ในยุคที่การแข่งขันในการดึงดูดและรักษาคนเก่งสูงขึ้น ผู้นำองค์กรไม่อาจมองข้ามเรื่อง “การบริหารค่าตอบแทน” ได้อีกต่อไป เพราะสิ่งนี้ไม่ได้สะท้อนแค่ตัวเงิน แต่สะท้อนถึงคุณค่า วัฒนธรรม และทิศทางขององค์กรอย่างแท้จริง อย่างไรก็ตาม หลายครั้งที่ผู้นำยังคงมี “จุดบอด” ในเรื่องนี้โดยไม่รู้ตัว ซึ่งส่งผลกระทบทั้งต่อความผูกพันของพนักงาน ประสิทธิภาพองค์กร และภาพลักษณ์โดยรวม ลองมาดูกันว่า จุดบอดเหล่านี้มีอะไรบ้าง จะได้วางแนวทางในการป้องกันและแก้ไขได้
1. มองค่าตอบแทนเป็นแค่ต้นทุนค่าใช้จ่าย ไม่ใช่การลงทุน
ผู้นำจำนวนมากยังมองค่าตอบแทนในฐานะค่าใช้จ่าย ไม่ใช่เครื่องมือเชิงกลยุทธ์ในการบริหารคน พฤติกรรมนี้ทำให้การจัดสรรงบประมาณค่าตอบแทนถูกมองแค่ว่าต้องลด ต้องควบคุม อยู่ตลอดเวลา เวลาที่ HR หรือตลาดมีการเปลี่ยนแปลงเรื่องของระดับค่าตอบแทนที่สูงขึ้น ก็พยายามที่จะหาทางลด หรือ หาทางทำให้ค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ไม่เพิ่มขึ้น ซึ่งก็จะสวนทางกับความรู้สึกของพนักงานทันที ดังนั้นแทนที่จะมองเป็นค่าใช้จ่าย หรือต้นทุนที่ต้องลด ให้มองว่าเป็นการลงทุนเพื่อผลลัพธ์ระยะยาว น่าจะดีกว่า เช่น ความผูกพัน การคงอยู่ หรือแม้กระทั่งนวัตกรรมของพนักงาน
2. ใช้ระบบเดียวกับทุกคน โดยไม่สะท้อนความแตกต่างของผลงาน
การบริหารค่าตอบแทนแบบ “one size fits all” ไม่สามารถจูงใจหรือสร้างแรงผลักดันให้พนักงานได้จริง ระบบที่ไม่สะท้อนความแตกต่างของผลงานจะส่งผลให้พนักงานที่ทำงานหนักไม่รู้สึกได้รับการยอมรับ ขณะเดียวกัน คนที่มีผลงานต่ำก็ไม่ได้ถูกกระตุ้นให้พัฒนา
ตัวอย่างเช่น ในองค์กรหนึ่งที่ให้โบนัสเท่ากันหมดโดยไม่พิจารณาผลงาน รายที่สร้างยอดขายได้สูงสุดกลับได้รับโบนัสเท่ากับพนักงานที่ไม่ได้บรรลุเป้าหมายเลย ทำให้พนักงานที่ทุ่มเทรู้สึกหมดกำลังใจและเริ่มมองหางานใหม่ ในขณะที่พนักงานที่ผลงานต่ำก็ไม่ได้พยายามพัฒนา เพราะรู้ว่าได้รับเหมือนกันอยู่ดี ระบบที่ไม่ยึดตามผลสัมฤทธิ์จึงกลายเป็นอุปสรรคต่อความสามารถในการรักษาและกระตุ้นคนเก่ง
3. ไม่สื่อสารเรื่องค่าตอบแทนอย่างชัดเจนและโปร่งใส
ค่าตอบแทนเป็นประเด็นที่พนักงานให้ความสนใจ แต่ผู้นำมักไม่ใส่ใจที่จะอธิบายเหตุผล เบื้องหลัง หรือนโยบายต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง การขาดการสื่อสารที่ดีจะนำไปสู่ความเข้าใจผิด ความไม่เชื่อมั่น และบรรยากาศที่ไม่เป็นธรรมในองค์กร
ตัวอย่างเช่น ในบริษัทแห่งหนึ่งที่มีการปรับขึ้นเงินเดือนเพื่อสะท้อนผลงานและความรับผิดชอบ แต่กลับไม่มีการแจ้งให้พนักงานทราบถึงเกณฑ์การปรับขึ้นเงินเดือนอย่างชัดเจน ผลที่ตามมาคือ พนักงานหลายคนรู้สึกคับข้องใจและสงสัยว่าทำไมบางคนได้รับการปรับขึ้นเงินเดือนมากกว่า ในขณะที่บางคนไม่ได้รับการปรับขึ้นเลย การขาดการสื่อสารนี้ส่งผลให้บรรยากาศในทีมไม่ดี และส่งผลต่อความผูกพันของพนักงานกับองค์กร
หรือเวลาที่มีการเปลี่ยนแปลงระบบการบริหารค่าตอบแทนใหม่ ผู้นำกลับไม่ใส่ใจที่จะสื่อสารระบบให้กับพนักงานได้เกิดความมั่นใจในระบบที่เปลี่ยนแปลงไป ปล่อยให้พนักงานเข้าใจกันไปเอง สุดท้ายก็เลยเกิดข่าวลือทางลบมากมายทั้ง ๆ ที่ระบบที่ปรับใหม่นั้น เป็นระบบที่ดี
4. ไม่เชื่อมโยงค่าตอบแทนกับกลยุทธ์องค์กร
ค่าตอบแทนควรสะท้อนสิ่งที่องค์กรให้ความสำคัญ เช่น ผลลัพธ์จาก OKRs หรือพฤติกรรมที่สอดคล้องกับค่านิยมองค์กร หากผู้นำไม่ออกแบบระบบค่าตอบแทนให้เชื่อมโยงกับกลยุทธ์ ก็จะพลาดโอกาสในการสร้างแรงขับเคลื่อนเชิงพฤติกรรมและผลลัพธ์ที่ต้องการ
ตัวอย่างเช่น ในองค์กรหนึ่งที่มีการกำหนดเป้าหมายทางธุรกิจชัดเจนว่า ต้องการขยายฐานลูกค้าใหม่ๆ ในพื้นที่ต่างจังหวัด ผู้นำได้วางแผนเชื่อมโยงค่าตอบแทนให้กับผลลัพธ์นี้ โดยมีการจ่ายค่าตอบแทนเพิ่มเติมให้กับพนักงานที่สามารถดึงดูดลูกค้าในพื้นที่เหล่านี้ได้ตามเป้าหมาย เมื่อพนักงานเห็นความเชื่อมโยงระหว่างความพยายามของตนกับค่าตอบแทนที่ได้รับ พวกเขาก็จะมีแรงจูงใจในการทำงานให้บรรลุเป้าหมายมากขึ้น
อีกตัวอย่างหนึ่งคือ บริษัทเทคโนโลยีที่ต้องการส่งเสริมนวัตกรรมและการคิดค้นสิ่งใหม่ๆ ผู้นำได้กำหนดระบบค่าตอบแทนที่ให้รางวัลแก่พนักงานที่เสนอไอเดียใหม่ๆ และสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง พนักงานที่มีความคิดสร้างสรรค์และพยายามคิดค้นสิ่งใหม่ๆ จะได้รับการยอมรับและเห็นคุณค่า ทำให้เกิดบรรยากาศที่ส่งเสริมการสร้างนวัตกรรมภายในองค์กร
การเชื่อมโยงค่าตอบแทนกับกลยุทธ์องค์กรไม่เพียงแต่จะเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน แต่ยังช่วยสร้างแรงจูงใจและความผูกพันของพนักงานกับองค์กร ทำให้พวกเขารู้สึกว่ามีส่วนร่วมและมีความสำคัญต่อความสำเร็จขององค์กร
5. ไม่ติดตามข้อมูลตลาด หรือแนวโน้มใหม่ๆ ในการจ่ายค่าตอบแทน
โลกการทำงานเปลี่ยนไปมาก แต่หลายองค์กรยังใช้โครงสร้างค่าตอบแทนแบบเดิมๆ โดยไม่อัปเดตข้อมูลภายนอก เช่น แนวโน้ม Total Rewards, Pay Transparency, หรือการใช้ Data Analytics ในการออกแบบค่าตอบแทน สิ่งเหล่านี้ทำให้องค์กรเสียเปรียบในการแข่งขันด้านแรงงาน
ตัวอย่างเช่น ในบริษัทผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคแห่งหนึ่งที่ยังคงใช้โครงสร้างค่าตอบแทนแบบเดิมมานานหลายปี โดยไม่ติดตามข้อมูลตลาด พบว่าพนักงานมีแนวโน้มลาออกมากขึ้น เนื่องจากค่าตอบแทนที่ได้รับไม่สอดคล้องกับค่าจ้างในตลาดแรงงานที่มีการปรับขึ้นอย่างต่อเนื่อง พนักงานไม่รู้สึกว่าตนได้รับการประเมินค่าและจดจำความพยายามที่ตนทุ่มเทให้กับองค์กร ส่งผลให้องค์กรเสียบุคลากรที่มีความสามารถและมีประสบการณ์ไปหลายคน
อีกตัวอย่างหนึ่งคือ บริษัทที่ปรึกษาด้านเทคโนโลยีแห่งหนึ่งที่ไม่ติดตามแนวโน้มใหม่ๆ ในด้านการจ่ายค่าตอบแทน เช่น การให้ Incentive ตามผลงานเพื่อกระตุ้นผลงานในระยะสั้น (Performance-based Bonus) หรือการปรับโครงสร้างค่าตอบแทนและสวัสดิการให้ยืดหยุ่นมากขึ้น ฯลฯ ทำให้พนักงานรู้สึกว่าการทำงานหนักไม่ได้รับการตอบแทนอย่างเหมาะสมและไม่ได้รับโอกาสในการมีส่วนร่วมกับความสำเร็จขององค์กร ส่งผลให้พนักงานหลายคนลาออกไปหางานใหม่ที่มีโครงสร้างค่าตอบแทนที่ดีกว่า
สรุปแล้ว การบริหารค่าตอบแทนไม่ใช่หน้าที่ของ HR เพียงฝ่ายเดียว แต่ผู้นำในทุกระดับต้องตระหนัก เข้าใจ และมีส่วนร่วมอย่างจริงจัง ผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ด้านคนจะมองค่าตอบแทนเป็น “พลังขับเคลื่อนองค์กร” ไม่ใช่แค่ตัวเลขในบัญชี เพราะเมื่อค่าตอบแทนถูกบริหารอย่างมีกลยุทธ์ พนักงานก็พร้อมจะให้มากกว่าที่องค์กรจ่ายเสมอ
ใส่ความเห็น