7 วิธีสร้างทีมงานที่เก่งขึ้นทุกวัน: บทเรียนจากงานวิจัย “Superteams”

บทความ · HR Management · Team Building

⬛ HR Insight

7 วิธีสร้างทีมงานที่เก่งขึ้นทุกวัน: บทเรียนจากงานวิจัย “Superteams”

“คำถามที่ HR ควรถามตัวเอง ไม่ใช่ ‘ทีมของเราเก่งแค่ไหน’ แต่คือ ‘ทีมของเราเก่งขึ้นกว่าปีที่แล้วเท่าไหร่'”


เวลาผมเข้าไปทำงานกับองค์กรต่าง ๆ ในประเทศไทย คำถามที่ผู้บริหารถามผมบ่อยที่สุดคำถามหนึ่งคือ “เราจะทำอย่างไรให้ทีมงานของเราเก่งขึ้นเรื่อย ๆ”

เป็นคำถามที่ดูเรียบง่าย แต่ตอบยากมาก เพราะในความเป็นจริง เราจะเห็นทีมส่วนใหญ่ในองค์กรไทยมักจะ “นิ่ง” อยู่กับที่ ทำงานได้ตามเป้า แต่ไม่ได้พัฒนาขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ บางทีมอยู่มา 5 ปี 10 ปี ก็ยังทำงานเหมือนเดิม คิดเหมือนเดิม และแก้ปัญหาด้วยวิธีเดิม

เมื่อเดือนที่ผ่านมา ผมได้อ่านบทความของ Ron Friedman นักจิตวิทยาและผู้ก่อตั้ง Superteams Inc. ลงใน Harvard Business Review ฉบับเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน 2026 ซึ่งเขาและทีมวิจัยได้สำรวจพนักงานกว่า 6,000 คน ข้ามอุตสาหกรรม เพื่อหาคำตอบว่า “ทีมที่ดีที่สุด ทำอะไรแตกต่างจากทีมทั่วไป”

ผลการวิจัยพบว่า ทีมที่ยอดเยี่ยมที่สุด ซึ่ง Friedman เรียกว่า “Superteams” มีลักษณะร่วม 3 ประการ คือทำงานสำเร็จได้มากกว่า สมาชิกในทีมช่วยให้กันและกันเก่งขึ้น และพัฒนาทักษะใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง

Friedman ได้กลั่นสิ่งที่ผู้นำของทีม Superteams ทำออกมาเป็น 7 แนวปฏิบัติ ซึ่งผมอ่านแล้วคิดว่ามีประโยชน์มากสำหรับ HR และผู้บริหารองค์กรไทย จึงอยากนำมาเล่าต่อ พร้อมใส่มุมมองว่าแต่ละข้อควรปรับอย่างไรให้เข้ากับบริบทองค์กรไทย

ก่อนเข้าสู่ 7 ข้อนั้น ผมอยากเล่ากรณีศึกษาที่ Friedman ใช้เปิดเรื่อง เพราะทำให้เราเห็นภาพว่า “ทีมที่พัฒนาขึ้นจริง” หน้าตาเป็นอย่างไร


เรื่องของทีม Oklahoma City Thunder

ในฤดูกาลปี 2021-22 ทีมบาสเก็ตบอล Oklahoma City Thunder ในลีก NBA แพ้ถึง 58 เกม อยู่ท้ายตารางลีก เรียกว่าเป็นทีมที่แทบไม่มีใครคาดหวังอะไร

แต่ฤดูกาลถัดมาทีมชนะ 40 เกม ปีต่อมา 57 เกม และปีถัดไป 68 เกม จนคว้าแชมป์ NBA ในฤดูกาล 2024-25 ทั้งที่เป็นทีมที่มีอายุเฉลี่ยผู้เล่นน้อยที่สุดเท่าที่เคยมีมาในประวัติศาสตร์ของการขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง

คำตอบว่าทำได้อย่างไร ไม่ได้อยู่ที่การซื้อดาวเด่นมาเพิ่ม แต่อยู่ที่ “วิธีการทำงาน” ที่ตรงกับสิ่งที่งานวิจัยของ Friedman พบในทีม Superteams ในโลกธุรกิจ


1. ทดลองให้บ่อยขึ้น

งานวิจัยพบว่า Superteams ทดลองสิ่งใหม่บ่อยกว่าทีมทั่วไปเกือบ 50% ในขณะที่ทีมทั่วไปมักหยุดพัฒนาเมื่อเจอวิธีที่ “ใช้ได้” แล้ว และสุดท้ายก็ตามหลังคู่แข่ง

Reid Hoffman ผู้ร่วมก่อตั้ง LinkedIn เคยบอกทีมงานว่าเขา “คาดหวัง” ให้ทีมล้มเหลว 15% ของเวลา เพราะถ้าไม่ล้มเหลวเลย แปลว่าไม่ได้เสี่ยงพอ

บริบทไทย:

นี่เป็นข้อที่ท้าทายที่สุดสำหรับองค์กรไทย เพราะวัฒนธรรมการทำงานของเราไม่ค่อยให้พื้นที่สำหรับ “ความล้มเหลว” เราเติบโตมากับระบบการศึกษาที่ทำให้กลัวการตอบผิด กลัวการเสียหน้า คนจึงเลือกเล่นเกมปลอดภัย ทำงานให้ “ไม่ผิด” มากกว่าทำงานให้ “ดีขึ้น”

HR สามารถช่วยได้โดยออกแบบระบบ KPI ที่ไม่ลงโทษการทดลองที่ล้มเหลว จัดเวที “Learning from Failure” ให้พนักงานแบ่งปันสิ่งที่เรียนรู้จากความผิดพลาด หรือตั้งงบ “Experiment Fund” เล็ก ๆ ให้ทีมทดลองโดยไม่ต้องรออนุมัติจากผู้บริหารระดับสูง สำคัญที่สุดคือผู้นำต้องทำให้การทดลอง “ปลอดภัยที่จะทำ” ไม่ใช่แค่ “ได้รับอนุญาตให้ทำ”

2. ทำให้ความอยากรู้อยากเห็นเป็นโรคติดต่อ

ความเข้าใจผิดอย่างหนึ่งเกี่ยวกับผู้นำที่เก่ง คือ “ผู้นำต้องรู้ทุกอย่าง” แต่งานวิจัยพบว่าผู้นำของ Superteams ยอมรับว่าตัวเองไม่รู้บ่อยกว่าผู้นำทีมทั่วไปถึง 33% และยังถามคำถามที่ดีบ่อยกว่า 56% และแสดงความสนใจเรียนรู้จากลูกน้องบ่อยกว่า 53%

เมื่อผู้นำกล้าพูดว่า “ผมไม่แน่ใจ แต่ผมรู้ว่าควรถามใคร” ทีมงานก็กล้ายอมรับว่าตัวเองไม่รู้เช่นกัน ซึ่งเป็นพื้นฐานของ psychological safety ที่งานวิจัยของ Google ในปี 2012 พบว่าเป็นตัวทำนายผลงานของทีมที่แม่นยำที่สุด

บริบทไทย:

วัฒนธรรมไทยมีระบบอาวุโสที่แข็งแรง ซึ่งทำให้ผู้ใหญ่ในองค์กรยากที่จะยอมรับว่า “ไม่รู้” โดยเฉพาะต่อหน้าคนอายุน้อยกว่า แต่โลกปัจจุบันหมุนเร็วจนไม่มีใครรู้ทุกเรื่องได้ ผู้บริหารที่ฉลาดคือผู้บริหารที่รู้ว่าต้องไปถามใคร ไม่ใช่ผู้บริหารที่แกล้งทำเป็นรู้

HR สามารถสร้างโครงการ Reverse Mentoring ให้พนักงาน Gen Z สอนผู้บริหารเรื่อง AI tools, digital marketing หรือเทรนด์โซเชียล และเปิดเวทีให้ผู้บริหารถามคำถาม “โง่ ๆ” ได้โดยไม่เสียหน้า อีกเรื่องคือ ในห้องประชุมของผู้บริหารไทย เรามักเห็นผู้นำ “ให้คำตอบ” มากกว่า “ถามคำถาม” ลองเปลี่ยนมาถาม “พวกคุณคิดยังไง?” แล้ว “เงียบ” ให้นานพอที่คนจะกล้าตอบ

3. ถามคำถามที่ผู้นำส่วนใหญ่ไม่กล้าถาม

ในการประชุมทีมส่วนใหญ่ เรามักใช้เวลาให้แต่ละคน “รายงานความคืบหน้า” ซึ่งเป็นรายงานที่ทำให้งานดูเรียบร้อย ครบถ้วน และอยู่ภายใต้การควบคุม ปัญหาคือ บรรยากาศแบบนี้ทำให้คนไม่กล้ายกมือพูดว่า “ผมติดปัญหาอยู่”

งานวิจัยพบว่าผู้นำของ Superteams นำการสนทนาไปที่ “ปัญหาที่ต้องแก้” บ่อยกว่าผู้นำทีมทั่วไปถึง 43% วิธีง่าย ๆ ที่จะเริ่ม คือการถามคำถามว่า “ตอนนี้คุณติดอะไรอยู่?” ซึ่งทำหน้าที่มากกว่าแค่ค้นหาปัญหา มันสื่อสารว่า “การเจอปัญหาเป็นเรื่องปกติ” และ “การขอความช่วยเหลือเป็นสัญญาณว่าคุณเอาใจใส่กับงาน”

บริบทไทย:

วัฒนธรรม “เกรงใจ” ของคนไทยทำให้การยอมรับว่าตัวเอง “ติดปัญหา” เป็นเรื่องยาก เพราะกลัวจะดูเป็นภาระของคนอื่น หรือกลัวว่าหัวหน้าจะมองว่าไม่เก่ง ในฐานะที่ปรึกษา ผมสังเกตว่าคนไทยมักบอกว่า “ยังครับ ยังไหว” ทั้งที่จมอยู่กับปัญหามาหลายสัปดาห์แล้ว และกว่าจะรู้ก็ตอนที่งานเสียหายจนแก้ยากแล้ว

วิธีแก้คือ ผู้นำต้องเป็นคนเริ่ม “ยอมรับปัญหาของตัวเอง” ก่อน ในการประชุมทีม ลองเริ่มด้วย “สัปดาห์นี้ผมติดเรื่อง X อยู่ ใครมีคำแนะนำไหม?” เมื่อหัวหน้าเปิดตัวก่อน ลูกน้องจะกล้าตามมา และระบบควรยกย่องคนที่ยกมือขอความช่วยเหลือ ไม่ใช่แค่คนที่ทำงานเสร็จ

4. ลงมือทำ แม้ในวันที่ไม่จำเป็นต้องทำ

ตำราบริหารมักสอนว่า “ผู้นำที่ดีต้องไม่ยุ่งกับรายละเอียด” ต้องมอบหมายงานแล้วโฟกัสที่ภาพใหญ่ แต่งานวิจัยพบว่าผู้นำของ Superteams ยังคงอยู่ “ในสนาม” เพื่อวางมาตรฐาน หาจุดที่จะพัฒนาต่อ และเห็นปัญหาก่อนมันจะลุกลาม

สิ่งสำคัญคือต้องแยกให้ออกระหว่าง involvement กับ micromanagement ผู้นำที่ดีทำงานเคียงข้างทีมเพื่อ “สร้างศักยภาพ” ให้ลูกน้อง ในขณะที่ micromanager จะจ้ำจี้ แก้ไข และเข้าไปทำเอง ทำให้ลูกน้องพึ่งตัวเองไม่ได้

Brian Chesky ผู้ก่อตั้ง Airbnb ยอมรับว่าหลัง COVID เขากลับเข้าไปตัดสินใจเรื่องสินค้าและ customer experience ด้วยตัวเอง แทนวิธีแบบ “จ้างคนเก่ง แล้วถอยออกมา” และ Airbnb ก็ฟื้น Paul Graham เรียกวิธีนี้ว่า “Founder Mode” ซึ่งสื่อถึงสิ่งที่ผู้นำหลายคนเริ่มรู้สึก คือ “การวางมือมากเกินไป ทำให้เราหลุดจากความจริง”

❌ MICROMANAGE

คอยจ้ำจี้ แก้ไข และเข้าไปทำเองทุกอย่าง ทำให้ลูกน้องพึ่งพาตัวเองไม่ได้ และศักยภาพลดลงเรื่อย ๆ

✓ INVOLVEMENT

ทำงานเคียงข้างทีม เพื่อสร้างศักยภาพ เห็นปัญหาก่อนลุกลาม และชี้ทางให้ลูกน้องเติบโตไปด้วยกัน

บริบทไทย:

ในองค์กรไทย เรามักเจอสองขั้วสุดโต่ง ขั้วหนึ่งคือผู้บริหารที่ “ลงไปทำเอง” จน micromanage กับขั้วที่ “ลอยตัวเหนือทีม” จนไม่รู้ว่าทีมทำอะไรอยู่

ทางสายกลางที่ Superteams ทำคือ “เข้าไปทำงานด้วยกัน” แบบที่ไม่ใช่การควบคุม แต่เป็นการร่วมแก้ปัญหา HR สามารถสร้างวัฒนธรรมนี้ได้ โดยออกแบบโครงการ “Leader as Contributor” ให้ผู้บริหารใช้เวลาส่วนหนึ่งในแต่ละสัปดาห์ทำงานจริงร่วมกับทีม ไม่ใช่แค่ประชุมทบทวน ซึ่งช่วยให้ผู้บริหารเห็นปัญหาระดับปฏิบัติการ และลูกน้องก็เห็นว่าผู้บริหาร “เข้าใจ” งานของพวกเขาจริง ๆ

5. ทำให้ Feedback เป็นเรื่องของการสนับสนุน ไม่ใช่การตัดสิน

ยิ่งทีมเรียนรู้ได้เร็วว่าอะไรใช่และอะไรไม่ใช่ ยิ่งพัฒนาได้เร็ว งานวิจัยพบว่าใน Superteams พนักงานมากกว่า 90% บอกว่าหัวหน้าของพวกเขาให้ feedback ที่กระตุ้นให้อยากพัฒนาโดยไม่ทำให้รู้สึกว่าถูกตำหนิ ในขณะที่ทีมทั่วไป โอกาสที่จะเจอผู้จัดการที่ให้ feedback ได้ดีมีพอ ๆ กับการโยนเหรียญหัว-ก้อย

งานวิจัยที่รวบรวมการศึกษากว่า 600 ชิ้น ตีพิมพ์ใน Psychological Bulletin พบว่ามากกว่า 1 ใน 3 ของกรณี feedback ไม่เพียงไม่ช่วยให้ผลงานดีขึ้น แต่กลับทำให้แย่ลง เหตุผลคือ feedback ที่ให้ไม่ดีจะทำให้คน “หมดกำลังใจ” ในขณะที่ feedback ที่ให้ดีจะ “ปลดล็อกการเติบโต”

หัวใจของการให้ feedback ที่ดี คือการมองว่า “ความผิดพลาด” คือ “ข้อมูล” บนเส้นทางการพัฒนา ไม่ใช่ “จุดดำ” ในประวัติการทำงาน บริษัท Adobe ยกเลิกการประเมินผลประจำปีแบบเดิม เปลี่ยนเป็น “check-in” สั้น ๆ ที่เน้นการสนทนาอย่างต่อเนื่อง ผลคือประหยัดเวลาได้ 80,000 ชั่วโมงต่อปี การลาออกโดยสมัครใจลดลง 34%

บริบทไทย:

เรื่อง feedback เป็นจุดอ่อนที่ใหญ่ที่สุดเรื่องหนึ่งของ HR ไทย ด้วยวัฒนธรรม “ไม่อยากให้ใครเสียหน้า” ทำให้ feedback มักเป็นสองขั้วสุดโต่ง คือ “เงียบไปเฉย ๆ” หรือ “ระเบิดใส่ตอนทนไม่ไหว”

ผมเจอองค์กรไทยจำนวนมากที่หัวหน้าไม่บอกลูกน้องว่ามีอะไรต้องปรับปรุง จนผลการประเมินออกมาแย่ ลูกน้องก็ตกใจว่า “ทำไมไม่บอกตั้งแต่แรก”

HR ควรออกแบบระบบ feedback ให้เกิดขึ้นบ่อยและสั้น ไม่ใช่การประเมินปีละครั้งที่หนักและเครียด และฝึกหัวหน้าให้ใช้เทคนิค “ask before tell” เช่น “คุณคิดว่างานนี้ไปได้ดีแค่ไหน?” ก่อนที่จะให้ความเห็นของตัวเอง สำคัญที่สุด feedback ต้องมาจาก “intent to help” ไม่ใช่ “intent to judge”

6. สนับสนุนการเติบโต แม้ว่าจะไม่ได้เป็นประโยชน์กับคุณ

การที่พนักงาน “มีงานเสริม” (moonlighting) มักถูกมองเป็นภัยคุกคามต่อองค์กร แต่งานวิจัยใน Frontiers in Psychology ที่ศึกษาพนักงาน 324 คน กลับพบว่า การมีงานเสริมสามารถทำนาย engagement ที่สูงขึ้น โดยเฉพาะในคนที่มองหาความเป็นอิสระและการพัฒนาทักษะ

ยิ่งกว่านั้น พนักงานใน Superteams มีโอกาสรู้สึกว่า “ได้รับการสนับสนุน” หลังประกาศลาออกมากกว่าพนักงานทั่วไป 2 เท่า และยังคงติดต่อกับหัวหน้าเก่าหลังลาออกมากกว่า 3 เท่า ความสัมพันธ์เหล่านี้มักพัฒนาไปเป็น “alumni network” ที่นำไปสู่การส่งต่องาน การกลับมาทำงานซ้ำ และ goodwill ระยะยาว

บริบทไทย:

นี่เป็นข้อที่ขัดกับความเชื่อของผู้บริหารไทยส่วนใหญ่ เพราะเราถูกสอนว่า “พนักงานที่ดี” คือคนที่ทุ่มเทกับงานเดียว ไม่ไปทำอะไรข้างนอก แต่โลกในวันนี้เปลี่ยนไปแล้ว คน Gen Z และ Gen Y รุ่นปลายมองว่าการมี side hustle เป็นเรื่องปกติ และการห้ามปราม 100% จะทำให้องค์กรเสียคนเก่งไปในที่สุด

HR ที่ฉลาดควรปรับนโยบายให้อนุญาตให้พนักงานทำงานเสริมได้ภายใต้เงื่อนไขที่ไม่ขัดผลประโยชน์ขององค์กร และสำคัญกว่านั้นคือสร้างเวทีให้พนักงานได้แบ่งปันสิ่งที่เรียนรู้จากงานเสริมกลับมาสู่ทีม และในเรื่องของพนักงานที่ลาออก องค์กรไทยมักตัดสัมพันธ์กับอดีตพนักงานอย่างเด็ดขาด ทั้งที่ในความเป็นจริง คนเหล่านี้คือ ambassador ของแบรนด์เรา

7. นำด้วยความหมาย ไม่ใช่แค่ตัวเลข

เมื่อคนเข้าใจว่าทำไมงานของพวกเขาถึงสำคัญ พวกเขาจะแสดงพลังมากขึ้น ร่วมมือได้ดีขึ้น และไม่พอใจกับคำว่า “ดีพอแล้ว” แต่จะมองหาวิธีทำให้ดีขึ้นเรื่อย ๆ

งานวิจัยพบว่าผู้นำของ Superteams มีประสิทธิภาพสูงกว่าผู้นำทีมทั่วไปถึง 59% ในการช่วยให้ทีมเข้าใจว่า “ทำไมสิ่งที่พวกเขาทำถึงสำคัญ”

กรณีของ Oklahoma City Thunder เป็นตัวอย่างชัดเจน เมื่อทีมย้ายจาก Seattle มา Oklahoma City ในปี 2008 ทีมต้องสูญเสียเอกลักษณ์เดิมทั้งหมด Sam Presti ผู้จัดการทั่วไป ไปเยี่ยม Oklahoma City National Memorial และสร้างพิธีกรรมให้ผู้เล่นและพนักงานใหม่ทุกคนต้องไปเยี่ยมอนุสรณ์สถานนั้นในวันแรกที่มาถึงเมือง เป็นพิธีที่เชื่อมโยงวัฒนธรรมของทีมกับคุณค่าของเมือง คือความแข็งแกร่ง ความสามัคคี และความเป็นชุมชน

บริบทไทย:

องค์กรไทยหลายแห่งมี “vision” และ “mission” ที่เขียนสวยงามติดข้างกำแพง แต่ไม่มีใครจำได้ว่าเขียนอะไร เพราะมันไม่เชื่อมโยงกับชีวิตการทำงานจริง

สิ่งที่ Presti ทำ ไม่ใช่แค่การเขียนคำสวยงาม แต่เป็นการสร้าง “พิธีกรรม” ให้ทีมได้สัมผัสความหมายนั้นด้วยตัวเอง HR สามารถช่วยองค์กรได้โดยการให้พนักงานใหม่ได้เจอลูกค้าจริง ๆ ในสัปดาห์แรก การเล่า “impact stories” ในการประชุมประจำเดือน หรือการเชื่อมโยงทุก KPI กลับไปที่ “customer outcome” แทน “internal metric”

สำคัญที่สุด ผู้นำต้องสามารถอธิบายในภาษาที่เรียบง่ายว่า “ถ้าองค์กรของเราไม่มีอยู่ โลกนี้จะขาดอะไรไป” คำตอบนี้ไม่ใช่เรื่องของกำไรหรือยอดขาย แต่เป็นเรื่องของ “ความหมาย” ที่คนในทีมจะหยิบมาใช้เป็นแรงขับเคลื่อนในทุก ๆ วัน


ทีมที่เก่งขึ้น ไม่ได้เกิดจากการไล่ตามผลลัพธ์

เรื่องของ Thunder เตือนเราว่า ความสำเร็จที่แท้จริงไม่ได้มาจากการไล่ตามผลลัพธ์ แต่มาจากการ “พัฒนาอย่างมีวินัย” มันเริ่มจากผู้นำที่อยากรู้อยากเห็น กล้าถามคำถามที่ยาก และลงมือทำงานเมื่อมันสำคัญ มันมาจากทีมที่กล้าทดลอง มอง feedback เป็นเชื้อเพลิง และมองเห็นความหมายในงานที่พวกเขาทำร่วมกัน

“ในฐานะ HR และผู้บริหาร คำถามที่เราควรถามตัวเอง ไม่ใช่ ‘ทีมของเราเก่งแค่ไหน’ แต่คือ ‘ทีมของเราเก่งขึ้นกว่าปีที่แล้วเท่าไหร่’ ถ้าคำตอบคือ ‘ไม่แน่ใจ’ หรือ ‘ไม่มาก’ นั่นแหละคือจุดเริ่มต้น”

หมายเหตุ: บทความนี้ผมสรุปและเรียบเรียงจากบทความ “How to Build a Superteam That Keeps Getting Better” โดย Ron Friedman ตีพิมพ์ใน Harvard Business Review ฉบับเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน 2026

โดย ประคัลภ์ ปัณฑพลังกูร | ที่ปรึกษาด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล | Think People Consulting

แค่ปรับตัวได้ ยังไม่พอ ผู้นำต้องแสดงให้เห็นว่าทำได้จริง

บทความ · HR Management · Leadership Development

⬛ HR Insight

แค่ปรับตัวได้ ยังไม่พอ

วันนี้ผู้นำต้อง “ทำให้คนเห็น” ว่าตนเองพร้อมรับการเปลี่ยนแปลง

“ผู้นำที่ไปต่อได้ ไม่ใช่คนที่เก่งที่สุดในห้องเสมอไป แต่คือคนที่ทำให้ทุกคนมั่นใจได้ว่า ไม่ว่าโลกจะเปลี่ยนไปอย่างไร เขาก็พร้อมจะเรียนรู้ พร้อมจะปรับ และพร้อมจะพาองค์กรไปข้างหน้า”


โลกการทำงานวันนี้เปลี่ยนเร็วเสียจนคำว่า “เก่ง” อย่างเดียวไม่พออีกต่อไป ต่อให้คุณเป็นคนทำงานดี มีผลงานสม่ำเสมอ รับผิดชอบสูง และเป็นที่ยอมรับของคนรอบข้าง หากคุณยังทำให้ผู้บริหารและทีมงาน “มองไม่เห็น” ว่าคุณสามารถนำพาตัวเองและคนอื่นผ่านความเปลี่ยนแปลงได้ คุณก็อาจยังไม่ใช่คนที่องค์กรเลือกให้ไปต่อในบทบาทที่ใหญ่ขึ้น

นี่คือประเด็นสำคัญมากจากบทความของ Harvard Business Review ที่ชี้ชัดว่า ในโลกที่เต็มไปด้วย AI ระบบอัตโนมัติ ความผันผวนของตลาด การปรับโครงสร้างองค์กร และความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นแทบตลอดเวลา “Adaptability” หรือความสามารถในการปรับตัว กลายเป็นคุณสมบัติสำคัญของผู้นำยุคใหม่

แค่มีความสามารถในการปรับตัว ยังไม่พอ

ผู้นำในวันนี้ต้อง แสดงให้คนอื่นเห็นอย่างชัดเจน ด้วยว่า ตนเองมีความพร้อมที่จะเปลี่ยน เรียนรู้ และนำพาคนอื่นไปกับความเปลี่ยนแปลงนั้นได้จริง

องค์กรไม่ได้มองหาแค่คนที่ “อยู่รอด” ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลง แต่อยากได้คนที่ “พาองค์กรไปข้างหน้า” ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงนั้นมากกว่า


ทำไม “การแสดงออกถึงความสามารถในการปรับตัว” จึงสำคัญกว่าที่คิด

ในอดีต เรามักให้คุณค่ากับผู้นำที่นิ่ง มั่นคง มีประสบการณ์สูง และควบคุมสถานการณ์ได้ดี แต่ในโลกปัจจุบัน ความนิ่งอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ เพราะหลายครั้งสิ่งที่องค์กรต้องการไม่ใช่คนที่รักษาของเดิมได้ดีเท่านั้น แต่คือคนที่มองเห็นอนาคต อ่านเกมออก และกล้าพาองค์กรขยับก่อนที่จะสายเกินไป

ปัญหาคือ ผู้นำจำนวนไม่น้อยเชื่อว่าตัวเองเป็นคนปรับตัวได้ แต่ในสายตาของคนรอบตัว กลับยังดูยึดติดกับวิธีเดิม ดูระแวงการเปลี่ยนแปลง หรือดูเหมือนรอให้สถานการณ์ชัดก่อนค่อยขยับ

เพราะในการเติบโตสู่บทบาทที่สูงขึ้น องค์กรไม่ได้ประเมินแค่สิ่งที่คุณคิดเกี่ยวกับตัวเอง แต่ดูจากพฤติกรรมที่คุณแสดงออกมาในทุกวัน

🎯  คนมองเราจากสิ่งเหล่านี้ทุกวัน

▸ คุณพูดอย่างไรเมื่อเจอการเปลี่ยนแปลง

▸ คุณตัดสินใจอย่างไรเมื่อความชัดเจนยังไม่ครบ

▸ คุณสื่อสารกับทีมอย่างไรเมื่อทุกคนกำลังกังวล

▸ คุณทำให้คนอื่นรู้สึกอย่างไรในช่วงเวลาที่ไม่แน่นอน


ความสามารถในการปรับตัวของผู้นำ ไม่ได้มีแค่มุมเดียว

ผู้นำที่ปรับตัวได้จริง ไม่ได้หมายถึงแค่คนที่เปลี่ยนเร็ว หรือเปลี่ยนเก่ง แต่ประกอบด้วย 3 เรื่องสำคัญที่ต้องมีไปพร้อมกัน

01  Agility — ขยับให้เร็ว และพาคนอื่นขยับไปด้วยกัน

ผู้นำที่มี agility จริง ไม่ใช่แค่คนที่ตัวเองเปลี่ยนได้เร็ว แต่ต้องสามารถทำให้ทีมเปลี่ยนตามได้ด้วย เขาจะไม่ติดอยู่กับคำว่า “เมื่อก่อนเราทำแบบนี้” แต่จะเริ่มถามว่า “ถ้าจะทำให้ดีกว่าเดิม เราควรทำอย่างไร” Agility จึงไม่ใช่การเปลี่ยนเพราะตามกระแส แต่คือการมองเห็นความเปลี่ยนแปลงแล้วตีความได้ว่าควรตอบสนองอย่างไรให้เกิดผลดีที่สุดต่อธุรกิจ ต่อทีม และต่ออนาคตของคนในองค์กร

02  Resilience — นิ่งให้เป็น เมื่อโลกไม่นิ่ง

ในช่วงที่องค์กรเจอแรงกดดัน สิ่งหนึ่งที่ทีมมองหาจากผู้นำเสมอคือ “ความนิ่ง” ไม่ใช่นิ่งแบบไม่รู้สึกอะไร แต่เป็นนิ่งแบบมีสติ รู้ว่าสถานการณ์ยาก ยอมรับว่าคนกำลังกังวล แต่ยังคงรักษาทิศทางและความมั่นใจบางอย่างให้ทีมเดินต่อไปได้ ผู้นำที่มี resilience จะช่วยให้ทีมมองเห็นว่า แม้เราอาจควบคุมทุกอย่างไม่ได้ แต่ยังมีบางอย่างที่เราทำได้ เราพัฒนาตัวเองได้ เราเรียนรู้เพิ่มได้ และเราโฟกัสสิ่งที่อยู่ในมือได้

03  Foresight — มองให้ไกลกว่าเรื่องตรงหน้า

Foresight คือความสามารถในการมองล่วงหน้า เห็นสัญญาณก่อนที่ปัญหาจะมา อ่านแนวโน้มให้ขาด และเข้าใจว่าความเปลี่ยนแปลงด้านตลาด เทคโนโลยี ลูกค้า ต้นทุน หรือคู่แข่ง กำลังจะพาองค์กรไปทางไหน ผู้นำที่มี foresight ไม่ได้รอให้ปัญหาเกิดก่อนแล้วค่อยวิ่งแก้ แต่เริ่มคิดล่วงหน้าว่า หากสถานการณ์เปลี่ยนแบบนี้ เราควรเตรียมอะไรไว้ นี่คือสิ่งที่แยก “ผู้จัดการที่เก่ง” ออกจาก “ผู้นำที่พร้อมสำหรับอนาคต”


ถ้าอยากโตเป็นผู้นำมากขึ้น ต้องทำให้ Adaptability กลายเป็น “ภาพจำ” ของเรา

คนที่จะเติบโตขึ้นไปในระดับผู้นำอาวุโส ไม่ใช่แค่คนที่มี adaptability อยู่ข้างใน แต่ต้องทำให้สิ่งนี้กลายเป็นภาพจำในสายตาคนอื่นด้วย

01  แสดงให้เห็นทุกวันว่าเป็นผู้นำที่พร้อมรับการเปลี่ยนแปลง

อย่ารอให้มีโปรเจกต์ใหญ่หรือวิกฤตใหญ่ก่อนค่อยโชว์ความสามารถ เพราะคนมองเราอยู่ทุกวันจากสิ่งเล็กๆ เวลางานสะดุด คุณมีท่าทีอย่างไร เวลา priority เปลี่ยน คุณบ่นก่อนหรือมองหาทางไปต่อ เวลาทีมสับสน คุณเติมความตื่นตระหนกหรือเติมความชัดเจน

ผู้นำที่พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงจะไม่ใช้ภาษาที่ปิดประตู เช่น “เราทำแบบนี้มาตลอด” หรือ “มันไม่น่าจะได้ผล” แต่จะใช้ภาษาที่เปิดความเป็นไปได้ เช่น

“ถ้าเราคิดใหม่จากศูนย์ เราจะทำแบบไหน” / “มีอะไรที่เราควรลอง” / “ถ้าเปลี่ยนแล้วจะได้ประโยชน์อะไรบ้าง”

02  มีทั้ง Empathy และ Accountability พร้อมกัน

หลายคนพลาดตรงนี้ บางคนเก่งเรื่องคนแต่ไม่กล้ากดดันให้เกิดผลลัพธ์ บางคนเก่งเรื่องผลลัพธ์แต่ทำให้คนเหนื่อยจนหมดพลัง ผู้นำที่เติบโตได้ไกลต้องมีทั้งสองอย่างพร้อมกัน

Empathy คือการเข้าใจว่าการเปลี่ยนแปลงทำให้คนเครียดและเหนื่อยได้ แต่ Accountability คือการไม่ปล่อยให้ความยากเหล่านั้นกลายเป็นข้ออ้างในการหยุดเดิน ผู้นำที่ดีจะพูดได้ว่า “ผมรู้ว่านี่ไม่ง่าย และผมจะช่วยคุณผ่านมันไป” พร้อมกับยังยืนยันว่า “แต่เรายังต้องส่งมอบงานที่ดี และต้องไปถึงเป้าหมายร่วมกัน”

03  แสดงให้เห็นว่าเรายังเรียนรู้ และยังพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ

ในยุคนี้ ผู้นำที่หยุดเรียนรู้เร็วเกินไป กำลังเสี่ยงจะตกยุคโดยไม่รู้ตัว การพัฒนาตัวเองจึงไม่ใช่เรื่องที่มีก็ดีอีกต่อไป แต่เป็นเรื่องจำเป็น ผู้นำที่ดีต้องไม่ทำตัวเหมือนรู้ทุกอย่าง แต่ต้องแสดงให้เห็นว่าตัวเองพร้อมเรียนรู้เรื่องใหม่ กล้าถาม กล้ารับคำแนะนำ และกล้าพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง ยิ่งอยู่สูง ยิ่งมีคนพูดความจริงกับเราน้อยลง ถ้าไม่อัปเดตตัวเอง สุดท้ายเราจะกลายเป็นคนที่เคยเก่ง แต่ไม่ทันโลก


3 ความเข้าใจผิดที่ทำให้ผู้นำดู “ไม่พร้อมโต”

มี 3 เรื่องที่ผู้นำจำนวนไม่น้อยเข้าใจผิด และทำให้ตัวเองดูไม่ adaptable ทั้งที่อาจไม่ได้ตั้งใจ

01  คิดว่าความมั่นคง เท่ากับ ความสามารถในการปรับตัว

การอยู่กับองค์กรมานาน ผ่านการเปลี่ยนแปลงมาหลายรอบ หรือเป็นคนเสถียรน่าเชื่อถือ เป็นเรื่องดี แต่ไม่ได้แปลว่าคุณเป็นคนปรับตัวเก่งโดยอัตโนมัติ ความมั่นคงช่วยให้องค์กรไม่ล้ม แต่ adaptability คือสิ่งที่ช่วยให้องค์กรไปต่อ คนที่นิ่งแต่ไม่เปลี่ยน อาจรักษาระบบเดิมได้ แต่ไม่ได้แปลว่าจะพาองค์กรไปสู่อนาคตได้

02  คิดว่าทำงานหนักเท่ากับพร้อมเลื่อนตำแหน่ง

คนจำนวนมากทำงานหนักมาก รับผิดชอบสูง และแก้ปัญหาเก่ง แต่ยังไม่ได้โต เพราะองค์กรไม่ได้มองแค่ “ใครทำงานเก่งที่สุด” แต่มองว่า “ใครคิดและนำในระดับที่ใหญ่กว่าเดิมได้” การเป็น “คนที่งานขาดไม่ได้” ไม่ได้แปลว่าเป็น “คนที่พร้อมเป็นผู้นำระดับสูงกว่า” บางครั้งกลับตรงกันข้ามด้วยซ้ำ เพราะคนที่มัวแต่เก่งอยู่ในงานเดิม อาจยังไม่ยอมก้าวออกมาคิดในระดับใหม่

03  คิดว่าการแสดงความไม่แน่ใจ จะทำให้ดูอ่อนแอ

ผู้บริหารหลายคนไม่กล้ายอมรับว่าตนเองก็ไม่แน่ใจในบางเรื่อง ไม่กล้าพูดถึงความผิดพลาดที่ผ่านมา เพราะกลัวเสียความน่าเชื่อถือ แต่ความจริงคือ หากทำอย่างมีวุฒิภาวะ สิ่งนี้กลับสร้างความน่าเชื่อถือมากขึ้น

ผู้นำที่พูดได้ว่า “เราเองก็เคยพลาดจากเรื่องนี้” หรือ “เรายังไม่มีคำตอบครบ แต่เราจะหาคำตอบไปด้วยกัน” ไม่ได้ทำให้ดูอ่อนแอ แต่ทำให้ดูจริง มีสติ และน่าเชื่อถือ เพราะคนไม่ได้คาดหวังให้ผู้นำสมบูรณ์แบบ แต่คาดหวังให้ผู้นำจริงใจ มั่นคง และพาเขาไปข้างหน้าได้แม้ในวันที่คำตอบยังไม่ครบ


ผู้นำที่องค์กรอยากให้ไปต่อ ไม่ใช่คนที่เก่งที่สุดเสมอไป

โลกใหม่ทำให้เกณฑ์การมองหาผู้นำเปลี่ยนไป จากเดิมที่อาจเน้นประสบการณ์ ความสามารถเฉพาะด้าน หรือผลงานที่ผ่านมา วันนี้องค์กรกำลังมองหาคนที่พร้อมรับมือกับสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้นด้วย

ผู้นำที่โดดเด่นในอนาคตคือคนที่

▸ เปลี่ยนเร็วโดยไม่เสียทิศ

▸ นิ่งได้ท่ามกลางแรงกดดัน

▸ มองไกลกว่าสิ่งที่อยู่ตรงหน้า

▸ พาทีมผ่านความไม่แน่นอนได้

▸ ยังเรียนรู้และยังโตอยู่เสมอ

▸ และทำให้คนรอบตัวเห็นได้จากทุกการกระทำ ทุกการสื่อสาร และทุกการตัดสินใจ


คำถามสำคัญที่ผู้นำควรถามตัวเองในวันนี้

คำถามที่สำคัญไม่ได้อยู่ที่ “เราเป็นคนปรับตัวได้หรือไม่” แต่อยู่ที่ว่า คนรอบตัวมองเห็นหรือยังว่าเราเป็นผู้นำที่พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงจริง ทีมของเรารู้สึกหรือไม่ว่าเมื่อโลกเปลี่ยน เราจะช่วยพาเขาไปต่อได้ ผู้บริหารมองเห็นหรือไม่ว่าเราคิดเผื่ออนาคต ไม่ได้แค่ดูแลงานประจำ หากคำตอบยังไม่ชัด นี่ไม่ใช่ข่าวร้าย แต่คือสัญญาณว่าถึงเวลาต้องทำให้ “adaptability” ไม่ใช่แค่ความสามารถภายใน แต่กลายเป็นสิ่งที่คนอื่นสัมผัสได้จริงจากตัวเรา

“ผู้นำที่ไปต่อได้ ไม่ใช่คนที่เก่งที่สุดในห้องเสมอไป แต่คือคนที่ทำให้ทุกคนมั่นใจได้ว่า ไม่ว่าโลกจะเปลี่ยนไปอย่างไร เขาก็พร้อมจะเรียนรู้ พร้อมจะปรับ และพร้อมจะพาองค์กรไปข้างหน้า”

โดย ประคัลภ์ ปัณฑพลังกูร | ที่ปรึกษาด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล | Think People Consulting

Workslop — เมื่องานที่ AI ทำให้ กำลังทำลายองค์กรของคุณอยู่เงียบๆ

บทความวิเคราะห์ · AI & การบริหารองค์กร

⬛ Management Insight

Workslop — เมื่องานที่ AI ทำให้ กำลังทำลายองค์กรของคุณอยู่เงียบๆ

งานที่ดูเนี้ยบ อ่านแล้วรู้สึกมีเนื้อหา แต่ไร้ประโยชน์จริงๆ และมันกำลังกัดกร่อนความไว้ใจในองค์กรของคุณ

มีคำศัพท์ใหม่เกิดขึ้นในโลกการทำงานยุคนี้ที่อยากให้ทุกคนรู้จัก — “Workslop” ฟังดูตลก แต่ไม่ตลกเลยสักนิด

Workslop คืองานที่ถูกสร้างด้วย AI อย่างลวกๆ หน้าตาดูเนี้ยบ อ่านแล้วรู้สึกว่ามีเนื้อหา แต่พอลงมือใช้จริงก็พบว่า ไม่มีประโยชน์อะไรเลย แถมยังทำให้คนรับต้องมานั่งแก้ นั่งคิด นั่งตีความ เสียเวลาซ้ำซ้อนอีกต่างหาก พูดง่ายๆ คือ ผู้ส่งใช้ AI แบกภาระงานออกไปจากตัวเอง แล้วโยนมันมาให้คนรับแทน


41%

ของพนักงานเคยได้รับ workslop
ที่กระทบต่อการทำงานตัวเอง

53%

ยอมรับว่าเคยส่ง workslop
ให้เพื่อนร่วมงานอย่างน้อยบางครั้ง

61%

วัฒนธรรมทีมที่ไว้วางใจกัน
ลด workslop ได้มากกว่าครึ่ง

เรื่องจริงที่เจ็บปวด

งานวิจัยจากทีม BetterUp Labs และ Stanford Social Media Lab สำรวจพนักงานออฟฟิศในสหรัฐฯ กว่า 1,150 คน และพบสิ่งที่น่าตกใจ ไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่คือเรื่องราวที่อยู่หลังตัวเลขพวกนั้น

กรณีที่ 1 — วิศวกรที่ลาออกใน 2 วัน

วิศวกรคนหนึ่งลาออกแบบกะทันหันโดยให้เวลาล่วงหน้าแค่ 2 วัน เหตุผลคือเพื่อนร่วมทีมใช้ “vibe coding” หรือการให้ AI เขียนโค้ดแบบขอไปที จนเกิดบั๊กสำคัญเต็มระบบ เขาบอกว่า “รู้สึกเกลียดทีมตัวเองมาก จนทนอยู่ต่อไม่ได้”

กรณีที่ 2 — นักวิจัยที่รู้สึกถูกละเมิด

นักวิจัยเชิงคุณภาพคนหนึ่งใช้เวลาหลายสัปดาห์เก็บข้อมูลเชิงลึก แต่ผู้จัดการกลับเอาข้อมูลดิบนั้นไปโยนให้ ChatGPT สรุป ผลที่ได้คือตารางข้อมูลผิดพลาด และบทวิเคราะห์ที่เต็มไปด้วยศัพท์เทคนิคแต่ไม่มีสาระ เธอบอกว่า “มันรู้สึกเหมือนถูกละเมิด”

กรณีที่ 3 — พนักงานที่หมดหวังในการเติบโต

พนักงานอีกคนสังเกตว่า performance review ที่ตัวเองได้รับนั้น “ฟังดูไม่เหมือนหัวหน้าเลย” และยังลอกเนื้อหาบางส่วนมาจาก self-evaluation ที่ตัวเองเขียนไว้ด้วยซ้ำ ผลคือเขา “หมดความหวังในการเติบโตในองค์กรนี้โดยสิ้นเชิง”

ปัญหานี้ ไม่ได้เกิดจากพนักงานขี้เกียจ

นี่คือสิ่งที่ผู้บริหารและ HR หลายคนเข้าใจผิด เราเห็น workslop แล้วรีบโทษว่าพนักงานขี้คร้าน ไม่รับผิดชอบ ไม่มีวิชาชีพ แต่งานวิจัยชี้ว่านั่นคือการมองผิดจุด

Workslop เป็นความล้มเหลวของระบบบริหาร ไม่ใช่ความล้มเหลวของปัจเจกบุคคล

ลองนึกภาพนี้ดู คุณเป็นพนักงานที่ตอนนี้แบกงานหนักกว่าเดิม 30% เพราะบริษัทลดคนแต่งานไม่ลด ผู้บริหารระดับสูงสั่งว่า “ทุกคนต้องใช้ AI!” แต่ไม่มีการอบรม ไม่มีคำแนะนำ ไม่มีตัวอย่างที่ชัดเจน แถมยังมีแรงกดดันให้ “แสดงให้เห็นว่าใช้ AI อยู่” ในทุกงานที่ส่งออกไป

ในสถานการณ์แบบนั้น คุณจะทำอะไร? คำตอบที่ง่ายที่สุดคือ copy คำถามไปใส่ใน ChatGPT แล้วส่งผลลัพธ์ออกไป ทำครบตามที่สั่ง แต่ก็ไม่ได้มีคุณค่าอะไรจริงๆ นั่นแหละคือ workslop


4 สิ่งที่หัวหน้างานและ HR ต้องทำเพื่อป้องกัน Workslop

ข่าวดีคือ workslop ป้องกันได้ และงานวิจัยก็บอกชัดเจนว่าต้องทำอะไรบ้าง

1 — หยุดสั่งแบบ “ใช้ AI ให้มากขึ้น” แล้วจบ

แปลงคำสั่งกว้างๆ ให้กลายเป็นความคาดหวังที่ชัดเจน งานประเภทไหนที่ควรใช้ AI ช่วย งานประเภทไหนที่ต้องผ่านการตรวจสอบของมนุษย์ก่อนส่ง และเอาต์พุตที่ดีหน้าตาเป็นอย่างไรสำหรับทีมนี้โดยเฉพาะ

2 — สร้างความรู้สึก “ควบคุมได้” กับ AI

พนักงานที่รู้สึกว่าตัวเองเข้าใจและควบคุม AI ได้ มีโอกาสสร้าง workslop น้อยกว่าถึงครึ่งหนึ่ง จัด workshop แบบลงมือทำกับงานจริง ให้พื้นที่แชร์เทคนิค และมี AI Champion ในทีม

3 — HR ต้องสร้างวัฒนธรรมที่ “ถามได้ บอกได้ว่าไม่รู้”

ทีมที่มีวัฒนธรรมความไว้วางใจสูง มี workslop น้อยกว่าถึง 61% ทบทวนว่าตอนนี้องค์กรส่งสัญญาณแบบไหนอยู่จริงๆ ผ่าน performance metric, คำชมในที่ประชุม, และใครได้รับการโปรโมต เพราะพนักงานอ่านสัญญาณเหล่านี้ออกและทำตาม

4 — มองว่า workslop คือ “สัญญาณ” ไม่ใช่ “ความผิด”

ทุกครั้งที่เจอ workslop ให้ถามตัวเองว่า “ทำไมคนนี้ถึงทำแบบนี้? ระบบหรือแรงกดดันอะไรที่ผลักเขาไปที่จุดนี้?” เพราะคำตอบนั้นจะนำไปสู่การแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ ไม่ใช่แค่ดุพนักงานรายบุคคลแล้วก็จบ

บทสรุปที่น่าแปลกใจที่สุด

ในยุคที่ทุกคนพูดถึง AI งานวิจัยชิ้นนี้กลับบอกเราว่า ปัญหาของ AI ในที่ทำงานนั้น ไม่ได้แก้ด้วย AI

มันแก้ด้วยการสื่อสารที่ชัดขึ้น ความไว้วางใจที่มากขึ้น ภาระงานที่เหมาะสมขึ้น และวัฒนธรรมที่เปิดโอกาสให้คนยอมรับว่า “ฉันยังไม่รู้” ได้โดยไม่ต้องกลัว

“เพื่อให้ AI ทำงานได้จริง เราต้องเก่งขึ้นในการเป็นมนุษย์”

บทความนี้เรียบเรียงจากงานวิจัย “Workslop” โดย Kate Niederhoffer, Jeff Hancock และ Alexi Robichaux จาก BetterUp Labs และ Stanford Social Media Lab · ตีพิมพ์ใน Harvard Business Review

จะมัดใจ Gen Z ตัวท็อป ให้อยู่กับองค์กรได้อย่างไร?

บทความ · HR Management · Talent Retention

⬛ HR Insight

จะมัดใจ Gen Z ตัวท็อป ให้อยู่กับองค์กรได้อย่างไร?

การดึงดูดและรักษาคนเก่งรุ่นใหม่ ไม่ใช่เรื่องของการเอาใจจนเกินพอดี แต่คือการ “ปรับตัว” ให้เข้ากับบริบทของโลกที่เปลี่ยนไป


ในการบริหารคนยุคนี้ หัวข้อที่หนีไม่พ้นและเป็นที่ถกเถียงกันมากที่สุดเรื่องหนึ่งก็คือ จะทำอย่างไรให้องค์กรของเราเป็นที่ดึงดูดและสามารถรักษา “คนเก่ง” รุ่นใหม่ โดยเฉพาะกลุ่ม Gen Z ให้อยู่สร้างผลงานกับเราไปนาน ๆ

หลายคนอาจจะมองว่าเด็กสมัยนี้ไม่อดทน หรือเปลี่ยนงานบ่อย แต่ถ้าเราลองเปิดใจและวิเคราะห์กันจริง ๆ จะพบว่าความต้องการของเขานั้นมีเหตุมีผลในมุมของโลกที่เปลี่ยนไปครับ

วันนี้ผมเลยอยากสรุปปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้เรามัดใจ Gen Z ตัวท็อปมาฝากกันครับ


01  งานต้องมี “ความหมาย” มากกว่าแค่ “หน้าที่”

สำหรับ Gen Z เงินเดือนคือพื้นฐานที่ต้องแข่งขันได้อยู่แล้ว แต่สิ่งที่เขาจะมองหาเป็นอันดับต่อมาคือ งานที่เขาทำนั้นส่งผลกระทบอะไรต่อโลก หรือต่อสังคมบ้างไหม เขาไม่อยากเป็นเพียงฟันเฟืองที่หมุนไปวัน ๆ โดยไม่รู้ว่าภาพใหญ่คืออะไร องค์กรที่สื่อสารเรื่อง Purpose หรือเป้าหมายของบริษัทได้ชัดเจน จะได้เปรียบในการดึงดูดคนกลุ่มนี้มากครับ

02  ความยืดหยุ่นที่ไม่ใช่แค่คำโฆษณา

คำว่า Work-Life Balance ของ Gen Z อาจจะเปลี่ยนไปเป็น Work-Life Integration มากขึ้น เขาต้องการอิสระในการบริหารจัดการชีวิตตัวเอง การเข้าออฟฟิศ 5 วันต่อสัปดาห์แบบตอกบัตรเริ่มกลายเป็นอุปสรรคในการตัดสินใจเข้าทำงาน ถ้าองค์กรของคุณสามารถให้ความยืดหยุ่นในเรื่องของ “เวลา” และ “สถานที่” ได้โดยดูที่ผลงานเป็นหลัก คุณจะชนะใจเขาได้ไม่ยากเลย

03  โอกาสในการเรียนรู้และเติบโตที่รวดเร็ว

คนกลุ่มนี้โตมากับเทคโนโลยีที่ทุกอย่างรวดเร็วทันใจ ในเรื่องการทำงานก็เช่นกันครับ เขาไม่อยากรอ 3-5 ปีเพื่อที่จะได้เลื่อนตำแหน่งหรือได้ทำโปรเจกต์สำคัญ เขาต้องการการเรียนรู้แบบ Continuous Learning และต้องการ Feedback ที่สม่ำเสมอ ไม่ใช่รอไปคุยกันตอนประเมินผลปลายปีทีเดียว ถ้าเขารู้สึกว่าอยู่ที่นี่แล้วเก่งขึ้นทุกวัน เขาก็ไม่มีเหตุผลที่จะเดินจากไป

04  วัฒนธรรมองค์กรที่เปิดกว้างและจริงใจ

Gen Z ให้ความสำคัญกับความเท่าเทียมและการรับฟังครับ เขาชอบทำงานในที่ที่เขาสามารถแสดงความคิดเห็นได้อย่างตรงไปตรงมา โดยไม่มีกำแพงเรื่องลำดับขั้น (Hierarchy) มาปิดกั้น หัวหน้างานในสไตล์ Coach ที่รับฟังและพร้อมสนับสนุน จะเป็นแม่เหล็กสำคัญที่ทำให้เขารู้สึกผูกพันกับองค์กร


🎯

Purpose

งานที่มีความหมาย บอกได้ว่าภาพใหญ่คืออะไร

🕐

Flexibility

เวลา และ สถานที่ ที่ยืดหยุ่น ดูที่ผลงานเป็นหลัก

📈

Growth

เรียนรู้และเติบโตได้ทุกวัน ไม่รอปลายปี

🤝

Culture

เปิดกว้าง ไม่มี Hierarchy หัวหน้าสไตล์ Coach


บทสรุป

การดึงดูดและรักษาคนเก่งรุ่นใหม่ ไม่ใช่เรื่องของการเอาใจจนเกินพอดี แต่คือการ “ปรับตัว” ให้เข้ากับบริบทของโลกที่เปลี่ยนไป

ถ้าเราสามารถสร้างสภาพแวดล้อมที่ตอบโจทย์ทั้งเรื่องงานและเรื่องใจได้ ผมเชื่อว่า Gen Z จะกลายเป็นกำลังสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนองค์กรของเราไปสู่อนาคตได้อย่างแน่นอนครับ

💬  คุณล่ะครับ ในองค์กรของคุณตอนนี้ มีนโยบายอะไรที่ทำแล้วได้ผลดีในการดูแลน้อง ๆ Gen Z บ้าง ลองมาแชร์กันได้นะครับ

โดย ประคัลภ์ ปัณฑพลังกูร | ที่ปรึกษาด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล | Think People Consulting

ใส่หูฟังทำงาน ไม่ได้แปลว่าไม่ตั้งใจทำงานเสมอไป

บทความ · HR Management · Workplace Culture

⬛ HR Insight

ใส่หูฟังทำงาน ไม่ได้แปลว่าไม่ตั้งใจทำงานเสมอไป

“หูฟังคู่เดียวกัน เพลงชุดเดียวกัน แต่ต่างกันได้ขนาดนี้ ขึ้นอยู่กับเรื่องที่คนรอบข้างเล่าให้ตัวเองฟัง”


มีความเชื่อหนึ่งที่ผมได้ยินจากผู้จัดการหลายคนซ้ำๆ กัน นั่นคือ “ถ้าใส่หูฟังทำงาน แสดงว่าไม่ค่อยสนใจงานเท่าไหร่”

ผมคิดว่าความเชื่อนี้ไม่ครบครับ

เพราะในประสบการณ์ของผม คนที่ใส่หูฟังทำงานหนักที่สุดในออฟฟิศก็มีให้เห็นเยอะ และคนที่ไม่ใส่หูฟังแต่ใจล่องลอยไปที่อื่นก็มีไม่น้อยกว่ากัน ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่หูฟัง แต่อยู่ที่ว่าเราตีความหูฟังว่าหมายความว่าอะไร

อ่านเพิ่มเติม “ใส่หูฟังทำงาน ไม่ได้แปลว่าไม่ตั้งใจทำงานเสมอไป” →

บลอกที่ WordPress.com .

ขึ้น ↑