งานของผู้นำในยุค AI ไม่ใช่การรู้มากกว่า แต่คือการทำในสิ่งที่ AI ยังทำแทนไม่ได้

บทความ · HR Management · Leadership in the Age of AI

⬛ HR Insight

งานของผู้นำในยุค AI ไม่ใช่การรู้มากกว่า แต่คือการทำในสิ่งที่ AI ยังทำแทนไม่ได้

“AI จะทำให้ผู้นำที่เป็นผู้จัดการเชิงเทคนิคถูกท้าทายมากขึ้น แต่จะทำให้ผู้นำที่เป็นมนุษย์จริงๆ สำคัญขึ้นมาก”


ถ้า AI วางแผนงานให้เราได้ จัดระเบียบการทำงานให้เรา สร้างตารางควบคุมงาน วิเคราะห์ข้อมูลได้เร็ว สรุปได้ดี เตรียมงานได้ครบ แล้วงานของผู้นำในยุค AI นี้คืออะไรกันแน่

คำถามนี้ไม่ได้มีคำตอบเดียวครับ แต่มีทิศทางที่ชัดขึ้นเรื่อยๆ จากทั้ง Harvard Business Review, McKinsey และ Deloitte ที่ต่างชี้ไปในทางเดียวกันว่า งานของผู้นำไม่ได้หายไป แต่กำลังเปลี่ยนไปเป็นสิ่งที่ AI ยังทำแทนไม่ได้จริงๆ


หนึ่ง — AI ให้คำตอบได้ แต่ให้ความหมายแทนผู้นำไม่ได้

ผมพบว่าสิ่งแรกที่ AI ยังทำแทนผู้นำไม่ได้จริงๆ คือการสร้างความหมายให้กับงาน

AI บอกได้ว่า “เราควรทำอะไร” แต่ตอบแทนผู้นำไม่ได้ว่า “ทำไมสิ่งนี้จึงสำคัญกับเราในฐานะองค์กรและในฐานะคน” McKinsey ชี้ไว้ในรายงานเรื่องการสร้างผู้นำในยุค AI ว่าสิ่งที่จะยังเป็นข้อได้เปรียบของมนุษย์คือความสามารถในการสร้างแรงบันดาลใจ วินิจฉัยสถานการณ์ และสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ซึ่งเป็นสิ่งที่ระบบอัตโนมัติยังเข้าถึงได้ยาก

ถ้าพนักงานไม่รู้ว่างานของตัวเองเชื่อมกับลูกค้า กับองค์กร หรือกับบางสิ่งที่มีคุณค่าอย่างไร เขาก็แค่ทำงานไปวันๆ และในวันที่ AI เข้ามาทำงานได้เร็วกว่าและถูกกว่า คนที่รู้สึกแบบนั้นก็จะไม่รู้ว่าตัวเองยังมีที่ยืนอยู่หรือเปล่า

นั่นคืองานของผู้นำครับ ไม่ใช่การออกคำสั่ง แต่คือการทำให้คนเห็นว่าสิ่งที่เขากำลังทำอยู่นั้นมีความหมาย


สอง — AI วิเคราะห์ทางเลือกได้ แต่รับผิดชอบทางศีลธรรมแทนไม่ได้

AI ช่วยวิเคราะห์ความเสี่ยง ประมาณการต้นทุน หรือจำลองผลกระทบได้ดีมาก แต่เมื่อการตัดสินใจนั้นเกี่ยวข้องกับความเป็นธรรม ความไว้วางใจ และคุณค่าที่องค์กรยึดถือ สุดท้ายมนุษย์ต้องเป็นคนรับผิดชอบ

Deloitte ระบุไว้ชัดในรายงานเรื่อง AI กับการตัดสินใจในอนาคตว่า ความรับผิดชอบ การมีส่วนร่วมของมนุษย์ และความไว้วางใจต้องถูกออกแบบไว้ในกระบวนการตัดสินใจ ไม่ใช่ปล่อยให้ AI กลายเป็นผู้ตัดสินใจโดยไม่มีเจ้าของ

ผมเคยเห็นองค์กรที่ใช้ผลลัพธ์จากระบบวิเคราะห์มาอ้างว่า “ข้อมูลบอกให้ทำแบบนี้” แล้วตัดสินใจเรื่องที่กระทบพนักงานโดยไม่มีใครรับผิดชอบจริงๆ ผลที่ตามมาคือความไว้วางใจในองค์กรพังลงในเวลาไม่นาน ผู้นำที่ดีในยุคนี้ต้องกล้าตัดสินใจในเรื่องที่ไม่มีคำตอบสมบูรณ์ และยืนรับผิดชอบทั้งผลลัพธ์ทางธุรกิจและผลที่กระทบต่อคน


สาม — AI สื่อสารได้ แต่สร้างความไว้วางใจที่แท้จริงแทนไม่ได้

AI เขียนสุนทรพจน์ได้ดี ร่างอีเมลได้ดี แต่ความไว้วางใจไม่ได้เกิดจากถ้อยคำที่สวยงาม มันเกิดจากความสม่ำเสมอ ความจริงใจ การทำตามที่พูด และการยืนอยู่กับคนในช่วงเวลาที่ยาก

ผมพบว่าพนักงานจำนวนไม่น้อยรู้ได้ทันทีว่าสิ่งที่หัวหน้าพูดนั้นเขียนขึ้นมาเอง หรือให้ใครช่วยทำ และนั่นคือจุดที่ความไว้วางใจเริ่มสั่นคลอน ไม่ใช่เพราะใช้ AI แต่เพราะขาดความจริงใจที่คนรู้สึกได้


สี่ — AI โค้ชได้บางส่วน แต่เข้าใจมนุษย์ทั้งคนแทนไม่ได้

AI ให้คำแนะนำด้านการพัฒนาได้ ช่วยออกแบบแผนการเติบโตได้ แต่การโค้ชคนจริงๆ ต้องอ่านอารมณ์ ความกลัว ความมั่นใจ ความลังเล และบริบทชีวิตของเขา

คนไม่ได้ต้องการแค่คำแนะนำที่ถูกต้องเสมอไป หลายครั้งเขาต้องการคนที่เข้าใจว่า “ทำไมเขายังไปต่อไม่ได้” และนั่นคือสิ่งที่ต้องการผู้นำที่เป็นมนุษย์จริงๆ ไม่ใช่ระบบที่ฉลาดที่สุดในโลก


ห้า — AI คาดการณ์แนวโน้มได้ แต่สร้างความกล้าในทีมแทนไม่ได้

AI ช่วยเห็นแนวโน้มและความเสี่ยงได้ แต่ในเวลาที่องค์กรต้องเปลี่ยนจริง คนไม่ได้ติดเพราะไม่มีข้อมูลเสมอไป เขาติดเพราะกลัวเสียหน้า กลัวผิด กลัวถูกตัดสิน และกลัวอนาคต

ดังนั้นผู้นำในยุค AI ต้องสร้างบรรยากาศที่ปลอดภัยทางจิตใจ ให้คนกล้าลอง กล้าพูด กล้าคิดต่าง และกล้าทำสิ่งใหม่ ซึ่งไม่มีระบบใดสร้างแทนได้


หก — AI เพิ่มประสิทธิภาพได้ แต่สร้างพลังงานในองค์กรแทนไม่ได้

บางองค์กรนำ AI เข้ามาแล้วคนกลับเหนื่อยมากขึ้น เพราะความคาดหวังสูงขึ้น งานเร็วขึ้น รอบการตัดสินใจถี่ขึ้น และทุกอย่างกลายเป็น “ต้องทำได้มากกว่าเดิม” นั่นคือกับดักที่ผมเห็นบ่อยมากครับ

ผู้นำที่ดีในยุคนี้ต้องไม่ใช้ AI เพื่อบีบประสิทธิภาพอย่างเดียว แต่ต้องออกแบบวิธีทำงานใหม่ให้คนทำงานได้ดีขึ้นโดยไม่เผาพลังงานจนหมด ซึ่งนั่นต้องอาศัยการอ่านคน เข้าใจบริบท และดูแลสุขภาวะของทีม ซึ่งไม่มีระบบใดทำแทนได้


เจ็ด — AI เสนอทางเลือกได้ แต่สร้างความมุ่งมั่นร่วมกันแทนไม่ได้

AI เสนอแนวทางได้เป็นสิบทางเลือก แต่การทำให้คนหลายฝ่าย “ยอมเดินไปด้วยกัน” ยังเป็นงานของผู้นำ เพราะความมุ่งมั่นเกิดจากการมีส่วนร่วม ความเป็นเจ้าของ และความไว้วางใจระหว่างคน ไม่ใช่จากการเห็นด้วยกับข้อมูลชุดเดียวกัน

ผู้นำต้องออกแบบการสนทนา กำหนดสิทธิ์การตัดสินใจ และสร้างความเป็นเจ้าของให้ชัดเจน สิ่งเหล่านี้ไม่มีระบบใดทำแทนได้


แปด — AI ทำงานได้ แต่สร้างวัฒนธรรมองค์กรแทนไม่ได้

วัฒนธรรมองค์กรไม่ใช่ข้อความบนผนังหรือคำสวยงามในคู่มือ แต่คือพฤติกรรมที่คนเห็นซ้ำๆ ว่าอะไรได้รับรางวัล อะไรถูกมองข้าม และใครคือแบบอย่างที่แท้จริง

AI ช่วยวิเคราะห์ผลสำรวจวัฒนธรรมองค์กรได้ แต่ไม่สามารถเป็นตัวอย่างของความกล้า ความถ่อมตน ความเป็นธรรม หรือความเป็นมนุษย์ได้แทนผู้นำ ผู้นำต้องไม่ใช่แค่พูดเรื่องวัฒนธรรม แต่ต้องเป็นหลักฐานที่คนเห็นได้


งานที่ผู้นำต้องทำเอง

คำถามที่เปิดบทความนี้ไม่ได้มีคำตอบที่สมบูรณ์ครับ แต่มีทิศทางที่ชัดเจน AI จะทำให้ผู้นำที่เป็น “ผู้จัดการเชิงเทคนิค” ถูกท้าทายมากขึ้น แต่จะทำให้ผู้นำที่เป็น “มนุษย์จริงๆ” สำคัญขึ้นมาก

“สิ่งที่ AI ยังทำแทนไม่ได้คือการสร้างความหมาย การตัดสินใจที่รับผิดชอบได้ การสร้างความไว้วางใจ ความกล้า พลังงาน ความมุ่งมั่นร่วมกัน และวัฒนธรรมที่คนรู้สึกได้จริง”

โดย ประคัลภ์ ปัณฑพลังกูร | ที่ปรึกษาด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล | Think People Consulting

พนักงานแต่ละเจนมีความต้องการไม่เหมือนกัน จริงหรือ?

บทความ · HR Management · Rewards & Benefits

⬛ HR Insight

พนักงานแต่ละเจนมีความต้องการไม่เหมือนกัน จริงหรือ?

“ที่เราเรียกกันว่า ‘ความต่างระหว่างเจน’ มันเป็นเรื่องของเจนจริงๆ หรือเปล่า หรือจริงๆ แล้วมันเป็นเรื่องอื่นที่เราเข้าใจผิดมาตลอด”


มีความเชื่อหนึ่งที่ผมได้ยินบ่อยมากในวงการ HR ช่วงหลังๆ นั่นคือ คนแต่ละเจนมีความต้องการที่แตกต่างกัน เลยต้องบริหารค่าตอบแทนให้ต่างกัน ต้องออกแบบสวัสดิการให้ตรงกับคนแต่ละรุ่น

เราพูดกันจนติดปากว่า Gen Z อยากได้ความยืดหยุ่น Millennials อยากได้ความก้าวหน้า ส่วนคนรุ่นก่อนอยากได้ความมั่นคง พอจะวางระบบค่าตอบแทนหรือสวัสดิการที ก็ต้องมานั่งแบ่งกลุ่มตามปีเกิดกันให้วุ่น

อ่านเพิ่มเติม “พนักงานแต่ละเจนมีความต้องการไม่เหมือนกัน จริงหรือ?” →

รักษาคนเก่งไว้ได้ แต่ทำไมเขายังไม่ทุ่มเทสุดตัว?

บทความ · HR Management · Employee Engagement

⬛ HR Insight

รักษาคนเก่งไว้ได้ แต่ทำไมเขายังไม่ทุ่มเทสุดตัว?

“พนักงานของคุณอยู่เพราะอยากอยู่ หรืออยู่เพราะยังไม่มีที่ไปที่ดีกว่า?”


มีคนในทีมที่ไม่เคยลาออก ทำงานตรงเวลา ไม่สร้างปัญหา และผลงานก็ผ่านเกณฑ์ทุกอย่าง

แต่ถ้าถามตรงๆ ว่าเขาทุ่มเทสุดตัวกับงานไหม คำตอบที่ได้มักจะเป็น “ไม่แน่ใจ”

นั่นคือสัญญาณของปัญหาที่หลายองค์กรยังไม่ตั้งชื่อให้ถูก

อ่านเพิ่มเติม “รักษาคนเก่งไว้ได้ แต่ทำไมเขายังไม่ทุ่มเทสุดตัว?” →

เพิ่มเงินเดือน เพิ่มสวัสดิการ แล้วพนักงานยังหมดไฟ เกิดอะไรขึ้น?

บทความ · Compensation & Benefits · Employee Wellbeing

⬛ HR Insight

เพิ่มเงินเดือน เพิ่มสวัสดิการ แล้วพนักงานยังหมดไฟ เกิดอะไรขึ้น?

“เงินช่วยให้คนรู้สึกว่าได้รับการตอบแทน สวัสดิการช่วยให้คนรู้สึกว่าได้รับการดูแล แต่ระบบงานที่ดีต่างหาก ที่ทำให้คนไม่ต้องถูกเผาจนหมดแรงตั้งแต่ต้น”


มีความเชื่อหนึ่งที่ผมได้ยินบ่อยมากในวงการ HR นั่นคือ “ถ้าจ่ายดีขึ้น พนักงานก็จะหมดไฟน้อยลง”

ผมคิดว่าความเชื่อนั้นจริงบางส่วนครับ แต่ไม่ใช่ทั้งหมด

เพราะในประสบการณ์ของผม มีองค์กรจำนวนไม่น้อยที่ปรับเงินเดือน เพิ่มสวัสดิการ จัดกิจกรรมดูแลพนักงานครบครัน แต่พนักงานก็ยังหมดไฟอยู่ดี และผู้บริหารก็งงว่าทำทุกอย่างแล้ว ทำไมยังไม่ดีขึ้น

คำตอบส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่ที่เงิน แต่อยู่ที่สิ่งที่เงินซื้อไม่ได้


เงินช่วยได้ แต่ไม่ใช่ทุกเรื่อง

ระบบค่าตอบแทนที่ดีช่วยลดความเสี่ยงของการหมดไฟได้จริงครับ โดยเฉพาะในเรื่องของความรู้สึกเป็นธรรม

ความไม่เป็นธรรมเป็นตัวเร่งความเหนื่อยที่รุนแรงมาก คนเราอาจยอมเหนื่อยได้ถ้ารู้สึกว่าสิ่งที่ทำนั้นมีความหมายและองค์กรเห็นคุณค่าจริง แต่ถ้าเหนื่อยแล้วรู้สึกว่าไม่แฟร์ ความเหนื่อยจะกลายเป็นความคับข้องใจทันที

เมื่อคนทำงานหนักกว่าแต่ได้ผลตอบแทนไม่ต่างจากคนที่ทำขั้นต่ำ เมื่อโบนัสขึ้นอยู่กับความรู้สึกของหัวหน้ามากกว่าผลงานจริง เมื่อตำแหน่งโตขึ้นแต่ค่าตอบแทนแทบไม่ขยับ สิ่งเหล่านี้ค่อยๆ กัดกินใจคนโดยที่เขาอาจไม่รู้ตัวเลยว่านั่นคือต้นตอของความเหนื่อยที่สะสมอยู่

ระบบค่าตอบแทนที่มีโครงสร้างชัดเจน มีหลักการที่อธิบายได้ และมีความเชื่อมโยงกับผลงานจริง จึงช่วยลดความรู้สึกนี้ได้มาก ไม่ใช่เพราะทุกคนจะได้เงินเท่ากัน แต่เพราะทุกคนเห็นว่าความต่างนั้นมีเหตุผล


สวัสดิการที่ดีช่วยได้ แต่ต้องใช้ได้จริง

สวัสดิการที่ดีช่วยลดภาระในชีวิตจริงของพนักงานได้มาก เพราะคนทำงานไม่ได้มีแค่ชีวิตในออฟฟิศ เขามีค่าครองชีพ มีภาระครอบครัว มีค่ารักษาพยาบาล มีความกังวลเรื่องอนาคต ถ้ารายได้ไม่พอหรือสวัสดิการไม่ช่วยรองรับความเสี่ยงพื้นฐานในชีวิต พนักงานจะเข้ามาทำงานพร้อมภาระในหัวเต็มไปหมด ร่างกายอยู่ที่โต๊ะทำงานแต่ใจอาจกำลังคิดเรื่องค่ารักษาพยาบาลของแม่หรือเงินที่ไม่พอใช้ปลายเดือน

แต่จุดที่ต้องระวังคือ สวัสดิการจะช่วยลดการหมดไฟได้ก็ต่อเมื่อพนักงานใช้ได้จริงครับ มีวันลาแต่ลาไม่ได้ มีนโยบายทำงานยืดหยุ่นแต่ประชุมทั้งวันจนต้องไปทำงานจริงตอนกลางคืน มีนักจิตวิทยาให้ปรึกษาแต่คนกลัวว่าถ้าใช้แล้วจะถูกมองว่าอ่อนแอ สวัสดิการแบบนี้มีอยู่ในเอกสาร แต่แทบไม่แตะชีวิตจริงของพนักงานเลย


ระบบรางวัลที่ผิด สร้างการหมดไฟได้เหมือนกัน

สิ่งที่ผมพบบ่อยและคิดว่าน่ากังวลมากคือองค์กรบางแห่งออกแบบระบบรางวัลที่ไปให้คุณค่ากับพฤติกรรมที่นำไปสู่การหมดไฟโดยตรง เช่น ให้รางวัลเฉพาะคนที่ทำงานดึก ชื่นชมคนที่รับงานทุกอย่างโดยไม่ปฏิเสธ หรือมองคนที่ไม่ตอบข้อความหลังเลิกงานว่าไม่ทุ่มเท

เมื่อองค์กรยกย่องพฤติกรรมแบบนี้ซ้ำๆ พนักงานก็จะเรียนรู้ว่านั่นคือสิ่งที่ต้องทำเพื่อได้รับการยอมรับ สุดท้ายองค์กรได้คนที่ดูทุ่มเทมากในระยะสั้น แต่เสียคนเก่งไปในระยะยาว เพราะไม่มีใครสามารถเผาตัวเองได้ทุกวัน

องค์กรจึงต้องถามตัวเองว่า เรากำลังให้รางวัลกับผลงาน หรือวิธีที่ได้มาซึ่งผลงาน เพราะคนที่ทำยอดได้แต่ทำให้ทีมพังควรถูกตั้งคำถาม คนที่วางระบบให้ทีมทำงานง่ายขึ้นควรถูกมองเห็น และคนที่สร้างผลลัพธ์ได้โดยไม่ทำให้คนรอบตัวหมดแรงควรเป็นแบบอย่างที่องค์กรยกย่อง


คำถามที่ลึกกว่า “จะให้อะไรเพิ่ม”

ถ้า HR อยากใช้ระบบค่าตอบแทนและสวัสดิการเพื่อลดการหมดไฟได้จริงๆ คำถามที่ต้องถามไม่ใช่แค่ว่า “จะให้อะไรเพิ่ม” แต่ต้องถามด้วยว่า “งานที่เขาแบกอยู่ทุกวันนี้ มันเกินกำลังของคนคนหนึ่งไปแล้วหรือเปล่า” และ “อะไรที่ควรเอาออก” ไม่ว่าจะเป็นงานที่ล้นเกิน การประชุมที่ไม่จำเป็น หรือความคาดหวังที่ไม่มีใครพูดออกมาตรงๆ

“องค์กรของคุณกำลังเพิ่มสวัสดิการเพื่อดูแลพนักงานจริงๆ หรือกำลังใช้สวัสดิการเพื่อปิดแผลที่ยังไม่กล้าแตะ?”

โดย ประคัลภ์ ปัณฑพลังกูร | ที่ปรึกษาด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล | Think People Consulting

ยิ่งขยัน ยิ่งเก่ง ยิ่งโดนใช้งาน — กับดักที่องค์กรทำกับคนเก่ง

บทความ · HR Management · Leadership

⬛ HR Insight

ยิ่งขยัน ยิ่งเก่ง ยิ่งโดนใช้งาน — กับดักที่องค์กรทำกับคนเก่ง

“คนที่ขยันที่สุดในทีมไม่ใช่ถังรับงานสำรอง พวกเขารักงานของตัวเองและนั่นคือเหตุผลที่พวกเขาทำงานได้ดี”


มีคำถามที่ผู้จัดการทุกคนมักจะต้องเจอซ้ำ ๆ คือเมื่อผู้บริหารมีโครงการงานพิเศษมอบหมายมาอย่างกระทันหัน ควรจะมอบหมายให้ใคร?

คำตอบที่ผู้จัดการส่วนใหญ่เลือกคือ “คนที่ขยันที่สุดในทีม” หรือ “คนที่ดูกระตือรือร้นที่สุด”

และนั่นแหละคือปัญหา


งานวิจัยที่น่าตกใจจาก HBR

Sangah Bae และ Kaitlin Woolley จาก Northeastern University และ Cornell University ทำการศึกษา 10 งานวิจัย กับผู้จัดการและพนักงานมากกว่า 4,300 คน และพบสิ่งที่น่าสนใจมาก

ผู้จัดการมอบหมายงานพิเศษให้กับพนักงานที่มีแรงจูงใจสูงถึง 69% ของเวลาทั้งหมด แม้ในกรณีที่พนักงานคนอื่นมีผลงานดีพอกันและทำงานมานานพอกัน

พูดให้ชัดขึ้นคือ ถ้าในทีมมีพนักงานสองคนที่ทำงานได้ดีเท่ากัน แต่คนหนึ่งดูกระตือรือร้นกว่า คนนั้นจะได้รับงานพิเศษมากกว่าอีกคนในสัดส่วน 69% ต่อ 31%

ผลที่ตามมาคือพนักงานที่องค์กรทุ่มเทดูแลและพยายามรักษาไว้มากที่สุด กำลังถูกบั่นทอนความสุขในการทำงานทีละนิดทุกวัน


ความเข้าใจผิดสองข้อของผู้จัดการ

ผู้จัดการที่ทำแบบนี้ไม่ได้ตั้งใจทำร้ายพนักงานนะครับ แต่กำลังตัดสินใจบนความเข้าใจผิดสองข้อ

❌ ความเข้าใจผิดที่ 1

คิดว่าถ้าพนักงานรักงานหลักของตัวเอง เขาก็น่าจะชอบงานพิเศษทุกประเภทด้วย

❌ ความเข้าใจผิดที่ 2

คิดว่าคนที่รักงานจะทนต่อแรงกดดันได้ดีกว่า จึงไม่ต้องกังวลเรื่อง burnout

ซึ่งคิดผิดทั้งคู่

แรงจูงใจในการทำงานนั้นผูกกับงานเฉพาะอย่าง ไม่ใช่กับทุกอย่างในชีวิตการทำงาน พนักงานที่รู้สึกมีพลังมากเวลานำเสนองานต่อลูกค้าด้วยดวงตาเป็นประกาย ไม่ได้หมายความว่าเขาจะมีพลังเท่ากันตอนต้องจัดไฟล์ เขียนรายงาน หรือนั่งอยู่ในคณะกรรมการที่ไม่เกี่ยวกับงานของเขาเลย

และเมื่อพนักงานที่มีแรงจูงใจสูงถูกดึงออกจากงานที่ตัวเองรัก นักวิจัยพบว่าความสุขของพวกเขาลดลงมากกว่าเพื่อนร่วมงานที่มีแรงจูงใจต่ำกว่าถึงสามเท่า


ผลงานจะแย่ลงด้วย

งานวิจัยนี้ยังพบอีกว่าการโหลดงานพิเศษให้กับคนที่ขยัน และมีพลังในการทำงานมากที่สุด ไม่ได้แค่ทำให้เขาเหนื่อยเพิ่มขึ้น แต่ยังทำให้ผลงานหลักของเขาแย่ลงด้วย

ในการทดลองหนึ่ง พนักงานที่มีแรงจูงใจสูงถูกเลือกให้รับงานพิเศษแทรกเข้ามาระหว่างทำงานหลักที่มีโบนัสรออยู่ ถึง 74% ของเวลาทั้งหมด ผลคือผลงานหลักของเขาแย่ลงอย่างมีนัยสำคัญ และโอกาสได้รับโบนัสลดลงตามไปด้วย ทั้งที่ผู้จัดการเลือกเขาเพราะคิดว่าเขาเก่งที่สุด

กล่าวคือ ผู้จัดการกำลังใช้ความขยันของพนักงานเป็นเหตุผลในการมอบงานพิเศษ แต่งานพิเศษนั้นกลับทำให้ผลงานหลักของเขาแย่ลง มันเป็นวงจรที่ทำร้ายทั้งพนักงานและองค์กรไปพร้อมกัน

เมื่อนักวิจัยลองแจกจ่ายงานพิเศษให้เท่าเทียมกันขึ้น คือจาก 70/30 เป็น 50/50 พบว่าพนักงานที่มีแรงจูงใจต่ำกว่าไม่ได้รู้สึกแย่ขึ้นเลย แต่ความพึงพอใจของพนักงานที่มีแรงจูงใจสูงกลับดีขึ้นอย่างชัดเจน — การแก้ปัญหานี้ไม่มีผู้แพ้ มีแต่ผู้ได้


สามสิ่งที่ผู้จัดการทำได้ทันที

ข่าวดีคือนี่ไม่ใช่ปัญหาโครงสร้างที่ต้องใช้เวลาหลายปีในการแก้ มันเป็นพฤติกรรมที่เปลี่ยนได้ด้วยวิธีที่ง่ายมาก

01  จดบันทึกว่ามอบหมายงานพิเศษให้ใครบ้าง

เพียงแค่ทำให้ผู้จัดการ “เห็น” พฤติกรรมของตัวเองก็ช่วยได้มาก เพราะผู้จัดการส่วนใหญ่ในงานวิจัยไม่รู้เลยว่าตัวเองกำลังแจกงานอย่างไม่สมดุล แค่มีสเปรดชีตหรือโน้ตสั้นๆ ว่าครั้งที่แล้วใครรับงานพิเศษไป ก็ช่วยให้การตัดสินใจครั้งต่อไปยุติธรรมขึ้น

02  ตัดสินใจเรื่องงานพิเศษเป็นชุด ไม่ใช่ทีละครั้ง

เมื่อผู้จัดการตัดสินใจมอบหมายงานหลายงานพร้อมกัน แทนที่จะตัดสินใจทีละงานในแต่ละครั้งที่งานเข้ามา พวกเขามีแนวโน้มที่จะกระจายงานได้ยุติธรรมกว่ามาก เพราะมองเห็นภาพรวมได้ดีกว่า

03  ปรับความเข้าใจเรื่อง burnout

เพียงแค่บอกให้ผู้จัดการรู้ว่า “แรงจูงใจสูงไม่ได้แปลว่าทนต่อแรงกดดันได้ไม่จำกัด” ก็ทำให้การแจกจ่ายงานยุติธรรมขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ไม่ต้องใช้โปรแกรมฝึกอบรมราคาแพง ไม่ต้องปรับโครงสร้างทีม แค่เปลี่ยนความเชื่อก็เพียงพอ


คำถามที่ผู้จัดการทุกคนควรถามตัวเอง

องค์กรส่วนใหญ่ลงทุนอย่างมากเพื่อสร้างพนักงานที่มีความผูกพันกับงาน แต่กลับปล่อยให้ผู้จัดการทำลายการลงทุนนั้นทีละนิดผ่านนิสัยการมอบหมายงานที่ดูเหมือนสมเหตุสมผล แต่ความจริงไม่ใช่ การดึงพวกเขาออกจากงานที่รักบ่อยๆ ไม่ได้ใช้ประโยชน์จากความขยันของพวกเขา แต่กำลังกัดกินมัน

“ครั้งล่าสุดที่มีงานพิเศษเข้ามา ใครในทีมได้รับมันไป และนั่นยุติธรรมหรือเปล่า?”

โดย ประคัลภ์ ปัณฑพลังกูร | ที่ปรึกษาด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล | Think People Consulting

บลอกที่ WordPress.com .

ขึ้น ↑