สิ่งที่หายไป อาจเป็นตำแหน่ง แต่ไม่ใช่คุณค่าในตัวเรา

บทความ · ข้อคิดคนทำงาน · ชีวิตการทำงาน

⬛ HR Insight

สิ่งที่หายไป อาจเป็นตำแหน่ง แต่ไม่ใช่คุณค่าในตัวเรา


เมื่อไม่นานมานี้ เพื่อนคนหนึ่งของผมถูก lay-off
เขาเล่าให้ผมและเพื่อนในกลุ่มฟัง ด้วยน้ำตา
เขาทำงานกับบริษัทนี้มานานกว่า 15 ปี ผ่านทั้งช่วงบริษัทโต
ช่วงบริษัทลำบาก ช่วงงานหนัก
ช่วงเปลี่ยนผู้บริหาร ช่วงปรับโครงสร้าง
ช่วงที่ใคร ๆ ก็พูดว่า “ต้องช่วยกันหน่อยนะ”
เขาก็ช่วยมาตลอด

ทำงานดีมาก รับผิดชอบสูง
ทุ่มเทให้กับงานมาก (เพื่อน ๆ รับรู้กันมาตลอด)
แก้ปัญหายาก ๆ มาก็เยอะ สร้างผลงานให้บริษัทมาก็ไม่น้อย

แต่วันหนึ่ง บริษัทเรียกเข้าไปคุย
แล้วบอกว่า ตำแหน่งของเขาไม่อยู่ในโครงสร้างใหม่อีกต่อไป
แค่นั้นเองครับ ชีวิตการทำงาน 15 ปี ถูกสรุปและตัดจบในไม่กี่ประโยค
พร้อมเอกสารชุดหนึ่ง บวกซอง กับคำว่า “ขอบคุณสำหรับที่ผ่านมา”

เขาเล่าให้ฟังว่า เขารู้สึกเสียใจมาก
ไม่ใช่แค่เสียใจเพราะตกงาน แต่เสียใจเพราะรู้สึกว่า
“ที่ผ่านมา บริษัทไม่เห็นคุณค่าของเราเลยหรือ”
“เราทำมาขนาดนี้ สุดท้ายก็เป็นแค่หนึ่งในรายชื่อที่ถูกคัดออกใช่ไหม”

ผมฟังแล้วก็เข้าใจเขานะครับ
คนเราทำงานที่ไหนนาน ๆ มันไม่ได้เป็นแค่งาน
มันมีความผูกพัน มีความทรงจำ มีความภาคภูมิใจ
มีวันที่เหนื่อยแต่ก็ยังสู้
มีบางช่วงที่เราเอาชีวิตส่วนตัวไปแลกกับงานด้วยซ้ำ

พอวันหนึ่งองค์กรบอกว่า “ไม่ต้องไปต่อแล้ว”
มันจึงทำให้เรารู้สึกแย่มาก มันเหมือนถูกบอกว่า
สิ่งที่เราเคยคิดว่ามั่นคง จริง ๆ แล้วไม่ได้มั่นคงอย่างที่คิด


อ้างถึงปรัชญาวาบิซาบิของญี่ปุ่น พูดถึงเรื่องนี้ไว้อย่างน่าสนใจครับ
เขาบอกว่า ทุกสิ่งล้วนไม่จีรัง
แม้แต่ก้อนหินที่ก่อตัวเป็นภูเขามานับล้านปี สักวันหนึ่งก็ยังผุกร่อน
แตกสลาย และเปลี่ยนรูปไป
แล้วนับประสาอะไรกับตำแหน่งงาน บริษัท ความสำเร็จ
ความสัมพันธ์ หรือสิ่งที่เราเคยคิดว่า “น่าจะอยู่กับเราไปอีกนาน”

มนุษย์เราแปลกอย่างหนึ่งครับ
ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าทุกอย่างเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ
แต่เรากลับใช้ชีวิตราวกับว่าทุกอย่างจะเหมือนเดิมตลอดไป
อยากให้งานมั่นคง อยากให้บริษัทเห็นคุณค่าเราเสมอ
อยากให้คนที่เคยชื่นชมเรา ยังชื่นชมเราเหมือนเดิม
อยากให้สิ่งที่เราสร้างมา รับประกันอนาคตของเราได้

การที่องค์กรเห็นคุณค่าของเราในช่วงเวลาหนึ่ง
ก็ไม่ได้แปลว่าองค์กรจะรักษาเราไว้ตลอดไป
การที่เราสร้างผลงานไว้มาก
ก็ไม่ได้แปลว่าเราจะไม่ถูกกระทบจากโครงสร้างใหม่
ฟังดูเศร้า แต่มันคือความจริงของโลกการทำงาน

ผมไม่ได้ให้เราเย็นชากับองค์กร
ไม่ใช่ให้เราไม่ทุ่มเท
ไม่ใช่ให้เราไม่ผูกพันกับงานนะครับ ตั้งใจทำงานน่ะดีแล้ว
แต่อย่าลืมเตือนตัวเองว่า อย่าเอาคุณค่าทั้งชีวิตของเรา ไปฝากไว้กับตำแหน่ง หรือ บริษัท
หรือคำชื่นชมของใครเพียงฝ่ายเดียว

วันนี้เขาอาจจะเรียกเรา key person หรือ Talent
แต่พรุ่งนี้อาจเรียกเราว่า ตำแหน่งที่ไม่จำเป็น
วันนี้เขาบอกว่าเราสำคัญมาก
พรุ่งนี้อาจบอกว่า “องค์กรต้องปรับตามทิศทางธุรกิจ”
โลกการทำงานก็เป็นแบบนี้แหละครับ

วาบิซาบิไม่ได้สอนให้เราไม่เสียใจ
เสียใจได้ ผิดหวังได้ โกรธได้ รู้สึกไม่แฟร์ได้
หรือจะคิดถึงวันที่เคยภูมิใจก็ได้
ความเศร้าเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องผิด
มันเป็นหลักฐานว่าเราเคยให้ใจกับสิ่งนั้นจริง ๆ

แต่เมื่อเศร้าแล้ว สุดท้ายเราต้องค่อย ๆ กลับมาถามตัวเองว่า
ในเมื่อทุกอย่างมันเปลี่ยนไปแล้ว เราจะเดินต่ออย่างไร

สิ่งที่หายไป อาจเป็นตำแหน่ง
แต่คุณค่าของตัวเราไม่ได้หายไปพร้อมกับตำแหน่งนั้นนะครับ
มันเป็นแค่เพียงบทหนึ่งของชีวิตที่จบลงเท่านั้น
ไม่ได้แปลว่าทั้งชีวิตของเราจบลงไปด้วยซะหน่อย

การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ไม่ได้มาเพื่อบอกว่าเราไม่มีคุณค่า
มันอาจมาเพื่อเตือนว่าถึงเวลาแล้วที่เราต้องก้าวไปสู่อนาคตและโอกาสใหม่ ๆ ที่รอเราอยู่ต่างหาก


และแล้ว แค่เพียงไม่นาน เพื่อนผม ก็มีบริษัทใหม่ ที่เห็นคุณค่าของเขา
สุดท้ายก็ได้งานใหม่ที่สนุกและท้าทายกว่าเดิม

ล่าสุดที่เจอกัน พวกเราเอารูปที่มันร้องไห้ตีโพยตีพาย
ในวันที่ถูกไล่ออกมาล้อมันกลางร้านอาหาร หัวเราะกันดังลั่นร้าน
เพราะพวกเราไม่เคยเห็นมันร้องไห้มาก่อน

“ไอ้พวกเพื่อนเลว กูไม่น่าเล่าให้พวกมึงฟังเลย”

มันพูดพร้อมรอยยิ้ม พร้อมสายตาที่เข้าใจชีวิตมากขึ้น

โดย ประคัลภ์ ปัณฑพลังกูร | ที่ปรึกษาด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล | Think People Consulting

ใส่ความเห็น

บลอกที่ WordPress.com .

ขึ้น ↑