บทความ · HR Management · AI & อนาคตการทำงาน
⬛ HR Insight
เรียนอะไรดี ถึงจะไม่ตกงานเพราะ AI
“จะเถียงได้ยังไงครับ ในเมื่อสิบกว่าปีที่เขาเรียนหนังสือมา เราไม่เคยให้เขาเถียงกับใครได้เลย”
เดี๋ยวนี้เวลาไปบรรยายตามมหาวิทยาลัย ผมมักได้ยินคำถามเดิมจากนักศึกษาว่า
“อาจารย์ครับ เรียนอะไรดีถึงจะไม่ตกงานเพราะ AI”
ผมอยากตอบว่า “เรียนรู้วิธีคิดสิครับ” แต่กลัวเด็กจะหาว่าผมกำลังบอกเขาเป็นนัยว่าเขาคิดกันไม่เป็น
มีงานวิจัยชิ้นหนึ่งจาก Harvard Business Review เขาไปสำรวจ 30 องค์กรในสายที่รับเด็กจบ MBA มากที่สุด ทั้งธนาคาร ที่ปรึกษา และบริษัทเทคโนโลยี เพื่อดูว่าตอนนี้นายจ้างต้องการอะไรจากเด็กใหม่
จากสามคน เหลือคนเดียว
เมื่อก่อนเราแบ่งงานกันชัด คนทำ product คนหนึ่ง คนออกแบบ UX อีกคน คนเขียนโค้ดอีกคน พอ AI ทำงานระดับล่างแทนได้ ตำแหน่งพวกนี้ก็เริ่มยุบรวมเป็นคนเดียว บริษัทเรียกเขาว่า general technologist คือคนที่ทำได้ตั้งแต่ร่างแบบ ไปถึงเขียนโค้ดเบื้องต้น แล้วปั้นต้นแบบออกมาให้ดูได้เลย
❌ เมื่อก่อน
บริษัทจ้างสามคน แบ่งหน้าที่กันชัด — คนทำ product, คนออกแบบ UX, คนเขียนโค้ด
✓ ตอนนี้
อยากได้คนเดียวที่ทำได้ทั้งสามอย่าง แล้วก็จ่ายเงินเดือนเพิ่มได้ แต่ไม่เท่ากับจ่ายให้ 3 คน
คนไม่ใช่คนออกแบบอีกต่อไป แต่เป็นคนตรวจสอบ
อีกเรื่องที่งานวิจัยพูดถึงคือทักษะการสังเคราะห์ข้อมูล เขายกตัวอย่างการพัฒนาสินค้าใหม่ ที่ AI ดึงข้อมูลจากหลายฝ่ายมาประเมินต้นทุน ทดสอบไอเดียกับลูกค้าจำลอง แล้ววิเคราะห์ซัพพลายเชนให้เสร็จสรรพ
หน้าที่ของคนเลยเปลี่ยนไป จากคนที่ออกแบบเอง กลายเป็นคนที่ต้องดูให้ออกว่าข้อมูลที่ป้อนเข้าไปมันเชื่อถือได้ไหม และสิ่งที่ AI มันตอบออกมานั้น มันมั่วหรือเปล่า
แล้วเราสอนให้เด็กกล้าเถียงหรือเปล่า
แต่บ้านเรา เลี้ยงเด็กมาด้วยระบบที่ให้รางวัลกับคนที่ตอบถูก ไม่ใช่คนที่ถามเก่ง และกล้าตอบโดยไม่กลัวผิด เราสอนให้ท่องคำตอบที่มีอยู่แล้ว สอนให้เขียนตามคำบอก เราให้คะแนนเด็กที่เชื่อฟังมากกว่าเด็กที่ชอบโต้แย้ง (ในทางที่ถูกนะครับ)
แล้วอยู่ ๆ วันหนึ่งเราก็ส่งเขาออกไปทำงาน พร้อมความคาดหวังว่าเขาจะกล้าคิดอะไรใหม่ ๆ กล้าเถียงกับ AI ที่ตอบมาอย่างมั่นใจเต็มร้อย
แต่ว่า จะเถียงได้ยังไงครับ ในเมื่อสิบกว่าปีที่เขาเรียนหนังสือมา เราไม่เคยให้เขาเถียงกับใครได้เลย
สิ่งที่บริษัทเลือกทำ อาจไม่ใช่อย่างที่เรากลัว
งานวิจัยยังบอกอีกว่า บริษัทพวกนี้ไม่ได้เอา AI มาแปะทับงานเดิม แต่เขารื้อกระบวนการทำงานใหม่ทั้งหมดโดยฝัง AI เข้าไปตั้งแต่ต้น มีบริษัทหนึ่งลดรอบเวลาการพัฒนาระบบลงได้เกินครึ่ง คนที่เคยคุมงานก็เปลี่ยนบทบาทไปตัดสินใจเรื่องความเสี่ยง และคอยกำกับ AI ให้ทำงานอย่างถูกต้องแทน
แต่ส่วนที่ผมอ่านซ้ำอยู่หลายรอบ ก็คือ
บริษัทเหล่านี้ไม่ได้ไล่คนเก่าออกแล้วจ้างเด็กใหม่ที่โตมากับ AI อย่างที่เรากลัวกัน เขาเลือกลงทุนพัฒนา และสอนคนเดิมที่มีอยู่แล้วให้ใช้ AI เป็น
แปลว่าสิ่งที่บริษัทต้องการมากที่สุดไม่ใช่ทักษะการกดปุ่ม และ copy paste เพื่อสั่ง AI
แต่คือประสบการณ์กับวิจารณญาณ ซึ่งเป็นสองอย่างที่ AI ยังให้ไม่ได้ และคอร์สอบรมก็สอนไม่ได้เหมือนกัน
สามอย่างที่เด็กจบใหม่วันนี้ต้องมีพร้อมกัน
01 พื้นฐานธุรกิจที่แน่น
เข้าใจว่าธุรกิจทำงานอย่างไร ก่อนจะเอาเครื่องมือใด ๆ มาใช้
02 ประสบการณ์ใช้เครื่องมือ AI แก้ปัญหาจริง
ไม่ใช่แค่รู้จัก แต่เคยเอามาลงมือใช้กับโจทย์จริง
03 หัวคิดที่กล้าท้าทาย
กล้าตรวจสอบว่าสิ่งที่ AI ตอบมามันจริงไหม
สองอย่างแรกเรียนทันครับ ไม่ยาก
แต่อย่างที่สาม เราคงต้องเริ่มต้นกันใหม่ตั้งแต่วันที่เขายังยกมือถามในห้องเรียนได้อยู่ เพื่อให้เขากล้าถามและกล้าท้าทาย
สุดท้ายก็คือ ครูบาอาจารย์ทั้งหลายก็ต้องเปิดใจยอมรับการถกเถียงของเด็ก เพื่อต่อยอดวิธีคิดให้เขาพร้อมที่จะก้าวเข้าสู่โลกการทำงานยุคใหม่ และเป็นที่ต้องการตัวขององค์กรในยุคใหม่นี้ด้วยเช่นกัน
แล้วท่านผู้อ่านล่ะครับ คิดอย่างไร
“ประสบการณ์กับวิจารณญาณ คือสองอย่างที่ AI ยังให้ไม่ได้ และคอร์สอบรมก็สอนไม่ได้เหมือนกัน”
โดย ประคัลภ์ ปัณฑพลังกูร | ที่ปรึกษาด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล | Think People Consulting
ใส่ความเห็น