จัดการทุกคนมักจะต้องเจอซ้ำ ๆ คือเมื่อผู้บริหารมีโครงการงานพิเศษมอบหมายมาอย่างกระทันหัน ควรจะมอบหมายให้ใคร?

คำตอบที่ผู้จัดการส่วนใหญ่เลือกคือ “คนที่ขยันที่สุดในทีม” หรือ “คนที่ดูกระตือรือร้นที่สุด”

และนั่นแหละคือปัญหา


งานวิจัยที่น่าตกใจจาก HBR

Sangah Bae และ Kaitlin Woolley จาก Northeastern University และ Cornell University ทำการศึกษา 10 งานวิจัย กับผู้จัดการและพนักงานมากกว่า 4,300 คน และพบสิ่งที่น่าสนใจมาก

ผู้จัดการมอบหมายงานพิเศษให้กับพนักงานที่มีแรงจูงใจสูงถึง 69% ของเวลาทั้งหมด แม้ในกรณีที่พนักงานคนอื่นมีผลงานดีพอกันและทำงานมานานพอกัน

พูดให้ชัดขึ้นคือ ถ้าในทีมมีพนักงานสองคนที่ทำงานได้ดีเท่ากัน แต่คนหนึ่งดูกระตือรือร้นกว่า คนนั้นจะได้รับงานพิเศษมากกว่าอีกคนในสัดส่วน 69% ต่อ 31%

ผลที่ตามมาคือพนักงานที่องค์กรทุ่มเทดูแลและพยายามรักษาไว้มากที่สุด กำลังถูกบั่นทอนความสุขในการทำงานทีละนิดทุกวัน


ความเข้าใจผิดสองข้อของผู้จัดการ

ผู้จัดการที่ทำแบบนี้ไม่ได้ตั้งใจทำร้ายพนักงานนะครับ แต่กำลังตัดสินใจบนความเข้าใจผิดสองข้อ

❌ ความเข้าใจผิดที่ 1

คิดว่าถ้าพนักงานรักงานหลักของตัวเอง เขาก็น่าจะชอบงานพิเศษทุกประเภทด้วย

❌ ความเข้าใจผิดที่ 2

คิดว่าคนที่รักงานจะทนต่อแรงกดดันได้ดีกว่า จึงไม่ต้องกังวลเรื่อง burnout

ซึ่งคิดผิดทั้งคู่

แรงจูงใจในการทำงานนั้นผูกกับงานเฉพาะอย่าง ไม่ใช่กับทุกอย่างในชีวิตการทำงาน พนักงานที่รู้สึกมีพลังมากเวลานำเสนองานต่อลูกค้าด้วยดวงตาเป็นประกาย ไม่ได้หมายความว่าเขาจะมีพลังเท่ากันตอนต้องจัดไฟล์ เขียนรายงาน หรือนั่งอยู่ในคณะกรรมการที่ไม่เกี่ยวกับงานของเขาเลย

และเมื่อพนักงานที่มีแรงจูงใจสูงถูกดึงออกจากงานที่ตัวเองรัก นักวิจัยพบว่าความสุขของพวกเขาลดลงมากกว่าเพื่อนร่วมงานที่มีแรงจูงใจต่ำกว่าถึงสามเท่า


ผลงานจะแย่ลงด้วย

งานวิจัยนี้ยังพบอีกว่าการโหลดงานพิเศษให้กับคนที่ขยัน และมีพลังในการทำงานมากที่สุด ไม่ได้แค่ทำให้เขาเหนื่อยเพิ่มขึ้น แต่ยังทำให้ผลงานหลักของเขาแย่ลงด้วย

ในการทดลองหนึ่ง พนักงานที่มีแรงจูงใจสูงถูกเลือกให้รับงานพิเศษแทรกเข้ามาระหว่างทำงานหลักที่มีโบนัสรออยู่ ถึง 74% ของเวลาทั้งหมด ผลคือผลงานหลักของเขาแย่ลงอย่างมีนัยสำคัญ และโอกาสได้รับโบนัสลดลงตามไปด้วย ทั้งที่ผู้จัดการเลือกเขาเพราะคิดว่าเขาเก่งที่สุด

กล่าวคือ ผู้จัดการกำลังใช้ความขยันของพนักงานเป็นเหตุผลในการมอบงานพิเศษ แต่งานพิเศษนั้นกลับทำให้ผลงานหลักของเขาแย่ลง มันเป็นวงจรที่ทำร้ายทั้งพนักงานและองค์กรไปพร้อมกัน

เมื่อนักวิจัยลองแจกจ่ายงานพิเศษให้เท่าเทียมกันขึ้น คือจาก 70/30 เป็น 50/50 พบว่าพนักงานที่มีแรงจูงใจต่ำกว่าไม่ได้รู้สึกแย่ขึ้นเลย แต่ความพึงพอใจของพนักงานที่มีแรงจูงใจสูงกลับดีขึ้นอย่างชัดเจน — การแก้ปัญหานี้ไม่มีผู้แพ้ มีแต่ผู้ได้


สามสิ่งที่ผู้จัดการทำได้ทันที

ข่าวดีคือนี่ไม่ใช่ปัญหาโครงสร้างที่ต้องใช้เวลาหลายปีในการแก้ มันเป็นพฤติกรรมที่เปลี่ยนได้ด้วยวิธีที่ง่ายมาก

01  จดบันทึกว่ามอบหมายงานพิเศษให้ใครบ้าง

เพียงแค่ทำให้ผู้จัดการ “เห็น” พฤติกรรมของตัวเองก็ช่วยได้มาก เพราะผู้จัดการส่วนใหญ่ในงานวิจัยไม่รู้เลยว่าตัวเองกำลังแจกงานอย่างไม่สมดุล แค่มีสเปรดชีตหรือโน้ตสั้นๆ ว่าครั้งที่แล้วใครรับงานพิเศษไป ก็ช่วยให้การตัดสินใจครั้งต่อไปยุติธรรมขึ้น

02  ตัดสินใจเรื่องงานพิเศษเป็นชุด ไม่ใช่ทีละครั้ง

เมื่อผู้จัดการตัดสินใจมอบหมายงานหลายงานพร้อมกัน แทนที่จะตัดสินใจทีละงานในแต่ละครั้งที่งานเข้ามา พวกเขามีแนวโน้มที่จะกระจายงานได้ยุติธรรมกว่ามาก เพราะมองเห็นภาพรวมได้ดีกว่า

03  ปรับความเข้าใจเรื่อง burnout

เพียงแค่บอกให้ผู้จัดการรู้ว่า “แรงจูงใจสูงไม่ได้แปลว่าทนต่อแรงกดดันได้ไม่จำกัด” ก็ทำให้การแจกจ่ายงานยุติธรรมขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ไม่ต้องใช้โปรแกรมฝึกอบรมราคาแพง ไม่ต้องปรับโครงสร้างทีม แค่เปลี่ยนความเชื่อก็เพียงพอ


คำถามที่ผู้จัดการทุกคนควรถามตัวเอง

องค์กรส่วนใหญ่ลงทุนอย่างมากเพื่อสร้างพนักงานที่มีความผูกพันกับงาน แต่กลับปล่อยให้ผู้จัดการทำลายการลงทุนนั้นทีละนิดผ่านนิสัยการมอบหมายงานที่ดูเหมือนสมเหตุสมผล แต่ความจริงไม่ใช่ การดึงพวกเขาออกจากงานที่รักบ่อยๆ ไม่ได้ใช้ประโยชน์จากความขยันของพวกเขา แต่กำลังกัดกินมัน

“ครั้งล่าสุดที่มีงานพิเศษเข้ามา ใครในทีมได้รับมันไป และนั่นยุติธรรมหรือเปล่า?”

โดย ประคัลภ์ ปัณฑพลังกูร | ที่ปรึกษาด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล | Think People Consulting

7 เรื่องเกี่ยวกับ KPI ที่คนทำงานเข้าใจผิดกันมาตลอด

บทความ · HR Management · KPI

⬛ HR Insight

7 เรื่องเกี่ยวกับ KPI ที่คนทำงานเข้าใจผิดกันมาตลอด

“เรื่อง KPI เนี่ย บริษัทเราทำมาหลายปีแล้วครับ เข้าใจดี”


มีประโยคหนึ่งที่ผมได้ยินบ่อยมากเวลาเข้าไปคุยเรื่อง KPI กับองค์กรต่างๆ นั่นคือ “เรื่อง KPI เนี่ย บริษัทเราทำมาหลายปีแล้วครับ เข้าใจดี”

ผมว่าความมั่นใจตรงนี้แหละครับ ที่เป็นปัญหา

เพราะในประสบการณ์ของผม ความผิดพลาดเรื่อง KPI ที่เจอซ้ำแล้วซ้ำเล่า ส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจากการที่คนตั้ง KPI ไม่เก่ง แต่เกิดจากความเข้าใจผิดพื้นฐานบางอย่างที่ฝังลึกจนเจ้าตัวไม่รู้ด้วยซ้ำว่ากำลังเข้าใจผิดอยู่ มันกลายเป็นเรื่องที่ “ทุกคนทำกันแบบนี้” จนไม่มีใครหยุดตั้งคำถาม

วันนี้ผมเลยอยากชวนคุณมาดูความเข้าใจผิดเรื่อง KPI 7 เรื่องที่ผมเจอบ่อยที่สุด ลองดูนะครับว่าองค์กรของคุณติดกับดักข้อไหนอยู่บ้าง

อ่านเพิ่มเติม “7 เรื่องเกี่ยวกับ KPI ที่คนทำงานเข้าใจผิดกันมาตลอด”

ทำไมทุกคนทำ KPI ได้เป้า แต่องค์กรกลับไปไม่ถึงเป้าหมาย มันเกิดอะไรขึ้น (ตอนที่ 3)

บทความ · HR Management · KPI & Performance

⬛ HR Insight · ตอนจบ

ทำไมทุกคนทำ KPI ได้เป้า แต่องค์กรกลับไปไม่ถึงเป้าหมาย มันเกิดอะไรขึ้น (ตอนที่ 3)

“สาเหตุที่มันขัดกัน ไม่ได้อยู่ที่ตัวฝ่ายขายหรือฝ่ายการเงิน แต่อยู่ที่ตัว Corporate KPI ของเราตั้งแต่ต้น”


สองตอนที่ผ่านมา ผมเล่าถึงห้องประชุมที่ทุกฝ่ายทำ KPI ได้ตามเป้า แต่บริษัทกลับแย่ลง แล้วชี้ว่าทางแก้คือต้องเริ่มตั้ง KPI จากเป้าองค์กรลงมา ไม่ใช่จากตำแหน่งงานขึ้นไป พร้อมกับเชื่อมแกนนอนระหว่างฝ่ายด้วยเป้าร่วม เพื่อไม่ให้แต่ละฝ่ายต่างคนต่างวิ่งจนกลับไปชนกัน

แต่ผมทิ้งคำถามที่ยากที่สุดไว้ คือถ้าเป้าของสองฝ่ายมันขัดกันโดยธรรมชาติเลยล่ะ จะทำอย่างไร ตอนนี้เราจะมาตอบคำถามนั้นกัน

อ่านเพิ่มเติม “ทำไมทุกคนทำ KPI ได้เป้า แต่องค์กรกลับไปไม่ถึงเป้าหมาย มันเกิดอะไรขึ้น (ตอนที่ 3)”

เมื่อผู้บริหารประกาศกลยุทธ์ HR สวยหรู แต่ระบบพื้นฐานกลับไม่เคยหันไปมองว่ารองรับหรือไม่

สวัสดีครับท่านผู้อ่านทุกท่าน

ช่วงหลังมานี้ ผมมีโอกาสได้ไปฟังงานสัมมนา กิจกรรม Event ต่าง ๆ ทางด้าน HR รวมถึงพูดคุยกับผู้บริหารระดับสูงขององค์กร สิ่งหนึ่งที่มักจะเห็นจนเป็นภาพชินตา คือความพยายามที่จะวิ่งตามเทรนด์ระดับโลกครับ ไม่ว่าจะเป็นการทำ Agile Organization, การสร้าง Employee Experience (EX) แบบว้าว ๆ หรือเทรนด์ล่าสุดอย่าง AI-Driven HR ซึ่งฟังดูแล้วมันทันสมัยและดูดีมากเลยใช่ไหมครับ

แต่พอเราเหลียวหลังกลับไปมองระบบหลังบ้านจริง ๆ เรากลับพบความจริงที่น่าตกใจว่า ข้อมูลพนักงานยังอยู่ในไฟล์ Excel ที่ส่งต่อกันไปมา ข้อมูลผิด ๆ ถูก ๆ หรือระบบสวัสดิการพนักงานยังต้องใช้กระดาษเขียนเบิกกันอยู่เลย

อ่านเพิ่มเติม “เมื่อผู้บริหารประกาศกลยุทธ์ HR สวยหรู แต่ระบบพื้นฐานกลับไม่เคยหันไปมองว่ารองรับหรือไม่”

บลอกที่ WordPress.com .

ขึ้น ↑