แค่ปรับตัวได้ ยังไม่พอ ผู้นำต้องแสดงให้เห็นว่าทำได้จริง

บทความ · HR Management · Leadership Development

⬛ HR Insight

แค่ปรับตัวได้ ยังไม่พอ

วันนี้ผู้นำต้อง “ทำให้คนเห็น” ว่าตนเองพร้อมรับการเปลี่ยนแปลง

“ผู้นำที่ไปต่อได้ ไม่ใช่คนที่เก่งที่สุดในห้องเสมอไป แต่คือคนที่ทำให้ทุกคนมั่นใจได้ว่า ไม่ว่าโลกจะเปลี่ยนไปอย่างไร เขาก็พร้อมจะเรียนรู้ พร้อมจะปรับ และพร้อมจะพาองค์กรไปข้างหน้า”


โลกการทำงานวันนี้เปลี่ยนเร็วเสียจนคำว่า “เก่ง” อย่างเดียวไม่พออีกต่อไป ต่อให้คุณเป็นคนทำงานดี มีผลงานสม่ำเสมอ รับผิดชอบสูง และเป็นที่ยอมรับของคนรอบข้าง หากคุณยังทำให้ผู้บริหารและทีมงาน “มองไม่เห็น” ว่าคุณสามารถนำพาตัวเองและคนอื่นผ่านความเปลี่ยนแปลงได้ คุณก็อาจยังไม่ใช่คนที่องค์กรเลือกให้ไปต่อในบทบาทที่ใหญ่ขึ้น

นี่คือประเด็นสำคัญมากจากบทความของ Harvard Business Review ที่ชี้ชัดว่า ในโลกที่เต็มไปด้วย AI ระบบอัตโนมัติ ความผันผวนของตลาด การปรับโครงสร้างองค์กร และความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นแทบตลอดเวลา “Adaptability” หรือความสามารถในการปรับตัว กลายเป็นคุณสมบัติสำคัญของผู้นำยุคใหม่

แค่มีความสามารถในการปรับตัว ยังไม่พอ

ผู้นำในวันนี้ต้อง แสดงให้คนอื่นเห็นอย่างชัดเจน ด้วยว่า ตนเองมีความพร้อมที่จะเปลี่ยน เรียนรู้ และนำพาคนอื่นไปกับความเปลี่ยนแปลงนั้นได้จริง

องค์กรไม่ได้มองหาแค่คนที่ “อยู่รอด” ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลง แต่อยากได้คนที่ “พาองค์กรไปข้างหน้า” ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงนั้นมากกว่า


ทำไม “การแสดงออกถึงความสามารถในการปรับตัว” จึงสำคัญกว่าที่คิด

ในอดีต เรามักให้คุณค่ากับผู้นำที่นิ่ง มั่นคง มีประสบการณ์สูง และควบคุมสถานการณ์ได้ดี แต่ในโลกปัจจุบัน ความนิ่งอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ เพราะหลายครั้งสิ่งที่องค์กรต้องการไม่ใช่คนที่รักษาของเดิมได้ดีเท่านั้น แต่คือคนที่มองเห็นอนาคต อ่านเกมออก และกล้าพาองค์กรขยับก่อนที่จะสายเกินไป

ปัญหาคือ ผู้นำจำนวนไม่น้อยเชื่อว่าตัวเองเป็นคนปรับตัวได้ แต่ในสายตาของคนรอบตัว กลับยังดูยึดติดกับวิธีเดิม ดูระแวงการเปลี่ยนแปลง หรือดูเหมือนรอให้สถานการณ์ชัดก่อนค่อยขยับ

เพราะในการเติบโตสู่บทบาทที่สูงขึ้น องค์กรไม่ได้ประเมินแค่สิ่งที่คุณคิดเกี่ยวกับตัวเอง แต่ดูจากพฤติกรรมที่คุณแสดงออกมาในทุกวัน

🎯  คนมองเราจากสิ่งเหล่านี้ทุกวัน

▸ คุณพูดอย่างไรเมื่อเจอการเปลี่ยนแปลง

▸ คุณตัดสินใจอย่างไรเมื่อความชัดเจนยังไม่ครบ

▸ คุณสื่อสารกับทีมอย่างไรเมื่อทุกคนกำลังกังวล

▸ คุณทำให้คนอื่นรู้สึกอย่างไรในช่วงเวลาที่ไม่แน่นอน


ความสามารถในการปรับตัวของผู้นำ ไม่ได้มีแค่มุมเดียว

ผู้นำที่ปรับตัวได้จริง ไม่ได้หมายถึงแค่คนที่เปลี่ยนเร็ว หรือเปลี่ยนเก่ง แต่ประกอบด้วย 3 เรื่องสำคัญที่ต้องมีไปพร้อมกัน

01  Agility — ขยับให้เร็ว และพาคนอื่นขยับไปด้วยกัน

ผู้นำที่มี agility จริง ไม่ใช่แค่คนที่ตัวเองเปลี่ยนได้เร็ว แต่ต้องสามารถทำให้ทีมเปลี่ยนตามได้ด้วย เขาจะไม่ติดอยู่กับคำว่า “เมื่อก่อนเราทำแบบนี้” แต่จะเริ่มถามว่า “ถ้าจะทำให้ดีกว่าเดิม เราควรทำอย่างไร” Agility จึงไม่ใช่การเปลี่ยนเพราะตามกระแส แต่คือการมองเห็นความเปลี่ยนแปลงแล้วตีความได้ว่าควรตอบสนองอย่างไรให้เกิดผลดีที่สุดต่อธุรกิจ ต่อทีม และต่ออนาคตของคนในองค์กร

02  Resilience — นิ่งให้เป็น เมื่อโลกไม่นิ่ง

ในช่วงที่องค์กรเจอแรงกดดัน สิ่งหนึ่งที่ทีมมองหาจากผู้นำเสมอคือ “ความนิ่ง” ไม่ใช่นิ่งแบบไม่รู้สึกอะไร แต่เป็นนิ่งแบบมีสติ รู้ว่าสถานการณ์ยาก ยอมรับว่าคนกำลังกังวล แต่ยังคงรักษาทิศทางและความมั่นใจบางอย่างให้ทีมเดินต่อไปได้ ผู้นำที่มี resilience จะช่วยให้ทีมมองเห็นว่า แม้เราอาจควบคุมทุกอย่างไม่ได้ แต่ยังมีบางอย่างที่เราทำได้ เราพัฒนาตัวเองได้ เราเรียนรู้เพิ่มได้ และเราโฟกัสสิ่งที่อยู่ในมือได้

03  Foresight — มองให้ไกลกว่าเรื่องตรงหน้า

Foresight คือความสามารถในการมองล่วงหน้า เห็นสัญญาณก่อนที่ปัญหาจะมา อ่านแนวโน้มให้ขาด และเข้าใจว่าความเปลี่ยนแปลงด้านตลาด เทคโนโลยี ลูกค้า ต้นทุน หรือคู่แข่ง กำลังจะพาองค์กรไปทางไหน ผู้นำที่มี foresight ไม่ได้รอให้ปัญหาเกิดก่อนแล้วค่อยวิ่งแก้ แต่เริ่มคิดล่วงหน้าว่า หากสถานการณ์เปลี่ยนแบบนี้ เราควรเตรียมอะไรไว้ นี่คือสิ่งที่แยก “ผู้จัดการที่เก่ง” ออกจาก “ผู้นำที่พร้อมสำหรับอนาคต”


ถ้าอยากโตเป็นผู้นำมากขึ้น ต้องทำให้ Adaptability กลายเป็น “ภาพจำ” ของเรา

คนที่จะเติบโตขึ้นไปในระดับผู้นำอาวุโส ไม่ใช่แค่คนที่มี adaptability อยู่ข้างใน แต่ต้องทำให้สิ่งนี้กลายเป็นภาพจำในสายตาคนอื่นด้วย

01  แสดงให้เห็นทุกวันว่าเป็นผู้นำที่พร้อมรับการเปลี่ยนแปลง

อย่ารอให้มีโปรเจกต์ใหญ่หรือวิกฤตใหญ่ก่อนค่อยโชว์ความสามารถ เพราะคนมองเราอยู่ทุกวันจากสิ่งเล็กๆ เวลางานสะดุด คุณมีท่าทีอย่างไร เวลา priority เปลี่ยน คุณบ่นก่อนหรือมองหาทางไปต่อ เวลาทีมสับสน คุณเติมความตื่นตระหนกหรือเติมความชัดเจน

ผู้นำที่พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงจะไม่ใช้ภาษาที่ปิดประตู เช่น “เราทำแบบนี้มาตลอด” หรือ “มันไม่น่าจะได้ผล” แต่จะใช้ภาษาที่เปิดความเป็นไปได้ เช่น

“ถ้าเราคิดใหม่จากศูนย์ เราจะทำแบบไหน” / “มีอะไรที่เราควรลอง” / “ถ้าเปลี่ยนแล้วจะได้ประโยชน์อะไรบ้าง”

02  มีทั้ง Empathy และ Accountability พร้อมกัน

หลายคนพลาดตรงนี้ บางคนเก่งเรื่องคนแต่ไม่กล้ากดดันให้เกิดผลลัพธ์ บางคนเก่งเรื่องผลลัพธ์แต่ทำให้คนเหนื่อยจนหมดพลัง ผู้นำที่เติบโตได้ไกลต้องมีทั้งสองอย่างพร้อมกัน

Empathy คือการเข้าใจว่าการเปลี่ยนแปลงทำให้คนเครียดและเหนื่อยได้ แต่ Accountability คือการไม่ปล่อยให้ความยากเหล่านั้นกลายเป็นข้ออ้างในการหยุดเดิน ผู้นำที่ดีจะพูดได้ว่า “ผมรู้ว่านี่ไม่ง่าย และผมจะช่วยคุณผ่านมันไป” พร้อมกับยังยืนยันว่า “แต่เรายังต้องส่งมอบงานที่ดี และต้องไปถึงเป้าหมายร่วมกัน”

03  แสดงให้เห็นว่าเรายังเรียนรู้ และยังพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ

ในยุคนี้ ผู้นำที่หยุดเรียนรู้เร็วเกินไป กำลังเสี่ยงจะตกยุคโดยไม่รู้ตัว การพัฒนาตัวเองจึงไม่ใช่เรื่องที่มีก็ดีอีกต่อไป แต่เป็นเรื่องจำเป็น ผู้นำที่ดีต้องไม่ทำตัวเหมือนรู้ทุกอย่าง แต่ต้องแสดงให้เห็นว่าตัวเองพร้อมเรียนรู้เรื่องใหม่ กล้าถาม กล้ารับคำแนะนำ และกล้าพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง ยิ่งอยู่สูง ยิ่งมีคนพูดความจริงกับเราน้อยลง ถ้าไม่อัปเดตตัวเอง สุดท้ายเราจะกลายเป็นคนที่เคยเก่ง แต่ไม่ทันโลก


3 ความเข้าใจผิดที่ทำให้ผู้นำดู “ไม่พร้อมโต”

มี 3 เรื่องที่ผู้นำจำนวนไม่น้อยเข้าใจผิด และทำให้ตัวเองดูไม่ adaptable ทั้งที่อาจไม่ได้ตั้งใจ

01  คิดว่าความมั่นคง เท่ากับ ความสามารถในการปรับตัว

การอยู่กับองค์กรมานาน ผ่านการเปลี่ยนแปลงมาหลายรอบ หรือเป็นคนเสถียรน่าเชื่อถือ เป็นเรื่องดี แต่ไม่ได้แปลว่าคุณเป็นคนปรับตัวเก่งโดยอัตโนมัติ ความมั่นคงช่วยให้องค์กรไม่ล้ม แต่ adaptability คือสิ่งที่ช่วยให้องค์กรไปต่อ คนที่นิ่งแต่ไม่เปลี่ยน อาจรักษาระบบเดิมได้ แต่ไม่ได้แปลว่าจะพาองค์กรไปสู่อนาคตได้

02  คิดว่าทำงานหนักเท่ากับพร้อมเลื่อนตำแหน่ง

คนจำนวนมากทำงานหนักมาก รับผิดชอบสูง และแก้ปัญหาเก่ง แต่ยังไม่ได้โต เพราะองค์กรไม่ได้มองแค่ “ใครทำงานเก่งที่สุด” แต่มองว่า “ใครคิดและนำในระดับที่ใหญ่กว่าเดิมได้” การเป็น “คนที่งานขาดไม่ได้” ไม่ได้แปลว่าเป็น “คนที่พร้อมเป็นผู้นำระดับสูงกว่า” บางครั้งกลับตรงกันข้ามด้วยซ้ำ เพราะคนที่มัวแต่เก่งอยู่ในงานเดิม อาจยังไม่ยอมก้าวออกมาคิดในระดับใหม่

03  คิดว่าการแสดงความไม่แน่ใจ จะทำให้ดูอ่อนแอ

ผู้บริหารหลายคนไม่กล้ายอมรับว่าตนเองก็ไม่แน่ใจในบางเรื่อง ไม่กล้าพูดถึงความผิดพลาดที่ผ่านมา เพราะกลัวเสียความน่าเชื่อถือ แต่ความจริงคือ หากทำอย่างมีวุฒิภาวะ สิ่งนี้กลับสร้างความน่าเชื่อถือมากขึ้น

ผู้นำที่พูดได้ว่า “เราเองก็เคยพลาดจากเรื่องนี้” หรือ “เรายังไม่มีคำตอบครบ แต่เราจะหาคำตอบไปด้วยกัน” ไม่ได้ทำให้ดูอ่อนแอ แต่ทำให้ดูจริง มีสติ และน่าเชื่อถือ เพราะคนไม่ได้คาดหวังให้ผู้นำสมบูรณ์แบบ แต่คาดหวังให้ผู้นำจริงใจ มั่นคง และพาเขาไปข้างหน้าได้แม้ในวันที่คำตอบยังไม่ครบ


ผู้นำที่องค์กรอยากให้ไปต่อ ไม่ใช่คนที่เก่งที่สุดเสมอไป

โลกใหม่ทำให้เกณฑ์การมองหาผู้นำเปลี่ยนไป จากเดิมที่อาจเน้นประสบการณ์ ความสามารถเฉพาะด้าน หรือผลงานที่ผ่านมา วันนี้องค์กรกำลังมองหาคนที่พร้อมรับมือกับสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้นด้วย

ผู้นำที่โดดเด่นในอนาคตคือคนที่

▸ เปลี่ยนเร็วโดยไม่เสียทิศ

▸ นิ่งได้ท่ามกลางแรงกดดัน

▸ มองไกลกว่าสิ่งที่อยู่ตรงหน้า

▸ พาทีมผ่านความไม่แน่นอนได้

▸ ยังเรียนรู้และยังโตอยู่เสมอ

▸ และทำให้คนรอบตัวเห็นได้จากทุกการกระทำ ทุกการสื่อสาร และทุกการตัดสินใจ


คำถามสำคัญที่ผู้นำควรถามตัวเองในวันนี้

คำถามที่สำคัญไม่ได้อยู่ที่ “เราเป็นคนปรับตัวได้หรือไม่” แต่อยู่ที่ว่า คนรอบตัวมองเห็นหรือยังว่าเราเป็นผู้นำที่พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงจริง ทีมของเรารู้สึกหรือไม่ว่าเมื่อโลกเปลี่ยน เราจะช่วยพาเขาไปต่อได้ ผู้บริหารมองเห็นหรือไม่ว่าเราคิดเผื่ออนาคต ไม่ได้แค่ดูแลงานประจำ หากคำตอบยังไม่ชัด นี่ไม่ใช่ข่าวร้าย แต่คือสัญญาณว่าถึงเวลาต้องทำให้ “adaptability” ไม่ใช่แค่ความสามารถภายใน แต่กลายเป็นสิ่งที่คนอื่นสัมผัสได้จริงจากตัวเรา

“ผู้นำที่ไปต่อได้ ไม่ใช่คนที่เก่งที่สุดในห้องเสมอไป แต่คือคนที่ทำให้ทุกคนมั่นใจได้ว่า ไม่ว่าโลกจะเปลี่ยนไปอย่างไร เขาก็พร้อมจะเรียนรู้ พร้อมจะปรับ และพร้อมจะพาองค์กรไปข้างหน้า”

โดย ประคัลภ์ ปัณฑพลังกูร | ที่ปรึกษาด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล | Think People Consulting

บ่นว่าหาคนไม่ได้ แต่ไม่เคยลงทุนกับคนที่มีอยู่

บทความ · HR Management · Talent Strategy

⬛ HR Insight

บ่นว่าหาคนไม่ได้ แต่ไม่เคยลงทุนกับคนที่มีอยู่

“ความรู้มีมากพอแล้ว สิ่งที่ขาดคือการตัดสินใจว่าจะลงมือทำจริงหรือไม่”


ทุกวันนี้งานสัมมนาด้าน HR มี Trend ใหม่ๆ เข้ามาไม่หยุด ไม่ว่าจะเป็น AI ในกระบวนการสรรหา Skills-based Organization หรือ Employee Experience ซึ่งไม่ใช่เรื่องไม่ดีนะครับ Trend เหล่านี้มีประโยชน์ มีข้อมูลรองรับ และหลายเรื่องก็เป็นทิศทางที่องค์กรควรเดินไป

แต่มีคำถามหนึ่งที่ผมอยากให้ลองถามตัวเองก่อน

องค์กรของเราไปถึงไหนแล้ว เมื่อเทียบกับ Trend ที่กำลังพูดถึงกัน?

เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นบ่อยมากในชีวิตจริงคือ เวลา HR นำเรื่องเหล่านี้ไปคุยกับ CEO คำตอบที่ได้กลับมามักจะเป็น “คุณควรจะอยู่ในโลกแห่งความเป็นจริงหน่อยนะ”

และถ้าเราลองมองให้ลึกขึ้น CEO พูดไม่ผิดทั้งหมดครับ เพราะในขณะที่เราพูดถึง Trend ข้างหน้า ปัญหาพื้นฐานที่สุดยังวนซ้ำอยู่ที่เดิม

ในงานสัมมนาที่ผมเข้าร่วม มีประโยคหนึ่งที่ได้ยินจากผู้บริหารเกือบทุกคน “หาคนดีไม่ได้เลย ตลาดแรงงานมันยากมาก”

แล้วพอถามต่อว่า “แล้วปีนี้ลงทุนพัฒนาคนที่มีอยู่ไปเท่าไหร่?” ส่วนใหญ่ก็เงียบ หรือไม่ก็พูดเรื่องอื่น

นั่นคือความย้อนแย้งที่ผมเห็นซ้ำๆ ในองค์กรไทยมาหลายปี และมันไม่ได้เป็นแค่ความรู้สึก มีตัวเลขที่ชัดมากรองรับอยู่


ตัวเลขที่บอกว่าปัญหาจริง แต่วิธีแก้ยังไม่มา

ManpowerGroup สำรวจพบว่าเกือบ 75% ของนายจ้างทั่วโลกรายงานว่าหาคนที่มีทักษะที่ต้องการได้ยาก ตัวเลขนี้เพิ่มขึ้นจาก 36% ในปี 2557 หมายความว่าในสิบกว่าปีที่ผ่านมา ปัญหานี้เลวร้ายลงเป็นเท่าตัว

แต่คำถามที่น่าสนใจกว่าคือ แล้วองค์กรเหล่านั้นตอบสนองต่อปัญหานี้อย่างไร?

78%

ยังไม่ได้ขึ้นเงินเดือน ทั้งที่บ่นว่าหาคนไม่ได้

70%

ยังไม่ได้ลงทุนพัฒนาทักษะพนักงานอย่างจริงจัง ทั้งที่รู้ว่าขาดคน

ข้อมูลจาก Asia Pacific และ Middle East พบว่ามีเพียง 30% ที่ใช้การพัฒนาทักษะพนักงานเป็นกลยุทธ์หลัก นั่นหมายความว่า 70% ที่เหลือรู้ว่าตลาดขาดคน แต่ยังไม่ได้ลงมือทำอะไรกับมันจริงๆ


ในไทยยิ่งชัดกว่านั้น

ธุรกิจไทยต้องการ digital professionals ประมาณ 100,000 คนต่อปี แต่สถาบันการศึกษาไทยผลิตได้แค่ 30,000 คน เกิดช่องว่าง 70,000 คนต่อปี

ตัวเลขนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ มันเกิดขึ้นซ้ำทุกปีมาหลายปีแล้ว

🎯  สิ่งที่เกิดขึ้นจริงใน SME ไทย

▸ กว่า 67% ขององค์กรไทยรายงานว่าผู้สมัครขาดทักษะที่ต้องการ แต่แทนที่จะพัฒนาคนเอง กลับเลือก “รอคนดีมาสมัคร”

▸ บริษัทข้ามชาติที่เข้ามาในไทยเสนอค่าตอบแทนที่ SME ไทยแข่งไม่ได้ ทำให้คนเก่งไหลออกอยู่ตลอด แต่ SME ก็ยังไม่ปรับโครงสร้างค่าตอบแทนของตัวเอง

▸ วนซ้ำปีแล้วปีเล่า บ่นว่าหาคนไม่ได้ แต่ยังไม่ได้เปลี่ยนวิธีคิดหรือวิธีลงทุน


ทำไมถึงไม่มีใครแก้?

ผมคิดว่ามีสามเหตุผลที่ซ้อนกันอยู่

01  โทษคนอื่นง่ายกว่าตั้งคำถามกับตัวเอง

เมื่อหาคนไม่ได้ คำอธิบายที่สะดวกที่สุดคือ “คนในตลาดไม่ดี” แต่แทบไม่มีผู้บริหารคนไหนถามตัวเองว่า “เราเป็นนายจ้างที่ดีพอไหม? เราจ่ายดีพอไหม?” มันเหมือนบ่นว่าร้านอาหารไม่อร่อย แต่ไม่เคยถามว่าตัวเองซื้อวัตถุดิบดีพอหรือเปล่า

02  แรงกดดันระยะสั้นกินเวลาทั้งหมด

ผู้บริหาร SME ไทยส่วนใหญ่ถูกกดดันจาก cash flow รายเดือนตลอดเวลา การลงทุนพัฒนาคนซึ่งเห็นผลในหนึ่งถึงสองปีจึงแพ้ต่อค่าใช้จ่ายที่จำเป็นต้องจ่ายในเดือนนี้เสมอ ทั้งที่ต้นทุนของการไม่พัฒนาคนนั้นใหญ่กว่ามาก เพียงแต่มองไม่เห็นชัดเจน

03  HR ไม่มีที่นั่งในห้องประชุมกลยุทธ์

ใน SME ไทยส่วนใหญ่ HR ทำหน้าที่บริหารงานบุคคลและดูแลเอกสาร ไม่ได้นั่งในห้องที่ตัดสินใจเรื่องทิศทางธุรกิจ ผลคือ “ปัญหาคน” ไม่ถูกแปลงเป็นความเสี่ยงทางธุรกิจที่ผู้บริหารมองเห็นและรู้สึกได้จริงๆ


ต้นทุนที่ซ่อนอยู่ในสิ่งที่ไม่ทำ

สิ่งที่ผู้บริหารมักมองข้ามคือต้นทุนของการไม่ลงทุนกับคน มันไม่ได้อยู่ในงบประมาณอย่างชัดเจน แต่มันซ่อนอยู่ในตัวเลขอื่น

▸ ต้นทุนการสรรหาและ onboard พนักงานใหม่ที่ใช้เวลาสามถึงหกเดือนกว่าจะทำงานได้เต็มที่

▸ ผลิตภาพที่หายไปในช่วงที่ตำแหน่งว่าง

▸ ความรู้ที่หายออกไปพร้อมพนักงานที่ลาออก

▸ โอกาสทางธุรกิจที่พลาดไปเพราะองค์กรไม่มีทักษะที่ใช่ในเวลาที่ใช่

ต้นทุนเหล่านี้ไม่ได้ขึ้นอยู่ในงบ HR แต่มันกัดกร่อน revenue อยู่ทุกวันโดยไม่มีใครสังเกต


HR Trend ไม่ได้ขาด แต่การลงมือทำต่างหากที่ขาด

ทุกปีมี HR Trend ใหม่ออกมาไม่หยุด ปีนี้พูดเรื่อง AI ในกระบวนการสรรหา ปีก่อนพูดเรื่อง Employee Experience ปีก่อนหน้าพูดเรื่อง Hybrid Work

แต่สิ่งที่ไม่ค่อยถูกพูดถึงคือ ความรู้มีมากพอแล้ว สิ่งที่ขาดคือการตัดสินใจว่าจะลงมือทำจริงหรือไม่

องค์กรที่จะผ่านช่วงนี้ไปได้ไม่ใช่องค์กรที่รู้ Trend มากที่สุด แต่คือองค์กรที่กล้าตัดสินใจลงทุนกับคนก่อนที่จะรู้สึกว่า “พร้อมแล้ว” เพราะวันที่พร้อมจริงๆ อาจมาช้ากว่าที่คู่แข่งลงมือทำ


ลองถามตัวเองดูครับ

ในปีที่ผ่านมา องค์กรของคุณใช้เวลาและเงินเท่าไหร่ไปกับการบ่นว่าหาคนไม่ได้ เทียบกับการลงทุนพัฒนาคนที่มีอยู่แล้ว ถ้าคำตอบที่ได้ทำให้ไม่สบายใจ นั่นคือจุดเริ่มต้นที่ดีที่สุด เพราะปัญหาที่เราเห็นชัดแล้วและยังไม่แก้ ไม่ใช่ปัญหาเรื่องข้อมูล แต่เป็นปัญหาเรื่องการตัดสินใจ

“หาคนไม่ได้ไม่ใช่ปัญหาของตลาด มันคือสัญญาณว่าองค์กรยังไม่ได้ลงมือทำในสิ่งที่รู้อยู่แล้ว”

โดย ประคัลภ์ ปัณฑพลังกูร | ที่ปรึกษาด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล | Think People Consulting

ผู้จัดการของคุณเก่งจริง ๆ หรือ เก่งสร้างภาพต่อหน้าผู้บริหาร

บทความ · HR Management · People Management

⬛ HR Insight

ผู้จัดการของคุณเก่งจริง ๆ หรือ เก่งสร้างภาพต่อหน้าผู้บริหาร

“คนเก่งไม่ได้ลาออกจากองค์กร พวกเขาลาออกจากผู้จัดการ”


มีผู้บริหารท่านหนึ่งเคยบอกผมว่า “ผู้จัดการคนนี้เก่งมาก ลูกค้าชอบ ผลงานดี ไม่รู้ทำไมลูกน้องถึงลาออกบ่อยจัง”

ผมถามกลับว่า “แล้วเคยถามลูกน้องที่ลาออกไปไหมครับว่าเพราะอะไร?”

เงียบไปสักครู่ก่อนจะตอบว่า “ก็ไม่ได้ถามเป็นเรื่องเป็นราวนะ”

นั่นแหละคือปัญหา องค์กรหลายแห่งวัดผู้จัดการจากสิ่งที่มองเห็นง่าย แต่ไม่ค่อยถามถึงสิ่งที่ซ่อนอยู่ใต้ตัวเลขเหล่านั้น

ในวงการจิตวิทยาองค์กรมีแนวคิดหนึ่งที่น่าสนใจมากและผมคิดว่า HR และผู้บริหารไทยควรรู้จัก นั่นคือกลุ่มบุคลิกภาพสี่ด้านที่เมื่อพบในผู้จัดการมักนำมาซึ่งวัฒนธรรมการทำงานที่เป็นพิษโดยที่ผู้บริหารระดับสูงไม่รู้ตัว บทความนี้ไม่ได้เขียนเพื่อวินิจฉัยใครทางคลินิก แต่เพื่อให้รู้จักรูปแบบพฤติกรรมเหล่านี้ก่อนที่ความเสียหายจะสายเกินแก้


ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญกับองค์กรไทย

จากการศึกษาของ MIT Sloan Management Review พบว่าวัฒนธรรมองค์กรที่เป็นพิษสามารถทำนายอัตราการลาออกได้แรงกว่าเรื่องค่าตอบแทนถึง 10.4 เท่า และงานวิจัยของ Dr. Leanne ten Brinke นักจิตวิทยาสังคมจาก UC Berkeley พบว่าในตำแหน่งผู้บริหารระดับสูง มีผู้ที่มีลักษณะบุคลิกภาพด้านมืดมากกว่าประชากรทั่วไปถึงสามเท่า

ตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้อยู่ในงบ HR แต่มันซ่อนอยู่ในอัตราการลาออกที่สูงขึ้น ค่าใช้จ่ายในการสรรหาคนใหม่ และสุขภาพจิตของคนที่เหลืออยู่

ปัญหาคือผู้จัดการกลุ่มนี้มักไม่แสดงตัวตนที่แท้จริงต่อผู้บริหาร พวกเขาเก่งมากในการสร้างภาพที่ดีต่อคนที่มีอำนาจเหนือกว่า แต่แสดงพฤติกรรมอีกแบบหนึ่งโดยสิ้นเชิงเมื่ออยู่กับลูกน้อง


หนึ่ง — ผู้จัดการที่เย็นชา แต่ดูดีเสมอเมื่ออยู่ต่อหน้าผู้บริหาร

ผู้จัดการประเภทนี้มักผ่านการสัมภาษณ์ได้ดีที่สุด พูดเก่ง มีเสน่ห์ และตอบคำถามได้น่าประทับใจ แต่เมื่อได้รับอำนาจแล้ว สิ่งที่ปรากฏคือคนคนละคน

สิ่งที่เห็นได้ชัดที่สุดคือการเปลี่ยนบุคลิกตามสถานการณ์ได้อย่างไร้รอยต่อ น่ารักต่อหน้าผู้บริหาร รุนแรงต่อหน้าลูกน้อง โดยไม่รู้สึกขัดแย้งในตัวเองเลย ถ้าใครที่เคยทำงานกับผู้จัดการแบบนี้จะรู้ดีว่าบรรยากาศในทีมเปลี่ยนทันทีเมื่อผู้บริหารเดินเข้ามาในห้อง และเปลี่ยนกลับทันทีเมื่อประตูปิด

🎯  พฤติกรรมที่พบในที่ทำงาน

▸ เมื่อโปรเจกต์ล้มเหลวจะโทษทีมทุกครั้ง เมื่อสำเร็จจะเป็นผลงานของตัวเองเสมอ ไม่รู้สึกผิดแม้แต่น้อย

▸ จงใจไม่ส่งต่อข้อมูลสำคัญ แล้วตำหนิเมื่อลูกน้องทำงานผิดพลาดจากการไม่รู้ ไม่ใช่ความบังเอิญ แต่เป็นรูปแบบที่ทำซ้ำๆ

▸ เมื่อเกิดวิกฤตเร่งด่วน เลือกไม่รับผิดชอบและให้ลูกน้องจัดการเอง แม้รู้ดีว่าลูกน้องไม่มีอำนาจตัดสินใจ

นักจิตวิทยาบอกว่าคนกลุ่มนี้ไม่ได้ขาดความฉลาดทางอารมณ์ แต่รู้ดีว่าต้องแสดงอารมณ์แบบใดในแต่ละสถานการณ์ เพียงแต่ความรู้สึกนั้นไม่เคยมีจริง พวกเขารู้วิธีพูด แต่ไม่ได้รู้สึกจริงๆ


สอง — ผู้จัดการที่ต้องการเป็นศูนย์กลางของทุกสิ่ง

ผมเคยเห็นผู้จัดการคนหนึ่งนำเสนอในที่ประชุมผู้บริหารด้วยไอเดียที่น้องในทีมเป็นคนคิด โดยไม่ได้กล่าวถึงชื่อน้องคนนั้นแม้แต่ครั้งเดียว เมื่อกลับมาในทีม น้องคนนั้นก็ไม่ได้รับคำขอบคุณ มีแต่งานใหม่รออยู่

ผู้จัดการประเภทที่สองมีความมั่นใจสูงมากจนเกินพอดี สิ่งที่ต่างออกไปจากความมั่นใจทั่วไปคือความต้องการการยืนยันคุณค่าจากภายนอกอย่างต่อเนื่อง และการไม่ทนต่อความเห็นที่แตกต่างแม้แต่น้อย

🎯  พฤติกรรมที่พบในที่ทำงาน

▸ ในที่ประชุม มักขัดจังหวะบ่อย อธิบายยาวในสิ่งที่ตนเองรู้ และมองข้ามความเห็นของคนอื่นราวกับว่าไม่มีใครพูด

▸ ถ้าใครเสนอไอเดียที่ดีกว่า แทนที่จะชื่นชม มักหาทางหักล้างหรือเบี่ยงหัวข้อก่อนที่ไอเดียนั้นจะได้รับการยอมรับ

▸ การให้คำแนะนำเชิงสร้างสรรค์จะถูกรับรู้เป็นการโจมตีส่วนตัว และจะตอบโต้ด้วยความโกรธหรือการเงียบเย็นที่ทำให้บรรยากาศในทีมหนักมาก จนในที่สุดไม่มีใครกล้าพูดความจริงกับพวกเขาอีกต่อไป

สิ่งที่น่าสนใจคืองานวิจัยพบว่าผู้นำประเภทนี้มักถูกมองว่าเก่งในช่วงแรก เพราะความมั่นใจสูงสร้างความประทับใจแรกได้ดี แต่เมื่อเวลาผ่านไปผลการตัดสินใจกลับแย่กว่าค่าเฉลี่ย เพราะทีมหยุดบอกความจริงไปแล้ว


สาม — ผู้จัดการที่คิดทุกอย่างเป็นหมากกลยุทธ์

นี่คือประเภทที่อันตรายที่สุดในแง่ที่มองเห็นได้ยากที่สุด เพราะพวกเขาไม่ระเบิดอารมณ์ ไม่ตะโกน และไม่แสดงพฤติกรรมที่จับผิดได้ง่าย แต่คิดคำนวณทุกการเคลื่อนไหวอย่างรอบคอบและเย็นชา

🎯  พฤติกรรมที่พบในที่ทำงาน

▸ เลือกสนิทกับคนที่มีประโยชน์ต่อเป้าหมาย และตัดออกทันทีเมื่อหมดประโยชน์ คนที่เคยเป็นเพื่อนสนิทอาจกลายเป็นคนแปลกหน้าในชั่วข้ามคืนเมื่อสถานการณ์เปลี่ยนไป

▸ พูดคนละเรื่องกับคนละคน สร้างเรื่องราวที่แตกต่างกันเพื่อควบคุมข้อมูลและป้องกันไม่ให้ลูกน้องรู้สึกไว้วางใจกันและกัน เพื่อให้ตัวเองเป็นคนเดียวที่รู้ข้อมูลทั้งหมด

▸ จดจำความผิดพลาดหรือข้อมูลส่วนตัวของเพื่อนร่วมงาน แล้วนำมาใช้ในเวลาที่อีกฝ่ายอ่อนแอที่สุด ไม่ใช่การแบล็กเมล์ตรงๆ แต่เป็นการพูดอ้อมๆ ที่ทำให้รู้สึกได้ว่ามีใครบางคนถืออาวุธไว้ในมืออยู่เสมอ

ผลกระทบที่เห็นได้ในทีมคือความไม่ไว้วางใจที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทีมที่เคยทำงานร่วมกันได้ดีเริ่มระแวงกัน ไม่มีใครกล้าแชร์ข้อมูลกัน เพราะไม่รู้ว่าจะถูกนำไปใช้อย่างไร กว่าจะรู้สึกว่ามีปัญหา วัฒนธรรมความไว้วางใจในทีมก็พังไปแล้ว


สี่ — ผู้จัดการที่ดูมีความสุขเมื่อลูกน้องเครียด

นี่คือด้านที่ผมพูดถึงยากที่สุด เพราะฟังดูเกินจริง แต่ถ้าลองถามคนที่เคยผ่านผู้จัดการแบบนี้มา ส่วนใหญ่จะรู้ว่าหมายถึงอะไร ไม่ใช่ความโกรธหรือความเกลียด แต่เป็นความพึงพอใจเงียบๆ ที่ได้จากการเห็นลูกน้องดิ้นรน เครียด หรืออ่อนแอ

🎯  พฤติกรรมที่พบในที่ทำงาน

▸ เลือกตำหนิหรือดูถูกลูกน้องต่อหน้าคนอื่นแทนที่จะพูดคุยส่วนตัว ไม่ใช่เพราะไม่รู้ว่าควรทำอย่างไร แต่เพราะการทำต่อหน้าคนอื่นสร้างผลที่ต้องการมากกว่า

▸ กำหนดกำหนดเวลาที่เป็นไปไม่ได้ เปลี่ยนแผนกะทันหัน หรือเพิ่มงานในนาทีสุดท้ายโดยไม่มีเหตุผลชัดเจน และเมื่อลูกน้องทำผิดพลาดจากเงื่อนไขที่เป็นไปไม่ได้เหล่านั้น ก็จะถูกตำหนิราวกับเป็นความบกพร่องของตัวเอง

▸ สิ่งที่สังเกตได้ละเอียดกว่านั้นคือสีหน้าที่ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ เมื่อลูกน้องเครียดหรือทำผิดพลาด แทนที่จะมีความห่วงใย กลับมีรอยยิ้มเล็กๆ ที่อธิบายได้ยาก

ผลที่เกิดขึ้นในทีมคือบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความกลัว คนทำงานด้วยความระวังตัวมากกว่าความกระตือรือร้น และในที่สุดก็ไม่มีใครกล้าเสนอไอเดียใหม่หรือทดลองทำอะไรที่อาจผิดพลาด เพราะรู้ดีว่าความผิดพลาดมีราคาที่ต้องจ่ายมากกว่าปกติ


เมื่อทั้งสี่ด้านผสมกันในคนคนเดียว

ในความเป็นจริง ผู้จัดการที่มีปัญหามักไม่ได้มีเพียงด้านเดียว แต่ผสมกันในสัดส่วนที่ต่างกัน

ลองนึกถึงผู้จัดการที่ยิ้มแย้มต่อหน้าผู้บริหารแต่ตะโกนใส่ลูกน้องทันทีที่ประตูปิด จงใจไม่สอนงานแล้วสร้างสถานการณ์ให้ลูกน้องดูโง่ต่อหน้าเพื่อนร่วมงาน และสร้างความแตกแยกในทีมโดยบอกคนละเรื่องกับแต่ละคน

และที่เจ็บปวดที่สุดคือได้รับรางวัล “ผู้จัดการดีเด่น” จากผู้บริหาร เพราะรู้จักสร้างภาพ ในขณะที่ลูกน้องกำลังลาออกพร้อมรอยแผลทางจิตใจ


HR และผู้บริหารควรทำอย่างไร

❌ สิ่งที่ไม่ได้ผล

▸ หวังให้เขาเปลี่ยนด้วยตัวเอง

▸ ให้คำแนะนำเพิ่มขึ้นโดยไม่มีโครงสร้าง

▸ เชื่อผลงานโดยไม่ตรวจสอบจากหลายมุม

▸ ย้ายตำแหน่งโดยไม่แก้ปัญหาที่ต้นเหตุ

✓ สิ่งที่ได้ผล

▸ กำหนดกฎและผลที่ตามมาอย่างชัดเจนเป็นลายลักษณ์อักษร

▸ ใช้ระบบการประเมินแบบ 360 องศาที่ไม่เปิดเผยตัวตน

▸ ไม่มอบอำนาจเหนือผู้อื่นเป็นรางวัลของผลงาน

▸ ติดตาม exit interview ของลูกน้องที่ลาออกอย่างจริงจัง

แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการเลือกผู้จัดการโดยพิจารณาบุคลิกภาพ ไม่ใช่แค่ผลงาน


คำถามที่ HR ควรถามเมื่อประเมินผู้จัดการ

ไม่ใช่แค่ “เขาส่งมอบผลงานได้หรือไม่?” แต่คือ “ลูกน้องของเขาเติบโตขึ้นหรือไม่?” องค์กรที่ดีไม่ได้วัดจากผลงานของผู้จัดการเพียงคนเดียว แต่วัดจากว่าคนในทีมของเขายังอยากมาทำงานในวันจันทร์เช้าหรือไม่

“คนเก่งไม่ได้ลาออกจากองค์กร พวกเขาลาออกจากผู้จัดการ”

โดย ประคัลภ์ ปัณฑพลังกูร | ที่ปรึกษาด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล | Think People Consulting

องค์กรไม่ได้ขาดคนเก่ง แต่อาจขาดผู้นำที่มองเห็นความเป็นมนุษย์ของคน

บทความ · HR Management · Leadership

⬛ HR Insight

องค์กรไม่ได้ขาดคนเก่ง แต่อาจขาดผู้นำที่มองเห็นความเป็นมนุษย์ของคน

“องค์กรไม่ได้เสียคนดี คนเก่ง ในวันที่เขายื่นใบลาออก แต่เสียเขาไปตั้งแต่วันที่เขาเริ่มรู้สึกว่าอยู่ไปก็ไม่มีใครเห็นคุณค่า”


พนักงานคนหนึ่งลาออกกะทันหัน ทั้งที่ผลงานดี ทั้งที่เพิ่งได้รับการประเมินในระดับสูง และทั้งที่ไม่เคยแสดงสัญญาณใดๆ ให้เห็นว่ากำลังจะไป

ผู้จัดการของเขางงมากครับ บอกผมว่า “ไม่รู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้น ทุกอย่างดูโอเคหมดเลย”

ผมถามกลับว่า “แล้วครั้งสุดท้ายที่คุยกันจริงๆ แบบไม่ใช่เรื่องงาน คือเมื่อไหร่ครับ?”

เขานิ่งไปสักพัก แล้วบอกว่า “ก็… เวลาคุยกัน ก็คุยแต่เรื่องงานก็พอแล้ว ไม่ใช่หรือ”


ระบบบอกได้บางอย่าง แต่ไม่ได้บอกทุกอย่าง

องค์กรยุคปัจจุบันมีเครื่องมือในการบริหารคนมากขึ้นกว่าเดิมมาก ตั้งแต่ระบบประเมินผลงาน แผนการพัฒนาศักยภาพ การสำรวจความผูกพัน ไปจนถึงการวิเคราะห์ข้อมูลพนักงานที่ช่วยให้ผู้บริหารมองเห็นภาพรวมได้ละเอียดขึ้น

เครื่องมือเหล่านี้มีประโยชน์ครับ แต่ปัญหาจะเริ่มเกิดขึ้นเมื่อผู้นำเริ่มเชื่อว่าข้อมูลทั้งหมดนั้นคือตัวตนทั้งหมดของคนคนหนึ่ง

คะแนนผลงานบอกได้บางอย่าง แต่ไม่ได้บอกว่าเขากำลังเหนื่อยกับอะไรอยู่ ผลการประเมินศักยภาพบอกได้ว่าองค์กรมองเขาอย่างไร แต่ไม่ได้บอกว่าเส้นทางชีวิตของเขาเป็นอย่างไร และ Dashboard แม้จะช่วยให้ผู้บริหารเห็นภาพรวมได้เร็วขึ้น แต่ถ้าใช้ไม่ระวัง ก็อาจทำให้ลืมมองตาคนที่อยู่ตรงหน้า


มนุษย์ซับซ้อนกว่าตัวเลข

สิ่งที่ผมพบบ่อยมากในการทำงานกับองค์กรต่างๆ คือการที่ระบบตัดสินคนเร็วเกินไปจากข้อมูลที่มีอยู่เพียงบางส่วน ใครคะแนนไม่ดีก็ถูกตีความว่าไม่เก่ง ใครไม่พูดในที่ประชุมก็ถูกตีความว่าไม่มีภาวะผู้นำ ใครผลงานตกลงก็ถูกตีความว่าหมดแรงจูงใจ ทั้งที่ความจริงแล้วมนุษย์ซับซ้อนกว่านั้นมาก

▸ บางคนเงียบ เพราะเขากำลังฟังอย่างตั้งใจ

▸ บางคนไม่แสดงออก เพราะยังไม่รู้สึกว่ามีพื้นที่ปลอดภัยพอ

▸ บางคนผลงานตกลง เพราะกำลังเผชิญเรื่องหนักในชีวิต

▸ บางคนไม่ได้โดดเด่นในสายตาองค์กร เพราะระบบไม่เคยถูกออกแบบมาให้มองเห็นคุณค่าบางอย่างที่เขาสร้างขึ้น

นี่คือสิ่งที่ระบบอย่างเดียวตอบไม่ได้ แต่ผู้นำที่มองเห็นความเป็นมนุษย์จะเริ่มตั้งคำถามที่ลึกกว่า ไม่ถามแค่ว่า “ทำไมคนนี้ผลงานตก” แต่ถามว่า “เกิดอะไรขึ้นกับเขา” ไม่ถามแค่ว่า “ทำไมคนนี้ไม่พร้อมเติบโต” แต่ถามว่า “เราเคยช่วยให้เขาเติบโตจริงๆ หรือยัง”


ความเป็นมนุษย์ไม่ได้แปลว่าใจอ่อน

ผู้นำที่มีความเป็นมนุษย์ไม่ได้แปลว่าเป็นผู้นำที่ไม่กล้าตัดสินใจ ไม่กล้าให้ feedback หรือยอมรับผลงานที่ไม่ได้มาตรฐาน

ตรงกันข้าม ผู้นำที่มีความเป็นมนุษย์อาจตั้งมาตรฐานสูงมากก็ได้ แต่ความแตกต่างคือเขาตั้งมาตรฐานสูงโดยไม่ทำให้คนรู้สึกว่าตนเองไร้ค่า เขากล้าพูดเรื่องยาก แต่พูดด้วยความเคารพ และเขากล้าตัดสินใจเรื่องคน แต่ไม่ลืมว่าทุกการตัดสินใจนั้นกระทบชีวิตและอนาคตของมนุษย์จริงๆ


องค์กรมักไม่ได้เสียคนในวันที่เขายื่นใบลาออก

สิ่งที่ผมเห็นซ้ำๆ คือองค์กรส่วนใหญ่ไม่ได้เสียคนดีในวันที่เขายื่นใบลาออก แต่เสียเขาไปตั้งแต่วันที่เขาเริ่มรู้สึกว่าอยู่ไปก็ไม่มีใครเห็นคุณค่าในตัวเขา

คนไม่ได้หมดไฟในวันเดียว แต่หมดไฟจากการถูกมองข้ามซ้ำ ๆ จากการพยายามแล้วไม่มีใครเห็น และจากการอยู่ในระบบที่วัดผลบางอย่างได้ดี แต่กลับไม่เคยมองเห็นคุณค่าบางอย่างที่สำคัญไม่แพ้กัน


เรายังมองเห็นคนเป็นคนอยู่หรือเปล่า

ในยุคที่องค์กรพูดถึง AI, ระบบอัตโนมัติ, ประสิทธิภาพ และตัวเลขมากขึ้นเรื่อยๆ บางทีสิ่งที่องค์กรต้องไม่ลืมถามตัวเองคือ เรายังมองเห็นคนเป็นคนอยู่หรือเปล่า เพราะสุดท้ายแล้ว องค์กรไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยระบบเพียงอย่างเดียว แต่ขับเคลื่อนด้วยมนุษย์ที่มีความหวัง มีความกลัว มีความเหนื่อย มีความฝัน และมีหัวใจ

“คำถามสำคัญขององค์กรยุคนี้ไม่ใช่แค่ว่า เรามีคนเก่งพอหรือยัง แต่คือ เรามีผู้นำที่มองเห็นความเป็นมนุษย์ของคนมากพอหรือยังครับ?”

โดย ประคัลภ์ ปัณฑพลังกูร | ที่ปรึกษาด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล | Think People Consulting

10 สัญญาณเตือน หัวหน้าเป็นพิษ และวิธีเอาตัวรอด ก่อนสุขภาพจิตจะพัง

เคยไหมครับที่ตื่นเช้ามาแล้วรู้สึกไม่อยากไปทำงาน ไม่ใช่เพราะเบื่องานที่ทำ แต่เป็นเพราะคน ที่เราต้องเจอ โดยเฉพาะคนที่เป็นหัวหน้าของเราเอง

อ่านเพิ่มเติม “10 สัญญาณเตือน หัวหน้าเป็นพิษ และวิธีเอาตัวรอด ก่อนสุขภาพจิตจะพัง” →

บลอกที่ WordPress.com .

ขึ้น ↑