ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2553 ที่ผ่านมา ก็ได้มีการประกาศอัตราค่าจ้างขั้นต่ำใหม่ออกมาในแต่ละพื้นที่ ผมคิดว่าชาว HR ทุกท่านก็คงจะทราบดีแล้ว แต่สิ่งที่จะต้องคิดต่อก็คือ อัตราค่าจ้างขั้นต่ำใหม่ที่ออกมานั้น มันมีผลกระทบอะไรบ้างกับการบริหารเงินเดือนของบริษัท ซึ่งแน่นอนว่ากระทบแน่ครับ เพียงแต่ว่าใครจะกระทบมาก หรือน้อยกว่ากัน
- สิ่งแรกที่แรกที่กระทบโดยตรงเลยก็คือ พนักงานระดับปฏิบัติการที่ได้รับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำเดิม ก็จะได้รับการปรับให้เป็นอัตราใหม่ ซึ่งแน่นอนว่า มีผลกระทบต่อต้นทุนในการบริหารเงินเดือนของบริษัทแน่นอน แต่บริษัทส่วนใหญ่ต่างก็เตรียมเงินงบประมาณก้อนนี้ไว้แล้ว เพราะโดยปกติอัตราค่าจ้างขั้นต่ำนั้นเรียกได้ว่ามีการปรับเกือบทุกปี ทำให้บรรดานายจ้างต่างก็เตรียมตัวไว้แล้วแต่เนิ่นๆ เพียงแต่ปีนี้เศรษฐกิจไม่ดีเท่าไร ก็อาจจะมีบางบริษัทที่คิดว่ารัฐบาลคงจะไม่มีการปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ แต่ก็ผิดคาด
- พนักงานรายเดือนที่ใช้อัตราค่าจ้างขั้นต่ำคูณด้วย 30 ก็ต้องมีการเปลี่ยนแปลงอัตราเป็นอัตราใหม่
- อัตราแรกจ้างพนักงานใหม่ในระดับ ปวช. โดยเฉพาะในเขตกรุงเทพ ซึ่งบางบริษัทจ้างเริ่มจ้างที่ 6,200 บาท ก็อาจจะต้องมีการทบทวนใหม่ เพราะอัตราค่าจ้างขั้นต่ำใหม่ของ กทม. นั้น เมื่อคูณ 30 แล้ว ก็จะเข้าใกล้ 6,200 มากขึ้น นั่นก็แปลว่า พนักงานใหม่ที่เข้าทำงานในวุฒิปวช. จะได้รับผลกระทบก็คือ มีเงินเดือนใกล้กับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ ซึ่งก็คงต้องทบทวนว่าจะปรับหรือไม่ อันนี้แล้วแต่บริษัทนะครับ ว่าจะปรับหรือไม่ปรับ เพราะอย่างไรก็ตามเราก็ยังคงจ่ายสูงกว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำที่กำหนดไว้อยู่ดี เพียงแต่พนักงานปฏิบัติการจะมีอัตราค่าจ้างที่เข้าใกล้พนักงานระดับ ปวช. มากขึ้น
- อัตราต่ำสุด (Minimum) ของระดับงานที่ 1 สำหรับบริษัทที่มีโครงสร้างเงินเดือน ก็ต้องปรับใหม่ให้เป็นอัตราค่าจ้างขั้นต่ำใหม่คูณด้วย 30 เพื่อให้เป็นต่อเดือน
- เงินสมทบต่างๆ ที่มีผลมาจากการปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ ไม่ว่าจะเป็นอัตราสมทบเงินกองทุนประกันสังคมกองทุนเงินทดแทน ฯลฯ ล้วนทำให้นายจ้างต้องมีต้นทุนเพิ่มขึ้นในการบริหารคน
- สิ่งที่สำคัญมากๆ ในการบริหารค่าจ้างและมีผลกระทบตามมาจากการปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำก็คือ กรณีที่พนักงานบางคนได้รับการขึ้นค่าจ้างไปแล้วจากเดิม 203 บาทต่อวัน (ตัวอย่างในกทม.) ได้ปรับตามผลงานเมื่อปีที่แล้วเป็น 206 บาทบางคนอาจจะได้รับการปรับค่าจ้างเป็น 204 205 หรือแม้แต่ 208 บาทต่อวัน คำถามก็คือ พนักงานเหล่านี้จะต้องมีการปรับอีกหรือไม่ เนื่องจากการปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำที่รัฐประกาศออกมาใหม่นี้
บางบริษัทก็บอกว่าให้ทุกคนเริ่มต้นใหม่ที่ 206 บาท ผมถามว่าถ้าเป็นแบบนี้จริงๆ จะยุติธรรมกับพนักงานที่ได้รับค่าจ้างแล้วที่ 206 บาทหรือไม่ เพราะเดิมเขาได้รับมากกว่าขั้นต่ำเดิม (203 บาท) แต่พอปรับใหม่กลายเป็นได้เท่ากับเริ่มต้นอัตราใหม่เลย
บางบริษัทก็ประกาศเลยว่าให้เพิ่ม 3 บาททุกคนเลย แต่เฉพาะระดับปฏิบัติการเท่านั้น รายเดือนไม่เกี่ยว วิธีนี้ก็จะแก้ไขปัญหาในกรณีแรกไปได้ เพราะพนักงานที่ได้รับค่าจ้างสูงกว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำก็จะยังคงได้รับอัตราใหม่ที่สูงกว่าขั้นต่ำใหม่ แต่ข้อจำกัดก็คือ บริษัทจะต้องใช้งบประมาณมากทีเดียว ถ้ามีพนักงานในระดับปฏิบัติการเป็นจำนวนมาก
อีกวิธีหนึ่งซึ่งระยะหลังได้รับการปฏิบัติมากขึ้น ก็คือ ปรับตามสัดส่วนที่มีผลกระทบกับอัตราขั้นต่ำใหม่ พูดง่ายๆ ก็คือ พนักงานคนไหนที่ได้รับค่าจ้างใกล้ๆ กับขั้นต่ำใหม่ ก็จะได้รับการปรับมากหน่อย ส่วนพนักงานคนไหนที่รับค่าจ้างสูงกว่าขั้นต่ำไปมากแล้ว ก็จะได้รับการปรับน้อยหน่อย จนกระทั่งพนักงานที่ได้รับค่าจ้างเกินกว่าขั้นต่ำไปมากแล้ว ก็จะไม่ได้รับการปรับเลย วิธีนี้จะมีสูตรในการปรับที่แน่นอน และมีการปรับเปลี่ยนสูตรได้ตามแต่งบประมาณ และสภาพแวดล้อมของบริษัทนั้นๆ ข้อดีก็คือ บริษัทไม่ต้องเสียงบประมาณเป็นจำนวนมากเพื่อปรับให้กับพนักงานทุกคน และพนักงานเองก็ยังคงได้รับการปรับ เพียงแต่ข้อจำกัดก็คือ ไม่ได้รับการปรับทุกคนนั่นเอง ใครที่ได้เยอะแล้ว ก็จะไม่ต้องปรับ
ผมจะให้สูตรไว้นะครับ เผื่อว่าจะมีบางบริษัทที่ยังไม่เคยเห็น และอาจจะนำไปปรับใช้ในการปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำของบริษัทได้
จำนวนเงินปรับ = (ค่าจ้างพนักงาน – ขั้นต่ำเดิม) x 0.7 + ขั้นต่ำใหม่ – ค่าจ้างปัจจุบัน
ถ้าผลการคำนวณออกมาติดลบ ก็แปลว่าพนักงานคนนั้นจะไม่ได้รับการปรับผลกระทบในครั้งนี้ครับ
ลองมาดูตัวอย่างกันนะครับ ตัวอย่างผมจะใช้อัตราของกรุงเทพ
นาย ก ได้รับค่าจ้างอยู่ที่ 203 บาท
นาย ข ได้รับค่าจ้างอยู่ที่ 206 บาท
นาย ค ได้รับค่าจ้างอยู่ที่ 210 บาท
นาย ง ได้รับค่าจ้างอยู่ที่ 218 บาท
เข้าสูตรปรับผลกระทบได้ดังนี้
| นาย ก | (203 – 203) x 0.7 + 206 – 203 = 3 บาท | ค่าจ้างใหม่คือ 206 |
| นาย ข | (206 – 203) x 0.7 + 206 – 206 = 2 บาท | ค่าจ้างใหม่คือ 208 |
| นาย ค | (210 – 203) x 0.7 + 206 – 210 = 1 บาท | ค่าจ้างใหม่คือ 211 |
| นาย ง | (218 – 203) x 0.7 + 206 – 218 = -1.5 บาท | ไม่ได้รับการปรับ (ติดลบ) |
จากผลการคำนวณตามสูตรข้างต้น จะเห็นว่า เราไม่ต้องปรับให้ทุกคนได้เท่ากัน ใครที่ได้รับค่าจ้างมากอยู่แล้ว ก็ปรับน้อยหน่อย ส่วนที่ได้รับน้อยก็จะได้ปรับมากหน่อย ส่วนพนักงานที่ได้รับค่าจ้างมากกว่าขั้นต่ำเยอะอยู่แล้ว ก็จะไม่ได้รับการปรับผลกระทบที่มาจากการปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ
อย่างน้อยวิธีนี้ก็ยังช่วยให้เกิดความเป็นธรรมในการจ่ายค่าจ้างอยู่ ใครที่เคยได้มากกว่าขั้นต่ำเดิม ปรับใหม่ ก็ยังได้มากกว่าขั้นต่ำเดิมอยู่ดี พนักงานคนใดที่เคยได้รับค่าจ้างมากกว่าอีกคน ปรับใหม่ ก็ยังคงได้รับมากกว่าอยู่ดี ดังนั้นวิธีนี้จะไม่ทำให้พนักงานมีค่าจ้างที่ไล่กันทันเนื่องจากการปรับค่าจ้างขั้นต่ำด้วยครับ โดยที่ไม่ต้องใช้งบประมาณมากเท่ากับวิธีการปรับให้ทุกคนเท่ากัน
หมายเหตุ ตัวคูณที่เป็น 0.7 นั้น เราสามารถปรับเปลี่ยนได้นะครับ เพียงแต่ที่ผมใช้ 0.7 ก็เพราะมันเป็นตัวเลขกลางๆ ระหว่าง 0.5 กับ 0.9 นั่นเอง และก็เป็นตัวเลขที่ส่วนใหญ่ใช้กันอยู่ อีกตัวหนึ่งที่นิยมใช้กันก็คือ 0.6 ครับผม การเปลี่ยนตัวเลขนี้จะทำให้พนักงานที่ได้รับการปรับมีการเปลี่ยนแปลง และทำให้งบประมาณมีการเปลี่ยนแปลงด้วยครับ
ถ้าสงสัยอย่างไรก็เขียนมาคุยกันได้ครับ
ขอบคุณมากน่ะครับสำหรับข้อมูล
อยากทราบตัวเลข 0.5-0.9 คืออะไร
แล้วทำไมไม่ใช้ 1 ค่ะ
ถ้าใช้ 1 ก็แปลว่าทุกคนจะได้ปรับหมด ไม่ว่าใครจะเงินเดือนสูงเท่าไรก็ตามครับ ดังนั้นก็เลยต้องใช้ตัวเลขตั้งแต่ 0.5-0.9 เพื่อที่จะทำให้มีบางคนที่เงินเดือนสูงมากๆ ซึ่งมากเกินกว่าผลกระทบของอัตราแรกจ้าง หรืออัตราค่าจ้างขั้นต่ำ จะได้ไม่ตัองปรับครับ ตัวเลขกลางๆ ก็คือ 0.7 ครับ ยิ่งใกล้ 1 เท่าไร ก็แปลว่าเราปล่อยให้มีพนักงานได้รับการปรับมากขึ้นเท่านั้น และงบประมาณที่จะต้องใช้ก็จะมากขึ้นไปเรื่อยๆ ครับ
หากสามารถมีช่วงปรับค่าแรงในช่วงที่มีการปรับค่าแรงขั้นต่ำได้เลยจะโชคดีมาก เพราะจะได้เนียนปรับไปทั้งระบบ เพราะหากปรับสองช่วง (ช่วงปรับค่าแรงขั้นต่ำ และช่วงปรับค่าแรงประจำปี) พวกที่ได้ปรับแค่รอบเดียวอาจเกิดความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจได้เหมือนกันนะครับเนี่ย
เรียน อาจารย์
0.5-0.9 เรียกผลกระทบจากค่าแรงขั้นต่ำใช่ไหมครับ
แล้วมันมีที่มาที่ไปอย่างไรถึงได้ตัวเลขดังกล่าว
ตัวเลข 0.5 – 0.9 นั้น เป็นตัวเลขที่ช่วยทำให้การปรับผลกระทบจากอัตราค่าจ้างขั้นต่ำที่ต้องปรับนั้น ไม่ต้องปรับทุกคนครับ มิฉะนั้นแล้ว งบประมาณของบริษัทก็คงจะไม่เพียงพอที่จะปรับ ถ้าลองเล่นตัวเลขดูก็ได้นะครับ จะเห็นว่าตัวเลข 0.5 จะเป็นตัวเลขที่ใช้งบประมาณในการปรับน้อยที่สุด และพนักงานที่ได้ปรับก็มีจำนวนน้อยหน่อย แต่ถ้ายิ่งใช้ต้วเลขมากขึ้น ก็จะต้องใช้เงินปรับมากขึ้น และพนักงานที่มีผลกระทบต่อการปรับก็จะมีมากขึ้นด้วย
ทั้งนี้ก็อยู่ที่งบประมาณของบริษัท และความเหมาะสมว่า จะใช้ตัวเลขไหนดี
นอกจากนั้นตัวเลขดังกล่าวยังจะทำให้ความต่างของเงินเดือนพนักงานแต่ละคนแคบเข้าหลังจากปรับแล้วด้วย ย่ิงตัวเลขน้อยลงเท่าไร ก็ยิ่งแปลว่าเงินเดือนพนักงานที่เคยต่างกันมากก่อนปรับ พอหลังปรับก็จะใกล้กันมากขึ้น พูดง่ายๆ ว่าอาจจะตามกันทันเข้าสักวันหนึ่ง
เช่น ถ้าใช้ตัวเลข 0.5 ในการคำนวณ เดิมถ้าพนักงานเคยมีค่าจ้างแตกต่างกันอยู่ 10 บาท ก็จะเหลือ 5 บาท ครับ
ถ้าใช้ตัวเลข 0.9 ก่อนปรับต่างกัน 10 บาท หลังปรับก็จะต่างกัน 9 บาทครับ
ดังนั้นตัวเลขกลางๆ ก็คือ 0.7 ซึ่งจะไม่ทำให้ใช้งบประมาณมากเกินไปแล้ว ยังไม่ทำให้พนักงานรู้สึกว่า คนที่เคยได้ค่าจ้างน้อยกว่านั้นกำลังตามเขามาติดๆ ครับ
ถ้ายังไม่เคลียร์ก็เขียนมาคุยกันใหม่ได้นะครับ
0.5-0.9 พอเข้าใจครับ ตามที่อาจารย์อธิบาย
แต่เมื่อไปอธิบายให้คนญี่ปุ่นฟัง มันต้องอธิบายให้ได้ว่ามีที่มาอย่างไร
ทำไมถึงได้ค่า 0.5-0.9
อาจารย์พอจะทราบที่มาไหมครับ
ที่มาก็คือ เราไม่ต้องการให้พนักงานทุกคนในงานนั้นๆ และที่มีผลต่อการปรับค่าจ้างนั้นได้รับการปรับเงินทุกคนครับ เช่น พนักงานผลิตของเราที่เราจ้างรายวัน โดยเริ่มจากค่าจ้างขั้นต่ำของรัฐ สมมุติเรามีพนักงานผลิตอยู่ 500 คน แต่ละคนก็จะมีค่าจ้างรายวันที่แตกต่างกันออกไป แล้วแต่ว่าผลงาน และอายุงานของแต่ละคนที่ทำงานกับบริษัทมาว่าเป็นอย่างไร สมมตุอีกว่า มีค่าจ้างแตกต่างกันตั้งแต่ 206-300 บาท ในงานแบบเดียวกันนะครับ
คราวนี้ถ้าเราไม่มีการใช้ตัวคูณอะไรเลย หรือใช้ตัวคูณคือ 1 แปลว่าทั้ง 500 คนจะได้รับการปรับเงินอีก 9 บาท (ตามที่รัฐปรับจาก 206 เป็น 215) แต่บริษัทเองไม่ต้องการให้พนักงานทุกคนได้รับการปรับ เพราะว่า บางคนได้มากกว่า 215 ไปเยอะแล้ว และไม่น่าจะมีผลกระทบอะไรกับการที่คนอื่นเขาขยับจาก 206 ขึ้นมาเป็น 215 เช่น พนักงานที่ได้อยู่ที่ 280 บาทขึ้นไป ก็ไม่น่าจะมีผลกระทบอะไร (ตัวอย่างนะครับ)
พอคิดได้แบบนี้ ตัวคูณก็จะเริ่มเข้ามามีบทบาทแล้วครับ แปลว่าถ้าเราใช้ตัวเลข 0.9 นั่นก็แปลว่าพนักงาน 500 คนอาจจะได้รับถึง 400 ว่าคน (สมมุติอีก) เพราะเรายอมให้เกือบถึงเลข 1 เลย ดังนั้นถ้าเราใช้ 0.9 เป็นตัวคูณ พนักงานที่ได้รับค่าจ้างที่ 250 บาทต่อวัน ก็ยังได้รับการปรับนะครับ แต่ถ้าเราใช้ 0.7 พนักงานที่ได้ค่าจ้างที่ 250 บาท ก็จะไม่ได้รับการปรับแล้ว เพราะผลคำนวณติดลบ พนักงานที่จะได้รับการปรับก็จะมีตั้งแต่ 230 บาทลงไปครับ
จะเห็นว่า ตัวคูณที่ใช้นั้น ที่มาก็คือ เราต้องการให้ผลกระทบจากการปรับค่าจ้างขั้นต่ำนั้นมีผลต่อการปรับเงินของพนักงานของเรามากเพียงใด ถ้าเราปรับให้กับทุกคนทั้ง 500 คน เราก็ไม่จำเป็นต้องใช้สูตรนี้เลยครับ แต่ถ้าเราเห็นว่า 500 คนนี้ จริงๆ แล้วพนักงานที่มีผลกระทบน่าจะอยู่ที่คนที่ได้รับค่าจ้างต่ำกว่า 230 เราก็ต้องใช้ตัวเลขเหล่านี้มาเป็นตัวช่วยในการกำหนดจุดตัดว่า เราจะตัดที่จุดไหนของค่าจ้างพนักงานที่ได้รับกันอยู่ครับ
ไม่ทราบว่าพอจะเห็นภาพมั้ยครับ ถามได้นะครับ ด้วยความยินดีครับ
ขอบคุณค่ะที่ให้สูตรเป็นแนวทางในการปรับค่าจ้าง สำหรับบริษัทฯปรับให้ระดับ
ปฏิบัติการทุกคน 9 บาท เลยค่ะ
อาจารย์ค่ะ อ่านแล้วยังไม่เข้าใจ ค่า 0.5-0.9 หรือ 1 เลย
มันมาจากอะไรอ่ะค่ะ
หรือมาจากอัตาราการปรับเงินเดือนของบริษัทั่วไป 5-9% หรือ 10%
เรียนคุณตูน
ตัวเลข 0.5-0.9 นั้นส่วนหนึ่งใช้ในการช่วยเรื่องของงบประมาณด้วยครับ ก็คือ ถ้าบริษัทมีงบประมาณในการปรับฐานเงินเดือนนี้น้อยหน่อย ก็ใช้ตัวเลขที่น้อยลงได้ครับ นี่เป็นอีกเหตุผลหนึ่งนะครับ แต่เหตุผลหลักก็คือ ตัวเลขดังกล่าวมันเป็นตัวช่วยทำให้พนักงานไม่จำเป็นต้องได้รับการปรับทุกคนครับ ก็คือ ถ้ามีการปรับค่าจ้างขั้นต่ำใหม่ ผมเชื่อว่าคนที่ได้ค่าจ้างที่ 300 บาทต่อวันนั้น แทบจะไม่ได้รับผลกระทบจากการปรับขั้นต่ำใหม่ที่เป็น 215 บาทต่อวันเลย เพราะค่าจ้างเขาสูงมากแล้ว เมื่อเทียบกับค่าจ้างขั้นต่ำใหม่ ดังนั้นตัวเลข 0.5-0.9 นี้ก็จะเป็นตัวช่วยหาจุดตัดว่า เราจะตัดค่าจ้างที่พนักงานคนไหนดี ที่เรียกกว่าไม่มีผลกระทบต่อการปรับขั้นต่ำใหม่แล้ว อธิบายด้วยตัวหนังสืออาจจะยากหน่อย คุณตูนลองเอาค่าจ้างจริงของพนักงานในกลุ่มนี้มาเรียงกันก่อนก็ได้ครับ แล้วคำนวณด้วยสูตรนี้ โดยเปลี่ยนค่า 0.5-0.9 ไล่กันไปทีละค่าดูก็ได้ครับ แล้วจะเห็นความแตกต่างเลยว่า สิ่งที่ออกมานั้นเป็นอย่างไร ยิ่งใช้ค่ามาก ก็ยิ่งทำให้บริษัทต้องใช้งบประมาณในส่วนนี้มากขึ้น ยิ่งใช้ค่าน้อย ก็จะทำให้ใช้งบน้อย แต่ก็จะทำให้พนักงานที่มีค่าจ้างต่างกัน เข้ามาอยู่ชิดกันมากขึ้นกว่าเดิมหลังจากปรับใหม่แล้วครับ
ถ้าทำแล้วยังสงสัย ก็เขียนมาสอบถามใหม่ได้ครับ
ขอบคุณครับ
เคยได้ยินแต่ว่า กฎหมายกำหนดค่าแรงรายวันขั้นต่ำ ไม่ทราบว่ากฎหมายมีกำหนดเงินเดือนขั้นต่ำไหมคะ และถ้ามีจะหาข้อมูลได้ที่ไหน ขอบคุณล่วงหน้าค่ะ
ไม่มีกฎหมายกำหนดเรื่องเงินเดือนขั้นต่ำนะครับ เพียงแต่กฎหมายก็อนุโลมใช้ค่าจ้างขั้นต่ำที่ออกมาต่อวัน คูณด้วย 30 ก็จะเป็นขั้นต่ำต่อเดือน สำหรับพนักงานที่กินเงินเดือนกันนะครับ ตัวอย่างก็คือ 215 บาทต่อวัน ถ้าพนักงานรายเดือนก็คูณด้วย 30 เป็นเงิน 6,450 บาท ดังนั้นก็อนุโลมว่า ถ้าพนักงานรายเดือนทำงานที่ กทม และปริมณฑล ก็จะได้รับเงินเดือนไม่ต่ำกว่า 6,450 ครับผม
แล้วถ้าได้รับเงินเดือนต่ำกว่าค่าจ้างขั้นต่ำต่อวัน คูณด้วย 30 ถือว่าผิดกฎหมายไหมคะ ขอบคุณค่ะ
โดยทั่วไปก็ถือว่า ผิดนะครับ เพราะจริงๆ แล้วก็จะไม่มีใครที่่่จ่ายต่ำกว่า 215 x 30 ครับ แต่ถ้าต้องการจะจ่ายต่ำกว่านี้ ก็คงต้องเปลี่ยนเป้นการจ้างแบบรายวันครับผม
อาจารย์คะ ถ้าตอนนี้มีการจ้างปัจจุบันที่ 250 และขั้นต่ำอยู่ที่ 215 การคำนวณดังนี้ถูกไหมคะ (ถ้าขั้นต่ำใหม่เป็น 300)
(250-215)*0.7+300-250=74.5 เงินเดือนใหม่เป็น 324 บาท (250+74.5)
ถ้าเกิน 300 ไปถึง 24 บาท 0.7 สามารถลดลงได้อีกใช่หรือไม่คะ
ถ้าใช่เป็น 0.1 คำนวณคือ
(250-215)*0.1+300-250= 53.5 ค่าจ้างใหม่เป็น 303.5
ใช้เป็น 0.1 ตามนี้ ได้อัตราค่าจ้างใหม่ตามกำหนดก็ไม่น่าเกลียดใช่ไหมคะ อีกอย่างจำนวนพนักงานที่ปรับก็น่าจะลดลงมากเพราะฐานค่าจ้างสูงอยู่แล้ว
ตอนนี้ 300 ถ้าปรับพอจะทราบวิธีแล้วขอบคุณอาจารย์มากแต่ ถ้าปรับ 10500 จะใช้เกณฑ์อะไรในเมื่อค่างานก็ต่างกัน รบกวนอาจารย์แนะนำด้วยค่ะ
ที่คุณศศิธรคำนวณมาถูกต้องแล้วครับ 0.1 หรือเท่าไรนั้น อันนี้ต้องอยู่ที่งบประมาณด้วยนะครับว่าเรามีงบประมาณในการปรับเพื่อการนี้มากน้อยเพียงใดครับ ส่วนถ้าปรับปริญญาตรีเป็น 15,000 บาทจริงๆ ก็ใช้สูตรเดียวกันครับ เปลี่ยนตัวเลขเอาครับ แต่ต้องใช้เฉพาะพนักงานที่ได้รับผลกระทบจากการปรับอัตราเริ่มต้นนะครับ เช่นเฉพาะปริญญาตรีที่จ้างเข้ามาย้อนหลังประมาณ 5 ปี ดูว่าเอาอยู่หรือเปล่าครับ แต่ถ้าเป็นวุฒิอื่น จะไม่มีการปรับใดๆ นะครับ
ช่วยตอบคำถามที่คะ
ตอนนี้ได้รับค่าจ้านเป็นรายเดือนคะ 5440/เดือน หาร 30แล้วตกวันละ 181.33 บาทคะ
แต่ค่าแรงขั้นต่ำที่นี้ 183 บาท
จากเดิมได้วันละ 190 คูณ 26วันคะ 4940 /เดือนคะ
ผมยังไม่เข้าใจประเด็นที่ถามมามากนักนะครับ แต่เดาเอาว่า ได้ค่าจ้างน้อยลงเมื่อปรับเป็นรายเดือนใช่หรือไม่ครับ
ตรงนี้คงต้องดูเงื่อนไขในการจ้างรายเดือนนะครับ ซึ่งโดยทั่วไปจะคิดที่ 30 วันอยู่แล้ว ถ้าค่าจ้างขั้นต่ำเท่ากับ 183 บาท ก็ต้องคูณด้วย 30 ครับ ก็คือ 5,490 บาทครับ
หรือถ้าเดิมเคยได้วันละ 190 บาท เมื่อเปลี่ยนสภาพจากรายวันเป็นรายเดือน ก็ต้องคูณด้วย 30 นะครับ ก็จะได้ 5,700 บาทครับ
ไม่แน่ใจว่าตอบตรงกับคำถามหรือเปล่านะครับ ถ้าไม่ตรงก็ถามมาใหม่ได้ครับผม ขอบคุณครับ
ขอสอบถามนะคะ
ปกติบริษัทจ้างต่ำสุดอยู่ที่ 220 บาท (จ.ชลบุรี)
คำนวณมาแล้วได้ตามข้อมูลด้านล่าง
ปรับขึั้น=(220-196)*0.7+273-220
Current wage Increase New wage
220.00 69.80 289.80
250.00 60.80 310.80
เสนอนายไปแล้ว นายบอกว่าสูตรนี้ดีนะคะ แต่ถ้าต้องการให้สูตรนี้คำนวณออกมาแล้วขั้นต่ำใหม่ของ220บาทเริ่มต้นที่ 273 ต้องทำอย่างไรคะ
ลองเปลี่ยนตัวเลขจาก0.7เป็น0.1ก็ได้ต่ำสุดที่275.40บาท ไม่ทราบว่าถูกต้องหรือไม่คะ
เรียนคุณ thasinee ผมไม่แน่ใจว่า 220 ที่ระบุมาในตัวอย่างนั้นเป็นค่าจ้างของพนักงาน หรือเป็นอัตราขั้นต่ำครับ ตามตัวเลขที่เขียนมา เท่าที่ผมเข้าใจก็คือ
220 คือค่าจ้างปัจจุบันของพนักงาน 196 ก็คือ ขั้นต่ำเดิมที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน 273 คือ ขั้นต่ำใหม่ที่จะใช้ในเดือน เม.ย. นี้ ใช่หรือไม่
ถ้าใช่ตามนี้ พนักงานคนที่ได้ค่าจ้างอยู่ที่ 220 ยังไงก็ไม่มีทางที่จะได้ที่ตัวเลข 273 ครับ เพราะเดิมเขาได้มากว่า 196 ที่เป็นขั้นต่ำเดิมอยู่แล้ว
แต่ปรับใหม่ให้เขาไปเท่ากับขั้นต่ำใหม่ ซึ่งก็ไปเท่ากับคนใหม่ที่จะเข้ามา ซึ่งผมคิดว่าก็จะไม่แฟร์กับเขานะครับ
แต่ถ้าสมมุติต้องการให้เริ่มต้นที่ 273 จริงๆ ก็ไม่ต้องเข้าสูตรนี้เลยครับ เราก็ปรับให้ไปตรงๆ เลย แต่มันก็จะไม่เป็นธรรมนะครับ กลายเป็นว่าพอขึ้นขั้นต่ำใหม่ กลับได้แค่ขั้นต่ำใหม่เท่านั้น
ทั้งๆ ที่เมื่อเทียบกับของเดิมแล้วเขาได้มากกว่า 196 อยู่แล้ว ปัญหาที่จะตามมาก็คือ คนที่เรากำลังจะรับเข้ามาทำงานที่อัตรา 273 ก็จะได้เท่ากับพนักงานคนนี้เลยครับ ทั้งๆ ที่ประสบการณ์
และผลงานก็ยังไม่เคยเห็นด้วยซ้ำไป
ไม่ทราบผมเข้าใจถูกหรือเปล่าครับ ถ้าเข้าใจผิดประการใด ก็รบกวนเขียนมาสอบถามใหม่ได้นะครับ
ขอบคุณครับ
อธิบายดีมากๆ เลยค่ะ เป็นความรู้อย่างยิ่ง
อยากทราบว่า HR แต่ละบริษัท ใช้วิธีการรับมือกับการปรับค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท
กันอย่างไรบ้างคะ ช่วยๆ แชร์ เป็นความรู้ด้วยค่ะ ^_____^
ขอบคุณมากนะคะอาจารย์ที่ให้ความรู้เพิ่มมากมาย
ด้วยความยินดีครับ
เรียนอาจารย์คะ
รบกวนถามว่าการคำนวณค่าจ้างรายเดือนที่ต้องใช้อัตรารายวัน x 30 นั้น ไม่รวมเงินได้อื่นๆที่พนักงานประจำได้ ใช่หรือไม่คะ เช่น ค่าเช่าบ้าน ค่าตำแหน่ง เป็นต้น ขอบคุณค่ะ
ถูกต้องครับ ไม่นำเอารายได้อื่นเข้ามารวมครับผม