วันก่อนผมเขียนถึงผู้สมัครที่นัดสัมภาษณ์แล้วไม่มา รับปากว่าจะเริ่มงานแล้วหายตัวไปโดยไม่บอกกล่าว ซึ่งก็มีคนเห็นด้วยอยู่ไม่น้อยว่าพฤติกรรมแบบนี้ไม่ควรเกิดขึ้น และก็มีหลายคอมเม้นต์ที่บอกว่า HR หลายที่ก็ไม่แจ้งผู้สมัครเหมือนกัน
ผมอยากบอกว่าใจเย็น ๆ ผมเขียนเตรียมไว้แล้ว รอเวลาลงแค่นั้นเอง วันนี้ก็น่าจะสมควรแก่เวลานั้น
เลยอยากชวนมองอีกด้านหนึ่งบ้างครับ เพราะถ้าจะพูดเรื่องมารยาทในการสมัครงาน ก็คงต้องพูดกันทั้งสองฝ่าย
เคยไหมครับ สมัครงานไป บริษัทเรียกสัมภาษณ์ เราก็เตรียมตัวอย่างดี บางคนต้องลางาน บางคนต้องเดินทางไกล บางคนเตรียมข้อมูลบริษัทจนแทบจะรู้จักธุรกิจดีกว่าพนักงานบางคนเสียอีก
สัมภาษณ์เสร็จ HR ยิ้มหวานแล้วบอกว่า “เดี๋ยวจะติดต่อกลับภายในหนึ่งสัปดาห์นะคะ”
แล้วก็หายไปเลยครับ (จากคอมเม้นต์ในบทความที่แล้วเห็นว่าเจอมากันเยอะ)
หนึ่งสัปดาห์ผ่านไป สองสัปดาห์ผ่านไป หนึ่งเดือนผ่านไป เงียบสนิท ราวกับว่าการสัมภาษณ์งานครั้งนั้นไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
บางคนอดสงสัยไม่ได้ว่า ตกลงบริษัทกำลังพิจารณาเราอยู่ หรือคนที่สัมภาษณ์เราไปลาออกจากบริษัทกันหมดแล้ว
ที่น่าสนใจก็คือ บริษัทเหล่านี้บางแห่งอาจเป็นบริษัทเดียวกับที่กำหนดคุณสมบัติผู้สมัครเอาไว้ว่า ต้องมีความรับผิดชอบ มีทักษะการสื่อสารที่ดี มีความเป็นมืออาชีพ และให้ความสำคัญกับการทำงานร่วมกับผู้อื่น
แต่พอถึงเวลาที่บริษัทต้องแสดงคุณสมบัติเหล่านี้ให้ผู้สมัครเห็นบ้าง กลับสอบตกเสียเอง
ผมทำงานด้าน HR มานานพอที่จะเข้าใจครับว่า กระบวนการสรรหาบางครั้งก็ไม่ได้ราบรื่น ผู้บริหารยังไม่ตัดสินใจ งบประมาณถูกระงับ เปลี่ยนแผนการจ้าง หรือมีผู้สมัครจำนวนมาก มากจริง ๆ จนดูแลไม่ทั่วถึง
เรื่องเหล่านี้เกิดขึ้นได้ทั้งนั้นครับ
แต่ผมก็อดสงสัยไม่ได้ว่า ในเมื่อเรามีระบบสมัครงานออนไลน์ มี AI ช่วยคัดกรองผู้สมัคร มีระบบส่งอีเมลอัตโนมัติสารพัดอย่าง ทำไมการแจ้งผลสัมภาษณ์ให้คนที่สละเวลามาพบเราถึงยังเป็นเรื่องยากเย็นนัก
บางบริษัทลงทุนทำ Employer Branding กันเป็นล้าน จัดกิจกรรมสร้างภาพลักษณ์นายจ้าง ทำคลิปเล่าว่าองค์กรใส่ใจคนแค่ไหน มีวัฒนธรรมองค์กรที่ดีอย่างไร
แต่กลับทำให้ผู้สมัครคนหนึ่งรู้สึกแย่กับบริษัทได้ง่าย ๆ เพียงเพราะไม่ยอมส่งข้อความแจ้งผลสัมภาษณ์ไม่กี่บรรทัด
แล้วก็สงสัยกันว่าทำไมคนภายนอกถึงมีภาพลักษณ์ที่ไม่ดีกับบริษัท
ผมไม่ได้บอกว่าทุกคนที่มาสัมภาษณ์จะต้องได้รับคำอธิบายอย่างละเอียดว่าทำไมถึงไม่ผ่าน และไม่ได้คาดหวังให้ HR ต้องโทรกลับไปหาผู้สมัครทุกคนด้วยตัวเอง
โปรดอ่านอีกครั้งหนึ่ง ผมไม่ได้บอกว่าทุกคนที่มาสัมภาษณ์จะต้องได้รับคำอธิบายอย่างละเอียดว่าทำไมถึงไม่ผ่าน และไม่ได้คาดหวังให้ HR ต้องโทรกลับไปหาผู้สมัครทุกคนด้วยตัวเอง
แต่อย่างน้อย คนที่บริษัทเชิญมาสัมภาษณ์ ก็ควรได้รับคำตอบว่าเขายังอยู่ในกระบวนการหรือไม่
เพราะเวลาที่ผู้สมัครเสียไปก็มีค่าไม่ต่างจากเวลาของผู้บริหารที่นั่งสัมภาษณ์เขา
และที่สำคัญ อย่าลืมว่าผู้สมัครที่เราไม่รับเข้าทำงานในวันนี้ อาจกลายเป็นลูกค้า คู่ค้า หรือแม้แต่ผู้บริหารที่เราต้องไปติดต่อขอทำธุรกิจด้วยในวันข้างหน้าก็ได้
ผมเคยบอกผู้สมัครว่า ถ้าเปลี่ยนใจไม่อยากมาสัมภาษณ์ หรือไม่อยากเริ่มงานแล้ว ก็ช่วยแจ้งบริษัทด้วย อย่าหายตัวไปเฉย ๆ
วันนี้ผมก็คงต้องบอก HR และบริษัทในทำนองเดียวกันว่า ถ้าไม่รับเขาแล้ว ก็ช่วยบอกเขาด้วย อย่าหายตัวไปเฉย ๆ เหมือนกัน
เพราะถ้าเรายังต้องสอนผู้สมัครให้รู้จักความรับผิดชอบ แต่บริษัทของเราเองยังทำเรื่องพื้นฐานแบบนี้ไม่ได้ ก็คงต้องกลับมาถามกันแล้วละครับว่า ใครกันแน่ที่ควรได้รับการอบรมเรื่องความเป็นมืออาชีพก่อนกัน
จากประสบการณ์ส่วนตัว ตั้งแต่ทำงานมา ในอดีตบริษัทเก่าที่เคยทำงานด้วย ยังจำได้อยู่เลยว่า เขาพิมพ์เป็นจดหมายแจ้งเลย ตอนนั้นยังไม่มี email ด้วยซ้ำ แต่เราก็ส่งเป็นจดหมายถึงบ้านผู้สมัครทุกคนทั้งที่ได้ และไม่ได้งาน
จนปัจจุบันระบบ อีเมลช่วยได้เยอะ สามารถส่งครั้งเดียวพร้อมกันได้เลย อีกทั้งระบบ sms ที่ผมเห็นหลายบริษัททำกัน โดยแจ้งให้ผู้สมัครได้รับทราบว่าตอนนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนไหน เหมือนติดตามการส่งของยังไงยังงั้นเลย
บริษัทที่เขาทำดี ก็มีครับ อย่าเพิ่งไปเหมารวมว่าทุกที่จะต้องไม่ดีหมด
ผู้สมัครที่ดีก็มีเยอะ เพราะเขาเป็นมืออาชีพจริง ๆ มีการแจ้งกันว่าตอนนี้ไม่สะดวก หรือขอปฏิเสธงาน
สรุปแล้ว ความเป็นมืออาชีพ การให้เกียรติซึ่งกันและกัน ถือเป็นพื้นฐานสำคัญของการทำงานร่วมกัน ที่ต้องมีทั้งฝั่งผู้สมัครงาน และฝั่ง HR ที่กำลังรับสมัครพนักงานครับ
ใส่ความเห็น