บทความ · HR Management · KPI & Performance
⬛ HR Insight
ทำไมทุกคนทำ KPI ได้เป้า แต่องค์กรกลับไปไม่ถึงเป้าหมาย มันเกิดอะไรขึ้น (ตอนที่ 1)
“ถ้าทุกคนทำ KPI ได้หมด แล้วทำไมบริษัทผมถึงแย่ลง”
ผมเคยนั่งอยู่ในห้องประชุมสรุปผลงานประจำปีของบริษัทแห่งหนึ่ง บรรยากาศวันนั้นผมจำได้ดี เพราะมันแปลกมาก
ผู้จัดการฝ่ายขายลุกขึ้นรายงานว่ายอดขายทะลุเป้าที่ตั้งไว้ หน้าตายิ้มแย้ม ผู้จัดการฝ่ายผลิตรายงานต่อว่าต้นทุนต่อหน่วยลดลงได้ตามที่วางไว้เป๊ะ ฝ่ายการเงินบอกว่าคุมค่าใช้จ่ายได้ดีกว่าปีก่อน ฝ่ายบุคคลรายงานว่าอัตราการลาออกลดลง ทุกคนทำ KPI ของตัวเองได้หมด บางคนได้เกินเป้าด้วยซ้ำ
แต่พอ CEO เปิดสไลด์สุดท้ายขึ้นมา กำไรสุทธิของบริษัทกลับลดลงจากปีก่อน กระแสเงินสดตึงตัวจนเกือบต้องกู้เพิ่ม
ห้องนั้นเงียบไปพักหนึ่ง แล้ว CEO ก็หันมาถามผมเบาๆ ว่า “อาจารย์ครับ ถ้าทุกคนทำ KPI ได้หมด แล้วทำไมบริษัทผมถึงแย่ลง”
คำถามนั้นผมว่าเป็นหนึ่งในคำถามที่ดีที่สุดเท่าที่ผมเคยได้ยินจากผู้บริหาร เพราะมันไปจี้ถูกจุดที่องค์กรไทยจำนวนมากเป็นกันโดยไม่รู้ตัว
ความเชื่อที่ทำให้ KPI กลายเป็นปัญหา
มีความเชื่อหนึ่งที่ผมได้ยินบ่อยมากเวลาไปคุยเรื่องการวางระบบ KPI นั่นคือ “KPI ที่ดีคือ KPI ที่วัดผลงานของแต่ละตำแหน่งได้ชัดเจน”
ฟังดูไม่มีอะไรผิดใช่ไหมครับ แต่ผมคิดว่าความเชื่อนี้แหละที่เป็นต้นตอของปัญหา
เพราะองค์กรส่วนใหญ่ที่ผมเข้าไปช่วย พอบอกว่าจะทำ KPI สิ่งแรกที่ทำคือเรียกแต่ละฝ่ายมานั่งเขียน KPI ของตำแหน่งงานในฝ่ายตัวเอง ฝ่ายขายก็เขียนของฝ่ายขาย ฝ่ายผลิตก็เขียนของฝ่ายผลิต ต่างคนต่างเขียน ต่างคนต่างคิดว่าตัวเองทำถูก
ปัญหาคือ พอแต่ละฝ่ายตั้งเป้าเอง สิ่งที่เขาจะทำคือพยายามทำตัวเลขของตัวเองให้ดีที่สุด ซึ่งก็ถูกของเขานะครับ เขาถูกวัดด้วยตัวเลขนั้น เขาก็ต้องปกป้องตัวเลขนั้น
แต่พอทุกฝ่ายต่างปกป้องตัวเลขของตัวเอง ตัวเลขเหล่านั้นมันดันไปชนกันเอง
ฝ่ายขายถูกวัดด้วยยอดขาย เขาก็อยากปิดยอดให้ได้มากที่สุด วิธีที่ง่ายที่สุดคือปล่อยเครดิตยาวๆ ลดราคาลงหน่อย ลูกค้าจะได้ตัดสินใจซื้อเร็ว ฝ่ายการเงินถูกวัดด้วยหนี้เสียและความเร็วในการเก็บเงิน เขาก็อยากให้เครดิตสั้นที่สุด คัดลูกค้าให้ดีที่สุด สองฝ่ายนี้เลยทะเลาะกันทุกเดือน ฝ่ายผลิตถูกวัดด้วยต้นทุนต่อหน่วย เขาก็อยากผลิตทีละล็อตใหญ่ๆ ไม่อยากเปลี่ยนไลน์การผลิตบ่อย แต่ฝ่ายขายอยากได้สินค้าหลากหลายเพื่อตอบโจทย์ลูกค้า สองฝ่ายนี้ก็ขัดกันอีก
ทุกคนทำหน้าที่ของตัวเองอย่างมีเหตุผลที่สุด แต่ผลรวมกลับทำให้องค์กรแย่ลง
นี่คือสิ่งที่ผมเรียกว่า “ปัญหาเชิงโครงสร้าง” ไม่ใช่ “ปัญหาเรื่องคน”
และนี่แหละครับที่ทำให้การส่งคนไปอบรมเรื่อง “การทำงานเป็นทีม” ปีละหลายครั้งไม่ช่วยอะไรเลย เพราะปัญหาไม่ได้อยู่ที่คนไม่อยากร่วมมือกัน แต่อยู่ที่ระบบตัวเลขมันออกแบบมาให้คนต้องขัดกันตั้งแต่ต้น คุณจะสั่งให้เขารักกันแค่ไหน แต่ถ้าตัวเลขที่เขาถูกวัดมันบังคับให้ต้องแย่งกัน เขาก็ต้องแย่ง
ลำดับที่ถูกต้องต้องเริ่มจากบนสุดเสมอ
ทีนี้ลองมาดูว่า KPI ที่ถูกต้องควรเริ่มจากตรงไหน
คำตอบคือ ต้องเริ่มจากบนสุด ไม่ใช่จากตำแหน่งงาน
01 KPI ขององค์กร (Corporate KPI)
สิ่งแรกที่ต้องชัดก่อนเลยคือ KPI ขององค์กรทั้งบริษัท หรือที่เราเรียกกันว่า Corporate KPI ปีนี้บริษัทจะวัดความสำเร็จด้วยอะไร กำไรเท่าไร เติบโตกี่เปอร์เซ็นต์ ลูกค้าพึงพอใจระดับไหน ตรงนี้คือภาพปลายทางที่ทุกคนต้องวิ่งไปหา
02 Cascade ลงสู่ระดับฝ่าย
พอได้เป้าองค์กรแล้ว ขั้นต่อไปคือถามว่า แต่ละหน่วยงานต้องทำอะไรบ้าง เป้าองค์กรถึงจะสำเร็จ นี่คือการแปลงเป้าองค์กรลงมาเป็นเป้าของหน่วยงาน หรือที่เราเรียกว่าการ cascade ลงสู่ระดับฝ่าย
03 Cascade ลงสู่ระดับตำแหน่งงาน
แล้วจึงค่อยมาถึงขั้นสุดท้าย คือถามว่าในหน่วยงานนั้น แต่ละตำแหน่งต้องทำอะไร เป้าของหน่วยงานถึงจะสำเร็จ นี่คือการ cascade ลงสู่ระดับตำแหน่งงาน
สังเกตคำถามในทุกชั้นนะครับ มันไม่ใช่ “ฉันอยากตั้งเป้าตัวเองว่าอะไร” แต่เป็น “ฉันต้องทำอะไร เป้าของชั้นบนถึงจะสำเร็จ” คำถามสองแบบนี้ให้คำตอบที่ต่างกันลิบลับ
❌ แบบแรก — ตั้งเป้าจากตัวเอง
แบบแรกทำให้แต่ละคนตั้งเป้าที่ตัวเองทำได้สบายๆ และดูดีในรายงาน
✓ แบบหลัง — ตั้งเป้าจากเป้าองค์กร
แบบหลังบังคับให้ทุกคนต้องมองขึ้นไปข้างบนก่อนว่าองค์กรต้องการอะไร แล้วค่อยถอยกลับมาดูว่าตัวเองมีส่วนช่วยตรงไหน
ฝรั่งเรียกการมองเห็นเส้นทางจากงานของตัวเองไปจนถึงเป้าองค์กรว่า line of sight หรือเส้นสายตา ผมชอบคำนี้มากครับ เพราะมันบอกชัดว่าพนักงานทุกคนควรมองเห็นได้ว่างานเล็กๆ ที่ตัวเองทำอยู่ทุกวัน มันไปจบที่ความสำเร็จขององค์กรตรงไหน
ปัญหาขององค์กรที่เริ่มทำ KPI จากตำแหน่งงานก่อน คือพนักงานมองไม่เห็นเส้นนี้เลย เขารู้แค่ว่าตัวเองต้องทำตัวเลขให้ถึง แต่ไม่รู้ว่าตัวเลขนั้นไปเชื่อมกับอะไร พอไม่เห็นเส้น เขาก็โฟกัสแค่ตัวเลขตัวเอง และนั่นแหละคือจุดเริ่มต้นของการทะเลาะ
แนวคิดเรื่องการเชื่อมโยงเป้าจากบนลงล่างแบบนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่เลยครับ Kaplan และ Norton สองคนที่คิดเครื่องมือ Balanced Scorecard ขึ้นมาตั้งแต่ปี 1992 ก็พูดเรื่องนี้ไว้ชัดเจน และต่อมาราวปี 2004 เขาก็พัฒนาต่อเป็นเครื่องมือที่เรียกว่าแผนที่กลยุทธ์ หรือ strategy map
หัวใจของมันคือการวาดให้เห็นว่าเป้าแต่ละตัวมันต่อกันเป็นเหตุเป็นผลอย่างไร ของเล็กๆ อย่างการพัฒนาคนของเรา สุดท้ายมันไปโผล่ที่ผลประกอบการของบริษัทได้ยังไง พอวาดออกมาเป็นภาพ ทุกคนก็เห็นตรงกันว่างานของตัวเองอยู่ตรงไหนของห่วงโซ่นั้น
เรื่องนี้ยังไม่จบเพียงเท่านี้
การเริ่มจากบนแล้ว cascade ลงล่างให้ถูกลำดับ ที่จริงเป็นแค่ครึ่งเดียวของเรื่องครับ เพราะต่อให้ทุกฝ่ายมีเส้นสายตาเชื่อมขึ้นไปหาเป้าองค์กรครบหมดแล้ว มันก็ยังมีจุดที่องค์กรส่วนใหญ่พลาดอยู่ดี เป็นจุดที่ทำให้แต่ละฝ่ายกลับไปชนกันได้ ทั้งที่ต่างคนต่างทำถูกตามเป้าของตัวเอง
“จุดนั้นคืออะไร และจะแก้อย่างไร ผมขอเก็บไว้เล่าในตอนที่สองครับ”
โดย ประคัลภ์ ปัณฑพลังกูร | ที่ปรึกษาด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล | Think People Consulting
ใส่ความเห็น