บทความ · ข้อคิดคนทำงาน · การอยู่ร่วมกัน
⬛ HR Insight
เมื่อคำขอโทษเริ่มไร้ความหมาย
เคยได้ยินประโยคเหล่านี้บ้างไหมครับ
“ขอโทษนะ” “ไม่ได้ตั้งใจ” “รู้เท่าไม่ถึงการณ์”
ประโยคเหล่านี้ ถ้าใช้ถูกที่ ถูกเวลา และออกมาจากความสำนึกจริง ๆ
มันก็เป็นสิ่งที่ดี ที่ควรน้อมรับไว้
เพราะคนเราผิดพลาดกันได้ พูดผิดได้ เผลอไปได้
แต่ถ้าคำเหล่านี้ถูกใช้ซ้ำ ๆ หลังจากพูดไม่ดีเพื่อทำร้ายคนอื่น
หลังจากทำให้คนอื่นเสียหน้า หลังจากใช้อารมณ์นำเหตุผล
เราจะรู้สึกอย่างไร
บางคนมีความสามารถพิเศษอย่างหนึ่งครับ
คือขอให้ได้พูดแรง ๆ ไว้ก่อน ทำร้ายความรู้สึกคนอื่นได้ก่อน
ขอให้สะใจตัวเองไว้ก่อน
แล้วค่อยมาปิดท้ายด้วยประโยคคลาสสิกว่า
“ขอโทษนะ เมื่อกี้พูดแรงไปหน่อย”
พูดแรงไปหน่อย (หึ ๆ)
คำนี้ฟังดูเหมือนสิ่งที่ทำลงไปนั้น เป็นเรื่องเล็ก ๆ ชิว ๆ
ทั้งที่ความจริง บางคำพูดไม่ได้แค่ “แรงไปหน่อย”
แต่มันตั้งใจกระแทกใจคนฟังด้วยความสะใจมากกว่า
ทำให้เขาเสียหน้า ทำให้เขารู้สึกไร้ค่า
แต่คนพูด จบแล้ว ขอโทษแล้ว
ก็สบายใจแล้ว ลั้ลลาต่อไป แบบไม่สนสี่ไม่สนแปด
เหมือนซื้อประกันคำพูดไว้ล่วงหน้า
พูดอะไรไปก็ได้ เดี๋ยวค่อยเคลมด้วยคำว่า “ขอโทษ”
บางคนไม่ใช่แค่พูดไม่ดี ทำไม่ดีก่อนก็มี
ปล่อยให้คนอื่นรับผิดแทน โยนงานให้คนอื่นแบก
หายไปตอนมีปัญหา เอาเครดิตไปตอนงานสำเร็จ
ตำหนิคนอื่นตอนตัวเองพลาด
แล้วพอเรื่องเริ่มบาน พอคนอื่นเริ่มไม่พอใจ
พอเริ่มรู้ว่าตัวเองดูไม่ดี
ก็ค่อยเดินมาพูดว่า “ขอโทษนะ ไม่ได้ตั้งใจ”
ไม่ได้ตั้งใจ (อ่ะนะ)
ประโยคนี้ก็อีกครับ ใช้ได้แทบทุกสถานการณ์
พูดจาทิ่มแทงใจคนอื่น — ไม่ได้ตั้งใจ
โยนความผิดให้คนอื่น — ไม่ได้ตั้งใจ
ทำให้คนอื่นเสียหน้า — ไม่ได้ตั้งใจ
ทำให้คนอื่นไม่สบายใจ — ก็ไม่ได้ตั้งใจ
ฟังแล้วบางทีก็อยากถามกลับไปว่า
นี่ขนาดไม่ได้ตั้งใจยังขนาดนี้ แล้วถ้าตั้งใจจริง ๆ จะขนาดไหน
รู้เท่าไม่ถึงการณ์
อีกคำที่ใช้กันบ่อยไม่แพ้กันคือ “รู้เท่าไม่ถึงการณ์”
คำนี้ฟังดูสุภาพมากครับ ฟังเหมือนคนพูดกำลังยอมรับผิดอย่างนอบน้อม
แต่บางครั้งพอใช้บ่อย ๆ มันฟังเป็นข้ออ้าง ข้อแก้ตัวมากกว่า
ทั้ง ๆ ที่ ควรจะคิดให้ดีได้ตั้งแต่ก่อนลงมือทำ
พูดไม่ดีใส่คนอื่น แล้วบอกว่ารู้เท่าไม่ถึงการณ์
โพสต์อะไรที่ทำร้ายความรู้สึกคนอื่น แล้วบอกว่ารู้เท่าไม่ถึงการณ์
บูลลี่คนอื่น แล้วบอกว่ารู้เท่าไม่ถึงการณ์
ทำให้คนอื่นเสียหาย แล้วบอกว่ารู้เท่าไม่ถึงการณ์
ฟังแล้วบางทีก็อยากย้อนถามว่า
แล้วก่อนที่จะลงมือทำไปนั้น เคยลองใช้สมองและสติ คิดก่อนสักนิดมั้ย
เพราะคำว่า “รู้เท่าไม่ถึงการณ์”
อาจใช้ได้กับความผิดพลาดบางเรื่อง
แต่ใช้ไม่ได้กับทุกพฤติกรรมที่เกิดจากความประมาท ความมักง่าย
หรือการไม่เคยคิดถึงผลกระทบที่คนอื่นต้องรับแทนเรา
แน่นอนครับ คนเราผิดพลาดกันได้
ไม่มีใครพูดดีได้ตลอดเวลา
ไม่มีใครควบคุมอารมณ์ได้สมบูรณ์แบบทุกครั้ง
ไม่มีใครใช้ชีวิตโดยไม่เคยทำให้ใครเสียใจเลย
คำขอโทษจึงยังสำคัญ
แต่ปัญหาคือ บางคนใช้คำขอโทษเป็น “ยางลบ”
ทั้งที่มันควรเป็น “จุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนพฤติกรรม”
ขอโทษแล้ว แต่ยังพูดเหมือนเดิม
ขอโทษแล้ว แต่ยังทำเหมือนเดิม
แบบนี้ไม่เรียกว่าสำนึกครับ
เรียกว่าใช้คำขอโทษเป็นพิธีกรรมหลังทำความเสียหาย
คำพูดบางคำ พูดไปแล้วมัน undo ไม่ได้
การกระทำบางอย่าง ทำไปแล้วลบออกจากความรู้สึกคนอื่นไม่ได้
แม้เจ้าของคำพูดจะลืมไปแล้ว แต่คนฟังอาจยังจำอยู่
คนที่ถูกกระทบอาจยังต้องใช้เวลาเก็บเศษความรู้สึกของตัวเองอยู่คนเดียว
คำขอโทษไม่ได้ทำให้ทุกอย่างกลับไปเหมือนเดิมโดยอัตโนมัติ
โดยเฉพาะถ้าคำขอโทษนั้นตามมาหลังจากพฤติกรรมเดิมเป็นรอบที่สิบ
บางคนชอบพูดว่า
“ก็ขอโทษแล้วไง จะเอาอะไรอีก”
ประโยคแบบนี้ก็นะ
เพราะมันแปลว่า เขาไม่ได้อยากรับผิดชอบผลกระทบของสิ่งที่ทำ
เขาแค่อยากให้คนอื่นรีบให้อภัย เพื่อที่ตัวเองจะได้ไม่ต้องรู้สึกผิดนานเกินไป
แต่การขอโทษที่ดี ไม่ใช่การเร่งให้คนอื่นหายเจ็บ
การขอโทษที่ดีคือการยอมรับว่า สิ่งที่เราพูดหรือทำไป ส่งผลกับเขาจริง
เพราะถ้าขอโทษแล้วไม่เปลี่ยน คำขอโทษก็จะค่อย ๆ หมดความหมายไปในที่สุด
โดย ประคัลภ์ ปัณฑพลังกูร | ที่ปรึกษาด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล | Think People Consulting
ใส่ความเห็น