บทความ · HR Management · Performance Management
⬛ HR Insight
คะแนนประเมินผลงานที่หัวหน้าประเมินลูกน้องแต่ละคน เอามาเทียบกันได้จริงหรือ
“ตกลงพนักงานในฝ่ายแรกเก่งกว่าจริง ๆ หรือหัวหน้าฝ่ายนั้นแค่ให้คะแนนง่ายเกินไปกันแน่”
พอถึงช่วงประเมินผลปลายปี สิ่งหนึ่งที่ HR หลายองค์กรน่าจะเคยเจอเหมือนกัน คือพอรวบรวมคะแนนจากทุกฝ่ายมาอยู่ในที่เดียวกันแล้ว มันจะเริ่มเห็นอะไรแปลก ๆ บางฝ่าย ลูกน้องได้ระดับ 4 ระดับ 5 กันเกือบทั้งฝ่าย
แต่อีกฝ่ายหนึ่ง คนก็ทำงานหนักไม่แพ้กัน ผลงานโดยรวมก็ไม่ได้ดูแย่กว่า แต่คะแนนกลับกองอยู่ที่ระดับ 3 เป็นส่วนใหญ่
แล้วเราก็เริ่มสงสัยว่า ตกลงพนักงานในฝ่ายแรกเก่งกว่าจริง ๆ หรือหัวหน้าฝ่ายนั้นแค่ให้คะแนนง่ายเกินไปกันแน่ ถ้าเรามีแค่ตัวเลขที่แต่ละฝ่ายส่งขึ้นมา คำถามนี้ตอบยากมากครับ
คะแนนที่ให้มา มันมาจากไม้บรรทัดวัดของหัวหน้าแต่ละคนที่มีมาตรฐานแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
หัวหน้าแต่ละคนมี “ไม้บรรทัด” ที่เป็นมาตรฐานในใจไม่เหมือนกัน หัวหน้าบางคนเข้มงวดมาก จะได้ 4 ต้องทำได้ดีจริง ๆ ส่วนบางคนค่อนข้างใจดี ทำงานได้ตามที่คาดหวังหรือเกินมานิดหน่อยก็ให้ 4 แล้ว พอเป็นแบบนี้ “ได้ 4” จากหัวหน้าสองคนจึงไม่ได้แปลว่าเก่งเท่ากัน ถึงแม้จะประเมินออกมาได้ 4 คะแนน เหมือนกันก็ตาม
ถ้าคะแนนเหล่านี้อยู่กันคนละฝ่าย และไม่ต้องเอามาเทียบกัน ปัญหาก็อาจไม่ใหญ่เท่าไร แต่เมื่อองค์กรต้องเอาคะแนนของพนักงานทั้งหมดมาเรียงรวมกัน เพื่อใช้ตัดสินว่าใครควรได้ขึ้นเงินเดือนมากกว่า ใครควรได้โบนัสมากกว่า หรือใครควรได้รับโอกาสเติบโต ความต่างของมาตรฐานในการให้คะแนนของหัวหน้าแต่ละคนจะเริ่มมีผลทันที เพราะเรากำลังเอาตัวเลขที่เกิดจากมาตรฐานคนละชุดมาเปรียบเทียบกันตรง ๆ
คะแนนบอกเรื่องของหัวหน้า พอ ๆ กับเรื่องของลูกน้อง
มีงานวิจัยเรื่องหนึ่งที่ผมว่าน่าสนใจมาก เขาศึกษาคะแนนประเมินผลและพบว่า กว่า 60% ของคะแนนที่คนคนหนึ่งได้รับ สะท้อนลักษณะการให้คะแนนของ “คนประเมิน” มากกว่าจะสะท้อนผลงานของคนที่ถูกประเมินเสียอีก
“เวลาหัวหน้าให้คะแนนลูกน้อง คะแนนที่เราเห็นไม่ได้บอกแค่ว่าลูกน้องทำงานดีแค่ไหน แต่มันกำลังบอกเราด้วยว่า หัวหน้าคนนั้นเป็นคนให้คะแนนแบบไหน”
ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า idiosyncratic rater effect ฟังครั้งแรกอาจรู้สึกแรงไปหน่อย แต่ถ้านึกถึงหัวหน้าใจดี กับหัวหน้าประเภทที่กว่าจะยอมให้คะแนนสูงได้แต่ละที เราก็น่าจะพอเห็นภาพ ไม่ได้หมายความว่าคะแนนประเมินผลใช้ไม่ได้นะครับ แต่มันกำลังบอกเราว่า ถ้าจะเอาคะแนนจากหัวหน้าหลาย ๆ คนมาเปรียบเทียบกัน เราไม่ควรหยิบคะแนนดิบเหล่านั้นมาเรียงจากมากไปน้อยแล้วถือว่าเป็นมาตรฐานเดียวกันทันที ต้องมีบางอย่างมาปรับคะแนนจาก “ไม้บรรทัด” ของแต่ละคนให้ใกล้เคียงกันเสียก่อน
ยิ่งเอาคะแนนไปผูกกับเงิน เรื่องนี้ยิ่งสำคัญ
ในบทความก่อน ๆ เราคุยกันไปแล้วเรื่องการนำคะแนนประเมินไปเชื่อมกับโบนัสและการขึ้นเงินเดือน
ทีนี้ลองคิดต่ออีกนิดครับ ถ้าคะแนนที่เอาไปคำนวณเงิน มาจากไม้บรรทัดที่ไม่เท่ากันตั้งแต่ต้น ผลที่ตามมาก็คือ คนที่บังเอิญมีหัวหน้าให้คะแนนง่าย อาจได้เงินมากกว่าคนที่มีหัวหน้าเข้มงวด ทั้ง ๆ ที่สองคนอาจทำผลงานได้ใกล้เคียงกันมาก
เรื่องแบบนี้พนักงานรู้สึกได้ครับ คนที่ทำงานดีมาตลอด แต่หัวหน้าเป็นคนให้คะแนนยาก พอเห็นเพื่อนอีกฝ่ายที่ผลงานไม่ได้ต่างกันมากได้เงินมากกว่าเพราะหัวหน้าให้คะแนนง่ายกว่า ความรู้สึกแรกที่เกิดขึ้นคงไม่ใช่ “ปีหน้าฉันต้องพยายามให้มากขึ้น” แต่น่าจะเป็น “แล้วระบบนี้มันยุติธรรมตรงไหน” พอพนักงานเริ่มเชื่อว่าคะแนนขึ้นอยู่กับว่าเราอยู่ใต้หัวหน้าคนไหน มากกว่าว่าเราทำผลงานอะไรได้บ้าง ความน่าเชื่อถือของระบบประเมินก็จะเริ่มหายไป
Performance Calibration คือการเอาหัวหน้ามานั่งเทียบมาตรฐานกัน
วิธีหนึ่งที่ใช้แก้ปัญหานี้คือสิ่งที่เรียกว่า Performance Calibration หรือการประชุมปรับมาตรฐานคะแนน
หลักการไม่ได้ซับซ้อนครับ ก่อนที่คะแนนประเมินจะถูกอนุมัติเป็นคะแนนสุดท้ายที่จะเอาไปใช้จริง ให้หัวหน้าหลาย ๆ คนที่ดูแลงานหรือพนักงานในระดับใกล้เคียงกันมานั่งประชุมกัน แล้วนำคะแนนกับรายชื่อลูกน้องของแต่ละคนมาวางเทียบกัน ใครให้คนไหน 5 เพราะอะไร คนที่ได้ 4 ทำอะไรไว้ แล้วผลงานระดับไหนกันแน่ที่องค์กรกำลังเรียกว่า 3, 4 หรือ 5
พอเริ่มคุยกัน หัวหน้าแต่ละคนต้องอธิบายให้ได้ว่า ทำไมถึงให้คนนี้ 5 เขาทำอะไรถึงสมควรได้คะแนนนั้น คนอื่นในที่ประชุมก็ช่วยกันดูว่าเหตุผลนั้นสมเหตุสมผลหรือไม่ บางครั้งหัวหน้าอีกคนอาจพบว่า “คนที่ผมให้ 4 ทำได้มากกว่าคนที่คุณให้ 5 เสียอีก” ตรงนี้แหละครับที่ระบบ calibration เริ่มตรวจสอบ พอทุกคนได้เห็นตัวอย่างงานจริงของคนอื่น ได้ฟังเหตุผล และได้เทียบผลงานข้ามทีม มาตรฐานที่เคยอยู่ในหัวของแต่ละคนก็จะค่อย ๆ ขยับเข้ามาใกล้กัน
แต่เวทีแบบนี้จะมีประโยชน์ก็ต่อเมื่อคุยกันด้วย “หลักฐานผลงาน” ไม่ใช่ความรู้สึกหรือความชอบส่วนตัว ก็ย้อนกลับไปถึงเรื่องที่เราคุยกันก่อนหน้านี้อีกเหมือนกันว่า หัวหน้าต้องมีการให้ feedback และติดตามผลงานของลูกน้องมาตลอดทั้งปี คนที่คุยกับลูกน้องมาตลอด จะมีเรื่อง มีเหตุการณ์ และมีผลงานจริงมาอธิบายในวง calibration ได้ ส่วนคนที่ปล่อยผ่านมาทั้งปี พอถึงวันประชุมก็อาจเหลือคำอธิบายแค่ว่า “ผมรู้สึกว่าเขาดีนะ” ซึ่งเอาไปเทียบกับใครก็ลำบาก
Calibration ไม่ใช่การบังคับโควตา
เรื่องหนึ่งที่ผมเจอบ่อย คือคนเอา calibration ไปปนกับการบังคับสัดส่วนคะแนนหรือ bell curve จริง ๆ แล้วสองเรื่องนี้มันไม่เหมือนกันเลยสักนิด การบังคับโควตา คือองค์กรกำหนดผลลัพธ์ไว้ก่อนแล้วว่า ต้องมีคนได้เกรดไหนกี่เปอร์เซ็นต์ จากนั้นจึงพยายามจัดคนลงไปในแต่ละช่องให้ครบตามสัดส่วน
ส่วน calibration ไม่ได้เริ่มจากการบอกว่าต้องมี 5 กี่คน 4 กี่คน หรือ 3 กี่คน แต่มันเริ่มจากคำถามว่า “มาตรฐานที่เราใช้ให้คะแนนคน เหมือนกันหรือยัง” ผลลัพธ์หลัง calibration จะกระจายออกมาแบบไหนก็ได้ ขอเพียงแต่คะแนนเหล่านั้นสามารถอธิบายได้จากผลงานจริง ถ้าฝ่ายหนึ่งมีคนเก่งจริงทั้งฝ่าย แล้วมีหลักฐานรองรับ ทุกคนจะได้คะแนนดีกันทั้งฝ่ายก็ได้ ไม่มีความจำเป็นต้องดึงใครลงมาเพียงเพราะต้องการบังคับให้อยู่ในโควตาที่กำหนด
ถ้าจะพูดให้เห็นภาพง่าย ๆ
Bell curve
บังคับที่ผลลัพธ์ พยายามทำให้คะแนนออกมาตามสัดส่วนที่กำหนดไว้ล่วงหน้า
Calibration
ปรับที่มาตรฐานของคนให้คะแนน พยายามทำให้คนที่ถือไม้บรรทัด ใช้ไม้บรรทัดที่ใกล้เคียงกันมากขึ้น
แล้วจะทำ calibration ให้ได้ผล ต้องมีอะไรบ้าง
จากที่ผมเคยช่วยลูกค้าวางระบบเรื่องนี้มา สิ่งที่ทำให้ calibration ใช้ได้จริงมีอยู่ไม่กี่เรื่อง
01 จับกลุ่มงานที่เทียบกันได้มาคุยด้วยกัน
งานขายกับงานบัญชีมีธรรมชาติไม่เหมือนกัน เอามาเทียบกันตรง ๆ ก็ไม่ได้อะไร ควรจัดกลุ่มคนที่ระดับงานหรือลักษณะงานพอเทียบเคียงกันได้มาอยู่ในวงเดียวกัน
02 หัวหน้าต้องมาพร้อมตัวอย่างผลงานจริง
ไม่ใช่เข้าห้องประชุมแล้วบอกว่า “ผมรู้สึกว่าคนนี้เก่ง” ต้องอธิบายให้เห็นว่าเขาทำอะไร ผลลัพธ์เป็นอย่างไร และอะไรทำให้ผลงานนั้นสมควรได้คะแนนระดับนั้น
03 ทุ่มเวลาไปที่คนคะแนนก้ำกึ่ง
คนที่ผลงานชัด คะแนนชัด ก็ผ่านไปได้เร็ว ๆ เวลาส่วนใหญ่ควรลงกับคนที่คะแนนก้ำกึ่ง หรือคนที่หัวหน้าหลายคนมองไม่เหมือนกัน เพราะตรงนั้นต่างหากที่ calibration ช่วยได้มากที่สุด
04 ต้องมีคนกลางคุมวง
ไม่อย่างนั้นมันอาจกลายเป็นเวทีต่อรองว่าหัวหน้าคนไหนเสียงดังกว่าก็รักษาคะแนนลูกน้องตัวเองไว้ได้มากกว่า หรือกลายเป็นเวทีฮั้วกัน คนกลางมีหน้าที่ดึงการสนทนากลับมาที่คำถามเดิมเสมอว่า พนักงานคนนี้ทำอะไรได้จริง และหลักฐานคืออะไร
สรุป
Calibration ฟังดูเหมือนเป็นขั้นตอนเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งขั้นในระบบ Performance Management และถ้าจัดไม่ดี มันก็สามารถกลายเป็นการประชุมที่กินเวลามาก แต่ถ้าองค์กรจะเอาคะแนนประเมินไปใช้ตัดสินเรื่องเงิน เรื่องโบนัส เรื่องการขึ้นเงินเดือน หรือโอกาสเติบโตของพนักงาน คะแนนในการประเมินผลก็ควรจะมีความน่าเชื่อถือเพียงพอและเป็นที่ยอมรับของคนส่วนใหญ่ในองค์กรให้ได้ก่อน เพราะถ้าคะแนนยังขึ้นอยู่กับอิทธิพลของหัวหน้าแต่ละคน การนำคะแนนนั้นไปตัดสินเรื่องสำคัญของพนักงาน ก็คงไม่ต่างจากการปล่อยไปตามดวง หรือตามยถากรรม ซึ่งย่อมส่งผลต่อความไม่เป็นธรรมในการบริหารเรื่องต่าง ๆ ตามมาอีกเป็นขบวน
ได้ 4 หรือได้ 5 ควรแปลว่าเหมือนกัน ไม่ว่าจะอยู่ใต้หัวหน้าคนไหน
“คะแนนที่พนักงานได้รับ ควรมาจากสิ่งที่เขาทำจริง ไม่ใช่จากเคราะห์กรรมที่ว่าปีนี้เขาได้ทำงานกับหัวหน้าคนไหน”
อ้างอิง: idiosyncratic rater effect — งานวิจัยของ Scullen, Mount และ Goff (2000) ที่พบว่าคะแนนประเมินผลกว่า 60% สะท้อนลักษณะเฉพาะของผู้ให้คะแนน มากกว่าผลงานของผู้ถูกประเมิน; เผยแพร่ต่อในวงกว้างโดย Marcus Buckingham
โดย ประคัลภ์ ปัณฑพลังกูร | ที่ปรึกษาด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล | Think People Consulting
ใส่ความเห็น