ในวันที่ทักษะใหม่เกิดขึ้นทุกวัน ทักษะพื้นฐานอาจมีค่ากว่าความเชี่ยวชาญในเครื่องมือใหม่

บทความ · HR Management · Learning & Development

⬛ HR Insight

ในวันที่ทักษะใหม่เกิดขึ้นทุกวัน ทักษะพื้นฐานอาจมีค่ากว่าความเชี่ยวชาญในเครื่องมือใหม่

“พอเครื่องมือเปลี่ยน ความรู้ก็หายตามไปด้วย”


ช่วงนี้ไม่ว่าเราจะหันไปทางไหน ก็มักได้ยินคำว่า AI, Data, Digital Skills หรือ Future Skills อยู่เสมอ องค์กรจำนวนมากกำลังเร่งพัฒนาพนักงานให้ใช้เทคโนโลยีเป็น และมีความเชี่ยวชาญที่ตอบโจทย์ธุรกิจในอนาคต

เรื่องเหล่านี้ไม่ผิดครับ และในหลายกรณีก็จำเป็นมากเสียด้วย

แต่สิ่งที่ผมคิดว่าน่ากังวลก็คือ หลายองค์กรกำลังรีบเติมทักษะใหม่ให้พนักงาน โดยยังไม่ได้กลับมาดูเลยว่าพื้นฐานเดิมของคนแข็งแรงพอหรือยัง

เพราะต่อให้เราส่งพนักงานไปเรียน AI หลายหลักสูตร ใช้เครื่องมือดิจิทัลได้หลายตัว มีใบรับรองเต็มไปหมด แต่ถ้าเขายังอ่านข้อมูลแล้วจับประเด็นไม่ได้ หรือทำงานร่วมกับคนที่คิดต่างจากตัวเองไม่ได้ ทักษะใหม่เหล่านั้นก็อาจกลายเป็นแค่ความรู้ที่ติดอยู่กับเครื่องมือบางตัวเท่านั้น

พอเครื่องมือเปลี่ยน ความรู้ก็หายตามไปด้วย


งานวิจัยที่บอกอีกเรื่องหนึ่ง

มีงานวิจัยชิ้นหนึ่งจากทีมนักวิชาการของ Kellogg School of Management และ Complexity Science Hub ที่นำเสนอใน Harvard Business Review เมื่อเดือนสิงหาคม 2025 เขาไปไล่ดูข้อมูลอาชีพในสหรัฐอเมริกากว่าหนึ่งพันอาชีพ ย้อนหลังไปกว่า 15 ปี

สิ่งที่เขาพบก็คือ คนที่เติบโตในสายอาชีพได้ดีที่สุด ไม่จำเป็นต้องเป็นคนที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางสูงที่สุดตั้งแต่ต้น

คนกลุ่มนี้กลับมีสิ่งหนึ่งเหมือนกัน คือมีทักษะพื้นฐานที่แข็งแรง ไม่ว่าจะเป็นการอ่านจับใจความ การคิดอย่างมีเหตุผล การแก้ปัญหา ไปจนถึงการสื่อสารและทำงานร่วมกับคนอื่น ทักษะเหล่านี้ดูธรรมดามากจนหลายองค์กรมองข้าม แต่กลับเป็นรากฐานที่ทำให้คนคนหนึ่งเรียนรู้เรื่องใหม่ได้เร็วกว่าคนอื่น และต่อยอดไปสู่ความเชี่ยวชาญใหม่ได้โดยไม่ต้องเริ่มจากศูนย์ทุกครั้ง

ลองนึกถึงนักกีฬาอาชีพก็ได้ครับ ทีมระดับโลกไม่ได้เลือกผู้เล่นจากคนที่ทำคะแนนได้สูงที่สุดเสมอไป บางครั้งเขากลับเลือกคนที่พื้นฐานร่างกายดีและอ่านเกมเป็น เพราะรู้ว่าทักษะเฉพาะบางอย่างยังฝึกกันได้ในภายหลัง แต่พื้นฐานบางเรื่อง หากไม่มีตั้งแต่ต้น จะพัฒนาต่อได้ยากมาก

ในโลกการทำงานก็ไม่ต่างกัน บริษัทบางแห่งเลือกจ้างคนที่มีพื้นฐานด้านการวิเคราะห์และการแก้ปัญหาที่ดี แม้คนคนนั้นจะยังไม่มีประสบการณ์ตรงในธุรกิจ เพราะเชื่อว่าความรู้เฉพาะทางสอนกันได้ แต่ความสามารถในการคิดและเชื่อมโยงเรื่องต่างๆ สร้างกันได้ยากกว่า


ทักษะเฉพาะทางมีอายุสั้นลงทุกวัน

ประเด็นนี้ยิ่งสำคัญขึ้นในวันที่ความเชี่ยวชาญเฉพาะเรื่องหมดอายุเร็วขึ้นเรื่อยๆ

เมื่อก่อนคนคนหนึ่งอาจใช้ความรู้ชุดเดิมทำงานได้เป็นสิบปี แต่วันนี้เทคโนโลยีบางอย่างเปลี่ยนภายในไม่กี่ปี บางเครื่องมือที่องค์กรกำลังแย่งกันส่งพนักงานไปเรียนในปีนี้ อาจถูกแทนที่ด้วยเครื่องมือใหม่ในอีกไม่นานก็ได้

คนที่ผูกคุณค่าของตัวเองไว้กับความรู้เฉพาะเรื่องเพียงอย่างเดียวจึงมีความเสี่ยงมากขึ้น เพราะเมื่อความรู้นั้นหมดอายุ คุณค่าที่ตลาดเคยมองเห็นก็ลดลงตามไปด้วย

แต่คนที่มีพื้นฐานดีจะไม่ติดอยู่กับเครื่องมือใดเครื่องมือหนึ่ง เขาอาจยังไม่รู้ทุกเรื่องในวันนี้ แต่เขารู้ว่าจะไปหาคำตอบจากไหน และรู้ว่าถ้าตัวเองยังขาดอะไร จะไปหยิบยืมจากใครในทีมได้บ้าง

ผมว่าตรงนี้แหละครับคือความได้เปรียบจริงๆ ในโลกที่เปลี่ยนเร็วขนาดนี้


จริงๆ แล้วเรื่องนี้ไม่ได้เริ่มที่ AI

มีคนถามผมว่า ตกลงที่พื้นฐานของคนมันอ่อนลง เป็นเพราะ AI ใช่ไหม

ผมว่าไม่ใช่ครับ เพราะ AI เพิ่งเข้ามาในชีวิตเราได้ไม่กี่ปีนี้เอง แต่เรื่องนี้มันเริ่มมานานกว่านั้นมาก

ลองย้อนกลับไปตั้งแต่วันที่โทรศัพท์มือถือกลายเป็นของที่ต้องติดตัวตลอดเวลา ตามมาด้วย social media ที่เข้ามาเปลี่ยนวิธีที่เราคุยกัน แล้วก็ถึงยุคที่อยากรู้อะไรก็หาได้ในสามวินาที เทคโนโลยีพวกนี้มันเปลี่ยนไปมากกว่าแค่เครื่องมือที่เราใช้ครับ มันค่อยๆ เปลี่ยนวิธีที่เราคิดและอยู่กับคนอื่นไปด้วย โดยที่เราไม่ทันรู้ตัว

เมื่อก่อนเวลาอยากรู้อะไร เราต้องไปหาเอง ต้องอ่านของยาวๆ แล้วนั่งคิดเอาเอง แต่ทุกวันนี้เราพิมพ์คำถามแล้วรอคำตอบ พอทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ ความอดทนในการอ่านของยาวๆ มันก็หายไปเอง เดี๋ยวนี้หลายคนอ่านแค่หัวข้อกับสามบรรทัดแรก แล้วก็สรุปไปเลยว่าเรื่องนี้คืออะไร ทั้งที่เนื้อในอาจพูดคนละเรื่องกับหัวข้อก็ได้

เรื่องการอยู่กับคนอื่นก็ไม่ต่างกันครับ ใน social media เราเลือกได้ว่าจะฟังใคร ใครพูดไม่ถูกใจก็เลิกติดตาม ใครเถียงมากก็บล็อกทิ้งไป แล้วระบบมันก็คอยเลือกแต่คนที่คิดเหมือนเรามาให้เห็นอีก พอเราชินกับการอยู่ในที่ที่ทุกคนเห็นด้วยกับเรา วันที่ต้องมานั่งประชุมกับคนที่คิดคนละแบบ มันเลยยากกว่าที่ควรจะเป็น เพราะเราไม่ได้ฝึกมานั่นเอง

ผมไม่ได้จะบอกว่านี่เป็นปัญหาของคนรุ่นใหม่นะครับ ผู้ใหญ่ก็เป็นกันเยอะ บางทีหนักกว่าด้วยซ้ำ ลองดูในห้องประชุมของเราก็ได้ว่ามีสักกี่คนที่นั่งฟังคนอื่นพูดจนจบโดยไม่หยิบมือถือขึ้นมาดู

พอมองแบบนี้ ผมเลยคิดว่า AI เป็นแค่ตัวเร่งครับ มันมาในวันที่พื้นฐานของคนบางลงอยู่ก่อนแล้ว แล้วก็ทำให้การไม่ต้องคิดเองมันง่ายขึ้นไปอีก

เวลาองค์กรบอกว่าจะเตรียมคนให้พร้อมรับมือ AI ผมเลยคิดว่าโจทย์ที่ยากกว่าการสอนให้ใช้ AI เป็น คือการกลับไปดูว่าสิ่งที่มันค่อยๆ บางลงมาตลอดยี่สิบปีที่ผ่านมา วันนี้เรายังพอจะเติมกลับให้เขาได้ไหม


ยิ่ง AI เก่งขึ้น ทักษะทางสังคมยิ่งสำคัญ

หลายคนอาจคิดว่าเมื่อ AI เข้ามามากขึ้น ความสำคัญของมนุษย์จะลดลง แต่ผมกลับมองว่าตรงกันข้ามครับ

ยิ่งเทคโนโลยีทำงานแทนเราได้มากเท่าไร งานที่เหลืออยู่สำหรับมนุษย์ก็ยิ่งเป็นงานที่ต้องใช้การตัดสินใจ และต้องรับมือกับคนที่เห็นไม่ตรงกันมากขึ้นเท่านั้น

วันนี้งานจำนวนมากไม่ได้สำเร็จด้วยคนเก่งเพียงคนเดียว แต่เกิดจากทีมข้ามสายงานที่ต้องทำงานร่วมกัน บางคนอยู่คนละฝ่าย บางคนอยู่คนละประเทศ และบางครั้งไม่เคยพบหน้ากันจริงๆ ด้วยซ้ำ

ในสภาพแวดล้อมแบบนี้ คนที่เก่งเฉพาะทางมาก แต่สื่อสารไม่เป็น หรือทำงานร่วมกับใครไม่ค่อยได้ ก็อาจสร้างผลงานได้น้อยกว่าคนที่เก่งรองลงมา แต่รู้จักเชื่อมคนเข้าหากัน และพาทีมเดินไปข้างหน้าด้วยกันได้

ผมเลยไม่แปลกใจที่องค์กรระดับโลกหลายแห่งเริ่มเอาพฤติกรรมด้านการโค้ชและการสร้างคน มาใช้เป็นเกณฑ์ในการพิจารณาเลื่อนตำแหน่งผู้บริหารกันมากขึ้น เพราะสุดท้ายแล้วผู้บริหารไม่ได้มีหน้าที่แค่รู้มากกว่าคนอื่น แต่ต้องดึงความรู้และศักยภาพของคนหลายแบบออกมาใช้ร่วมกันให้ได้


เรื่องนี้มีนัยอะไรกับ HR

เวลารับคนเข้าทำงาน เรามักให้ความสำคัญกับประสบการณ์ตรง ชื่อบริษัทเดิม โปรแกรมที่ใช้เป็น ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ช่วยให้คนเริ่มงานได้เร็วก็จริง แต่ถ้าให้น้ำหนักมากเกินไป เราอาจกำลังเลือกคนจากสิ่งที่เขารู้ในวันนี้ โดยไม่ได้ดูเลยว่าเขาจะเรียนรู้และเติบโตได้มากแค่ไหนในวันข้างหน้า

บางครั้งคนที่ดูยังไม่พร้อมที่สุดในวันนี้ อาจกลายเป็นคนที่ไปได้ไกลที่สุดในอีกสามหรือห้าปีก็ได้ ถ้าเขามีพื้นฐานการคิดและการทำงานกับคนที่ดีพอ

ส่วนเรื่องการพัฒนาคนในองค์กร ก็ควรกลับมาทบทวนใหม่เหมือนกันครับ หลายแห่งใช้งบประมาณจำนวนมากไปกับการอบรมเครื่องมือและความรู้เฉพาะทาง แต่กลับลงทุนกับทักษะพื้นฐานน้อยมาก ทั้งที่ทักษะเหล่านี้เป็นตัวกำหนดว่าพนักงานจะเอาความรู้ใหม่ไปใช้ได้จริงหรือไม่

🎯  คำถามที่ควรกลับมาถามเรื่องพนักงานของเรา

▸ เขาอ่านข้อมูลแล้วสรุปสาระสำคัญได้หรือยัง

▸ เขาแยกแยะข้อเท็จจริงออกจากความคิดเห็นได้ไหม

▸ เขาอธิบายเรื่องยากให้คนอื่นเข้าใจได้แค่ไหน

▸ เวลาต้องทำงานกับคนที่คิดไม่เหมือนตัวเอง เขายังหาทางออกร่วมกันได้อยู่หรือเปล่า

คำถามเหล่านี้อาจดูไม่ทันสมัยเท่าการถามว่าใช้ AI ตัวไหนเป็นบ้าง แต่ในระยะยาวกลับสำคัญกว่ามาก


รากฐานที่เขากำลังวิ่งอยู่บนนั้น แข็งแรงพอหรือยัง

ในโลกที่ทุกคนกำลังวิ่งหาทักษะใหม่ บางทีสิ่งที่องค์กรควรทำอาจไม่ใช่แค่พาคนวิ่งให้เร็วขึ้น แต่อาจต้องหันกลับมาดูก่อนว่า รากฐานที่เขากำลังวิ่งอยู่บนนั้น มันแข็งแรงพอหรือยัง

“ลองกลับไปดูงบพัฒนาคนของเราปีนี้ดูนะครับว่า เราลงไปกับเรื่องอะไรมากที่สุด แล้วสิ่งที่เราลงไปนั้น อีกสามปีมันจะยังอยู่กับพนักงานของเราหรือเปล่า”

อ้างอิงแนวคิดจากงานวิจัยของ Moh Hosseinioun, Frank Neffke, Hyejin Youn และ Letian (LT) Zhang ตีพิมพ์ใน Harvard Business Review เดือนสิงหาคม 2025

โดย ประคัลภ์ ปัณฑพลังกูร | ที่ปรึกษาด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล | Think People Consulting

ใส่ความเห็น

บลอกที่ WordPress.com .

ขึ้น ↑