ปลดคนออกเพราะ AI คิดอย่างไรกับประโยคนี้บ้าง

บทความ · HR Management · Future of Work

⬛ HR Insight

ปลดคนออกเพราะ AI แต่ AI ยังมาไม่ถึง

“พาดหัวข่าวบอกว่าเป็นเพราะ AI แต่ถ้าอ่านสิ่งที่เขาพูดจริงๆ เขาบอกว่า ‘เราคาดว่า AI จะมาทำงานแทน’ ซึ่งยังไม่ได้เกิดขึ้น พวกเขาแค่หวัง”

Peter Cappelli, Wharton School

ต้นปี 2025 Jack Dorsey ผู้ก่อตั้ง Twitter ส่งจดหมายถึงผู้ถือหุ้นของ Block บริษัทฟินเทคของเขา ใจความสำคัญคือบริษัทจะลดจำนวนพนักงานจาก 10,000 คน เหลือไม่ถึง 6,000 คน

เหตุผล? AI

“ทีมที่เล็กลงอย่างมีนัยสำคัญ ใช้เครื่องมือที่เรากำลังสร้าง สามารถทำได้มากกว่าและทำได้ดีกว่า” เขาเขียนไว้เช่นนั้น

ฟังดูกล้าหาญ ฟังดูก้าวหน้า ฟังดูเหมือนผู้นำที่มองเห็นอนาคต

แต่ถ้าถามว่า AI ของ Block ทำงานแทนคน 4,000 คนได้จริงหรือยัง คำตอบที่ซื่อตรงที่สุดคือ ยังไม่มีใครรู้


ตัวเลขที่ไม่ตรงกับพาดหัวข่าว

ตลอดปี 2025 มีการปลดพนักงานทั่วโลกรวมกันหลายแสนคน และคำที่ปรากฏในแถลงการณ์ขององค์กรแล้วแล้วเล่าคือ “AI”

ในปี 2025 บริษัทต่างๆ อ้าง AI เป็นเหตุผลในการปลดพนักงานรวมกันถึง 55,000 ตำแหน่ง ซึ่งมากกว่าสองปีก่อนหน้าถึง 12 เท่า

ฟังดูเหมือน AI กำลังกวาดงานออกไปจากมือคนจริงๆ แต่พอนักวิจัยลงไปดูข้อมูลจริง ภาพที่ได้กลับต่างออกไปมาก

01  Oxford Economics (มกราคม 2026)

AI เป็นสาเหตุจริงๆ ของการปลดพนักงานเพียง 4-5% ของทั้งหมด โดยใช้ข้อมูลจากการสำรวจนายจ้างโดยตรง ไม่ใช่จากแถลงการณ์ต่อสื่อ

02  New York WARN Act (2025)

บริษัท 162 แห่งที่ยื่นแบบแจ้งการปลดพนักงานต่อหน่วยงานรัฐ ครอบคลุมพนักงาน 28,300 คน ไม่มีแม้แต่รายเดียวที่ระบุในเอกสารทางกฎหมายว่า AI เป็นเหตุผล ทั้งที่หลายแห่งบอกสื่อว่าปลดคนเพราะ AI

03  Gartner (ครึ่งแรกของปี 2025)

น้อยกว่า 1% ของการปลดพนักงานในช่วงนั้นที่เกิดจาก AI ทำให้คนทำงานได้มากขึ้นจริงๆ

ต่อหน้านักข่าว บอกว่าเป็นเพราะ AI ต่อหน้าเจ้าหน้าที่รัฐ บอกว่าเป็นเพราะเหตุผลทางเศรษฐกิจ


เมื่อ AI กลายเป็นข้ออ้างที่ฟังดูดี

Peter Cappelli ศาสตราจารย์จาก Wharton School มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย มีคำเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า “phantom layoffs” หรือการปลดพนักงานแบบลวงตา

“บริษัทเหล่านี้กำลังแต่งตัวการลดต้นทุนให้ดูเหมือนข่าวดี แทนที่จะยอมรับว่าจ้างคนมากเกินไปในช่วงที่ผ่านมา”

เหตุผลที่ทำแบบนี้ก็ไม่ซับซ้อน ตลาดหุ้นตอบสนองเชิงบวกต่อข่าวการปลดพนักงาน แต่ถ้าบอกว่าปลดเพราะจ้างเกินในช่วง COVID ฟังดูเป็นความผิดพลาดของผู้บริหาร แต่ถ้าบอกว่าปลดเพราะ AI ฟังดูเหมือนวิสัยทัศน์และความกล้าในการเปลี่ยนแปลง

ราคาหุ้นขึ้น นักลงทุนพอใจ และผู้บริหารดูเหมือนผู้นำที่ทันสมัย


ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นซ้ำในประวัติศาสตร์

สิ่งที่เกิดขึ้นอยู่นี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ในโลก

Robert Solow นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลเคยพูดไว้ตั้งแต่ปี 1987 ในยุคที่คอมพิวเตอร์เริ่มแพร่หลายว่า “คุณเห็นยุคคอมพิวเตอร์ได้ทุกที่ ยกเว้นในตัวเลขผลิตภาพ”

ความหมายคือ แม้เทคโนโลยีจะดูเหมือนเปลี่ยนโลก แต่ผลกระทบต่อประสิทธิภาพการทำงานจริงๆ มักใช้เวลานานกว่าที่ใครจะคาด

Goldman Sachs ระบุว่าแม้จะมีการลงทุนใน AI อย่างมหาศาล “เรายังไม่พบความสัมพันธ์ที่มีนัยสำคัญระหว่างผลิตภาพและการนำ AI มาใช้ในระดับเศรษฐกิจโดยรวม” และยังมีรายงานจากพนักงานว่า AI ทำให้ทำงานได้น้อยลง ไม่ใช่มากขึ้น โดยเวลาที่ใช้ในงานบางส่วนเพิ่มขึ้นถึง 346%

ประวัติศาสตร์กำลังบอกเราว่า เทคโนโลยีที่เปลี่ยนโลกจริงๆ มักต้องการเวลา ไม่ใช่แค่การประกาศ


คนที่จ่ายราคาแพงที่สุดคือใคร

สิ่งที่น่าเจ็บปวดในเรื่องนี้คือกลุ่มที่ถูกปลดก่อนมักไม่ใช่กลุ่มที่ทำงานได้ไม่ดี

ในภาคเทคโนโลยี พนักงานอายุน้อยในงานที่ AI เข้ามาเกี่ยวข้องพบว่าอัตราการว่างงานเพิ่มขึ้นเกือบ 3% ในครึ่งแรกของปี 2025 และโอกาสในการหางานของคนอายุ 22-25 ปีในสายงานเหล่านี้ลดลงประมาณ 14% นับตั้งแต่ ChatGPT เปิดตัวในปี 2022

❌ สิ่งที่เกิดขึ้น

Gen Z มีความพร้อมในการใช้ AI สูงที่สุดในทุกกลุ่มอายุ แต่กลับเป็นกลุ่มแรกที่ถูกปลด เพราะตำแหน่ง entry-level หายไป

⚠ ผลที่ตามมา

องค์กรกำลังตัดคนที่ใช้ AI เก่งที่สุดออกไป ในขณะที่กำลังบอกว่าต้องการ AI มากขึ้น


งานไม่ได้หายไปไหน แค่คนหายไป

นี่คือประเด็นที่หลายองค์กรไม่ยอมพูดออกมาตรงๆ

การปลดพนักงานเพราะ AI มักตั้งอยู่บนสมมติฐานว่า AI จะเข้ามารับงานส่วนที่คนเคยทำได้ทันที แต่ในความเป็นจริง งานส่วนใหญ่ยังอยู่ครบ เพียงแต่ไม่มีคนทำ

Forrester ระบุว่านี่ไม่ใช่การคาดเดา แต่เป็นรูปแบบที่เริ่มเห็นได้ชัดแล้ว องค์กรหลายแห่งกำลังปลดพนักงานเพราะความสามารถของ AI ที่ยังไม่มีอยู่จริง โดยเดิมพันกับสัญญาในอนาคต เมื่อการเดิมพันนั้นล้มเหลว บริษัทเผชิญทางเลือกสองทาง คือยอมรับความผิดพลาดและจ้างคนกลับในเงินเดือนเดิม หรือแก้ปัญหาเงียบๆ ด้วยการจ้างแรงงานราคาถูกกว่าจากต่างประเทศ

กรณีของ Klarna สะท้อนภาพนี้ได้ชัด บริษัทประกาศปลดพนักงาน 700 คนโดยอ้าง AI ต่อมาคุณภาพงานลดลง ลูกค้าร้องเรียน และสุดท้ายก็ต้องจ้างคนกลับมาทำงานเดิม

แต่ระหว่างที่รอให้วงจรนั้นครบรอบ องค์กรเสียอะไรไปบ้าง?

🎯  ต้นทุนที่ซ่อนอยู่เมื่อปลดคนแล้วต้องจ้างกลับ

▸ ความรู้ที่สะสมอยู่ในตัวคนที่ออกไป หายตามไปด้วย

▸ เวลาและต้นทุนในการสอนคนใหม่ให้รู้เรื่องเดิม

▸ ความไว้วางใจของพนักงานที่ยังอยู่ ที่เห็นทุกอย่างด้วยตาตัวเอง

▸ ค่าจ้างที่แพงขึ้น เมื่อต้องจ้างคนกลับในตลาดที่ตึงกว่าเดิม

55% ของนายจ้างเสียใจกับการปลดพนักงานที่อ้าง AI เป็นเหตุผล และครึ่งหนึ่งต้องจ้างคนกลับมาในที่สุด ตามข้อมูลของ Forrester

ปลดคนออก แต่งานยังอยู่ครบ AI ยังมาไม่ถึง แล้วก็ต้องจ้างคนกลับมาในราคาที่แพงกว่าเดิม — วงจรนี้ไม่ใช่ความก้าวหน้า มันคือต้นทุนที่ซ่อนอยู่ในการตัดสินใจที่รีบเร็วเกินไป


สิ่งที่ HR ต้องทำในฐานะคนที่อยู่ตรงกลาง

HR อยู่ในตำแหน่งที่ยากมากในช่วงนี้ เพราะมักถูกดึงไปอยู่ระหว่างความคาดหวังของผู้บริหารกับความเป็นจริงของพนักงาน

แต่ก็เป็น HR นั่นแหละที่มีหน้าที่ตั้งคำถามที่คนอื่นไม่กล้าถาม

ก่อนที่จะอนุมัติแผนลดพนักงานที่อ้างว่าเป็นเพราะ AI ควรถามให้ชัดก่อนว่า

🎯  คำถามที่ HR ต้องถามก่อนอนุมัติแผนลดคน

▸ ระบบ AI ที่จะมาแทนนั้น ใช้งานจริงในองค์กรแล้วหรือยัง?

▸ มีอัตราความผิดพลาดเท่าไหร่ในการใช้งานจริง?

▸ ถ้า AI ทำงานไม่ได้ มีแผนสำรองอะไร?

▸ ความรู้ที่สะสมอยู่ในตัวคนที่จะออกไปนั้น จะถ่ายทอดไว้อย่างไร?

ถ้าผู้บริหารตอบคำถามเหล่านี้ไม่ได้ด้วยข้อมูลจริง นั่นคือสัญญาณว่าการลดคนครั้งนั้นยังเร็วเกินไป

นอกจากนี้ HR ยังต้องวางแผนกำลังคนบนฐานของงานที่ต้องทำจริงในวันนี้ ไม่ใช่บนภาพอนาคตที่ยังไม่แน่ว่าจะมาถึงเมื่อไหร่ เพราะถ้าวางแผนผิด ต้นทุนที่แท้จริงไม่ได้อยู่แค่ในงบประมาณ แต่อยู่ในความไว้วางใจที่พนักงานมีต่อองค์กร ซึ่งเมื่อสูญไปแล้วยากจะสร้างคืน


การตัดสินใจวันนี้ อย่าใช้ความหวังพรุ่งนี้เป็นข้อมูล

Robert Solow ไม่ได้บอกว่าเทคโนโลยีไม่มีประโยชน์ เขาแค่บอกว่ามันต้องการเวลา AI ก็เช่นกัน มันจะเปลี่ยนโลกการทำงานจริงๆ แต่ไม่ใช่ในวันที่ผู้บริหารประกาศในแถลงการณ์

“และคนที่ต้องจัดการกับผลของการตัดสินใจนั้น ก็คือ HR นั่นเอง”

โดย ประคัลภ์ ปัณฑพลังกูร | ที่ปรึกษาด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล | Think People Consulting

ใส่ความเห็น

บลอกที่ WordPress.com .

ขึ้น ↑