บทความ · HR Management · Compensation & Benefits
⬛ HR Insight
ค่ารักษาพยาบาลแพงขึ้นทุกปี องค์กรจะบริหารอย่างไรให้คุ้มค่า
วันนี้ขอเขียนเรื่องราวที่อาจจะซีเรียสนิดนึงนะครับ ช่วงปลายปีมักจะมีตัวเลขหนึ่งที่ฝ่ายทรัพยากรบุคคลกับฝ่ายการเงินต้องมานั่งคุยกันทุกปี คือค่าเบี้ยประกันสุขภาพของพนักงาน
ปีที่แล้วขึ้น ปีนี้ขึ้น ปีหน้าบริษัทประกันก็บอกว่าจะขึ้นอีก และมันไม่ได้ขึ้นปีละ 2–3% แบบเงินเฟ้อทั่วไปนะครับ อ้างอิงจาก Mercer Marsh Benefits ในรายงาน Health Trends 2026 ซึ่งคาดการณ์ว่าค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลในเอเชียปีนี้จะเพิ่มขึ้นเฉลี่ยประมาณ 12.5% ซึ่งสูงกว่าเงินเฟ้อทั่วไปหลายเท่า
ลองคิดง่าย ๆ ครับ บริษัทที่จ่ายค่าประกันสุขภาพปีละ 20 ล้านบาท ถ้าต้นทุนเพิ่มในระดับนี้ต่อเนื่องไปอีกหลายปี ต่อให้จำนวนพนักงานไม่เพิ่มเลย เงินก้อนนี้ก็ขยับไปใกล้ 40 ล้านได้อย่างรวดเร็ว
พอเห็นตัวเลขแบบนี้ คำถามที่ตามมาก็คล้ายกันทุกที่ ลดวงเงินดีไหม เพิ่มส่วนร่วมจ่ายดีไหม ตัดโรงพยาบาลบางแห่งออกจากเครือข่ายดีไหม หรือไม่ก็ย้ายบริษัทประกันแล้วต่อรองใหม่
ทั้งหมดนี้ทำได้ครับ บางกรณีก็จำเป็นต้องทำจริง ๆ
แต่ก่อนทำ อยากให้สังเกตอย่างหนึ่ง คำถามทั้งหมดข้างบนเป็นคำถามว่าจะให้ใครแบกต้นทุนแทน ไม่มีข้อไหนถามเลยว่าต้นทุนมาจากไหน และถ้าองค์กรตอบคำถามหลังไม่ได้ การลดสิทธิ์ทีละนิดทุกปีก็คือการโยนปัญหาที่ตัวเองยังไม่เข้าใจไปให้พนักงานแบกรับแทน แล้วปีหน้าก็กลับมาโยนต่อไปอีก
ค่ารักษาพยาบาลที่เพิ่มขึ้นทุกปี เพิ่มเพราะอะไรกันแน่
ฟังดูง่าย แต่หลายองค์กรตอบได้ไม่ละเอียดไปกว่าคำว่า “เคลมเยอะขึ้น”
ปัญหาคือคำนี้กว้างมาก บางบริษัทพนักงานไปโรงพยาบาลบ่อยขึ้นจริง บางแห่งจำนวนครั้งเท่าเดิมแต่ค่ารักษาต่อครั้งสูงขึ้น บางแห่งค่าใช้จ่ายพุ่งเพราะผู้ป่วยโรคร้ายแรงไม่กี่ราย บางแห่งโรคเรื้อรังเริ่มเยอะ บางแห่งพนักงานย้ายไปใช้โรงพยาบาลระดับบนกันหมด
ถ้าค่าใช้จ่ายเพิ่มเพราะผู้ป่วยมะเร็งสามคน แล้วบริษัทไปเพิ่มส่วนร่วมจ่ายค่าผู้ป่วยนอกให้พนักงานทั้งบริษัท พนักงานทุกคนย่อมได้รับผลกระทบแน่นอน ซึ่งต้นทุนก้อนหลักแทบไม่ขยับเลย
🎯 อย่างน้อยองค์กรควรรู้ว่าต้นทุนเพิ่มจากจำนวนครั้งหรือค่ารักษาต่อครั้ง โรคกลุ่มไหนแพงที่สุด ผู้ป่วยในกับผู้ป่วยนอกโตต่างกันอย่างไร โรงพยาบาลไหนต้นทุนสูงผิดปกติ และคนกลุ่มเล็ก ๆ ที่ค่ารักษาสูงมากกินสัดส่วนเท่าไรของทั้งหมด
ถ้าเรารู้สาเหตุ วิธีแก้ก็เปลี่ยนทันที
อีกเรื่องคือหลายองค์กรยังบริหารสวัสดิการสุขภาพแบบ “พนักงานป่วยก็ไปโรงพยาบาล แล้วบริษัทประกันจ่าย” ระบบแบบนี้ไม่ได้ถามเลยว่าพนักงานได้รับการรักษาในที่และรูปแบบที่เหมาะสมหรือไม่
อาการเล็กน้อยบางอย่างไม่จำเป็นต้องเข้าโรงพยาบาลใหญ่ เริ่มจากแพทย์ทางไกลหรือคลินิกก็ได้ ผู้ป่วยโรคเรื้อรังควรมีคนตามดูต่อเนื่องมากกว่ารอจนอาการหนัก ส่วนเคสซับซ้อนราคาแพง ควรมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญให้ความเห็นก่อนตัดสินใจรักษา
ตัวอย่างที่เห็นภาพชัดคือ Walmart ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งคัดเลือกโรงพยาบาลและแพทย์ผู้เชี่ยวชาญไว้สำหรับการรักษาที่ซับซ้อนและแพง เช่น ผ่าตัดกระดูกสันหลัง เปลี่ยนข้อ รักษามะเร็ง ปลูกถ่ายอวัยวะ ผ่าตัดหัวใจ บางกรณีบริษัทออกค่าเดินทางและที่พักให้ด้วย
ฟังดูต้นทุนน่าจะยิ่งสูง แต่ในกลุ่มผู้ป่วยกว่าสองพันรายที่ถูกแนะนำให้ผ่าตัดกระดูกสันหลัง มากกว่าครึ่งเมื่อผู้เชี่ยวชาญประเมินแล้วพบว่าไม่ต้องผ่าตัด ใช้วิธีอื่นแทนได้
การบริหารต้นทุนที่ดีจึงไม่ได้แปลว่าจ่ายให้น้อยลงเสมอไป บางครั้งต้องยอมจ่ายมากขึ้นในจุดที่ถูก เพื่อไม่ต้องจ่ายแพงกว่าในสิ่งที่ไม่จำเป็น คำถามเปลี่ยนจาก “จะทำอย่างไรให้ค่าผ่าตัดถูกลง” เป็น “ผ่าตัดนี้จำเป็นตั้งแต่แรกหรือเปล่า”
เรื่องส่วนร่วมจ่าย (Co-pay)ก็เหมือนกันครับ หลายบริษัทเริ่มสนใจ แต่ส่วนร่วมจ่ายมีวิธีใช้สองแบบ
แบบแรก
ค่ารักษาเพิ่ม บริษัทก็ย้ายต้นทุนบางส่วนไปให้พนักงาน จากจ่ายเต็มเป็นให้พนักงานช่วย 10% หรือ 20% ต้นทุนบริษัทลดทันที แต่ต้นทุนของระบบไม่ได้หายไปไหน แค่เปลี่ยนคนจ่าย
แบบที่สอง
ใช้ส่วนร่วมจ่ายเป็นตัวชี้ทาง แพทย์ทางไกลไม่ต้องจ่ายเพิ่ม โรงพยาบาลในเครือข่ายที่บริษัทอยากให้ใช้ร่วมจ่ายต่ำ โรงพยาบาลระดับบนนอกเครือข่ายร่วมจ่ายสูง ตรวจสุขภาพเชิงป้องกันบริษัทจ่ายเต็ม ยาโรคเรื้อรังที่ต้องกินต่อเนื่องให้พนักงานจ่ายน้อย จะได้ไม่มีใครหยุดยาเพราะเสียดายเงิน
สองวิธีนี้หน้าตาคล้ายกัน แต่แบบแรกถามว่าจะให้บริษัทจ่ายน้อยลงอย่างไร แบบหลังถามว่าจะให้พนักงานเลือกบริการที่เหมาะสมขึ้นอย่างไร
ส่วนโครงการส่งเสริมสุขภาพ เดินแข่ง ลดน้ำหนัก แจกผลไม้ สัมมนาสุขภาพ ทำได้ครับ มีประโยชน์ แต่อย่ารีบสรุปว่าทำแล้วค่ารักษาจะลด งานวิจัยหลายชิ้นพบว่าโครงการแบบกว้าง ๆ ไม่ได้ทำให้ค่าใช้จ่ายลดชัดเจนทุกกรณี
สิ่งที่ได้ผลกว่าคือดูข้อมูลคนของเราเองก่อน เสี่ยงเบาหวานเยอะก็จัดการเรื่องนั้น ความดันสูงเยอะก็มีระบบติดตาม ค่าใช้จ่ายกล้ามเนื้อและกระดูกสูงก็ไปดูกายภาพบำบัดกับสภาพการทำงาน ปัญหาสุขภาพจิตเพิ่มก็ทำให้คนเข้าถึงความช่วยเหลือได้เร็วก่อนจะกลายเป็นเรื่องหนัก
อย่าทำโครงการสุขภาพเพราะองค์กรอื่นก็ทำกัน แต่ให้ทำเพราะข้อมูลของพนักงานของเราบอกว่าจำเป็นต้องทำ
อีกจุดที่คนมักมองข้ามคือ ค่าใช้จ่ายสุขภาพไม่ได้กระจายเท่ากัน พนักงานส่วนใหญ่ค่ารักษาไม่มาก แต่คนไม่กี่คนที่โรคซับซ้อนสร้างค่าใช้จ่ายสัดส่วนใหญ่มากได้ ถ้าปัญหาอยู่ตรงนี้ การขึ้นส่วนร่วมจ่ายทั้งบริษัทเป็นมาตรการที่หยาบเกินไป
ทางที่ตรงกว่าคือบริหารผู้ป่วยรายกรณี ขอความเห็นแพทย์คนที่สอง พิจารณาก่อนอนุมัติการรักษาราคาแพง หรือกำหนดโรงพยาบาลเฉพาะสำหรับการรักษาบางประเภท
หลักคือคนป่วยหนักไม่ควรถูกบอกให้รักษาน้อยลงเพื่อช่วยบริษัทประหยัด แต่ควรได้รับการรักษาที่เหมาะสมที่สุด และหลายกรณีการรักษาที่เหมาะสมที่สุดก็ทำให้ค่าใช้จ่ายลดลงเอง
ในเอเชียมีตัวอย่างจาก Mercer Marsh Benefits เป็นบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ที่เจอเบี้ยประกันขึ้นต่อเนื่อง บริษัทไม่ได้เริ่มจากลดสิทธิ์ แต่เอาโครงสร้างประชากร ผลตรวจสุขภาพ และข้อมูลการเบิกมาดูร่วมกัน แล้วพบว่าปัญหามีทั้งกล้ามเนื้อและกระดูก สุขภาพจิต และพนักงานไม่ค่อยใช้ผู้ให้บริการในเครือข่ายที่บริษัทจัดไว้
มาตรการที่ตามมาจึงมีตั้งแต่ปรับรูปแบบสวัสดิการ ผลักดันแพทย์ทางไกล ดูแลสุขภาพจิต ไปจนถึงบริหารโรคเรื้อรัง ผลที่คาดคืออัตราค่าสินไหมเทียบกับเบี้ยดีขึ้น 5–10% ขณะที่คนเข้าตรวจสุขภาพและใช้แพทย์ทางไกลเพิ่มขึ้น
ทีนี้กลับมาที่บ้านเรา
บริษัทไทยส่วนใหญ่ซื้อประกันกลุ่มผ่านโบรกเกอร์ ต่ออายุปีละครั้ง ข้อมูลการเบิกที่ได้มาเป็นสรุปยอดรวม แยกโรคได้บ้าง แยกโรงพยาบาลได้บ้าง แต่แทบไม่มีใครเอาไปต่อกับข้อมูลตรวจสุขภาพประจำปีที่บริษัทจ่ายเงินทำเองอยู่แล้ว ส่วนร่วมจ่ายถ้ามีก็มีแบบเดียวคือแบบแรก ส่วนการขอความเห็นแพทย์คนที่สองก่อนผ่าตัดใหญ่ ไม่ได้อยู่ในกรมธรรม์กลุ่มทั่วไปเลย
ที่พูดแบบนี้ไม่ใช่เพื่อบอกว่าเราทำอะไรไม่ได้ กลับกัน ข้อมูลตรวจสุขภาพเราถืออยู่แล้ว ข้อมูลเบิกขอละเอียดจากบริษัทประกันได้ การกำหนดโรงพยาบาลในเครือข่ายก็ทำได้ตั้งแต่ตอนออกแบบกรมธรรม์ สิ่งที่ยังไม่มีคือคนในองค์กรที่ถือโจทย์นี้ต่อเนื่องทั้งปี ไม่ใช่แค่สองสัปดาห์ก่อนต่ออายุ
🎯 องค์กรที่บริหารเรื่องนี้จริงจังอาจเริ่มจากหกเรื่อง
01 วิเคราะห์ก่อนว่าต้นทุนมาจากไหน
02 แยกปัญหาแต่ละประเภทออกจากกัน
03 ช่วยให้พนักงานเลือกใช้บริการที่เหมาะสม
04 ป้องกันความเสี่ยงก่อนกลายเป็นโรคหนัก
05 ปรับเงื่อนไขสวัสดิการให้ส่งเสริมพฤติกรรมที่เหมาะสม
06 และถ้าประหยัดได้จริง เอาเงินบางส่วนกลับไปเพิ่มสิทธิ์ที่พนักงานให้คุณค่า เช่น ความคุ้มครองโรคร้ายแรง สุขภาพจิต สิทธิ์ครอบครัว หรือจุดที่พนักงานยังต้องควักเงินตัวเองเยอะ
ทำแบบนี้ การบริหารต้นทุนไม่ได้จบที่ประหยัดเงิน แต่จบที่ใช้เงินเท่าเดิม แล้วพนักงานได้มากขึ้น
ที่ผ่านมาวงจรของประกันสุขภาพคือ บริษัทประกันส่งข้อมูลมา ฝ่ายบุคคลดูตัวเลข ฝ่ายการเงินบอกว่าแพง โบรกเกอร์กลับไปต่อรอง ได้ราคาที่พอรับได้ แล้วอีกสิบสองเดือนก็เริ่มใหม่
ถ้าค่ารักษาพยาบาลในเอเชียยังโตแบบนี้ วิธีนี้จะเหนื่อยขึ้นทุกปี ต่อรองเก่งแค่ไหนก็ช่วยได้แค่บางส่วน เพราะต้นเหตุยังอยู่ที่เดิม
และเวลาค่ารักษาพยาบาลสูงขึ้น วิธีที่ง่ายที่สุดก็คือแบ่งภาระกลับไปให้พนักงานทีละนิด ลดวงเงินนิด เพิ่มส่วนร่วมจ่ายหน่อย ตัดสิทธิ์บางอย่างออก ทำทุกปี งบดูดีขึ้นชั่วคราว จนวันหนึ่งบริษัทพบว่าเบี้ยประกันก็ยังขึ้นเหมือนเดิม ส่วนสวัสดิการที่เคยใช้ดึงดูดและรักษาคน กลับเหลือคุณค่าน้อยลงทุกปี
การบริหารสวัสดิการสุขภาพที่ดีจึงไม่ควรเริ่มจากคำถามว่า “ปีนี้จะลดอะไร” แต่ควรเริ่มจากคำถามที่ยากกว่า
เงินที่เราจ่ายอยู่ทุกวันนี้ ซื้อสุขภาพที่ดีให้พนักงานได้คุ้มค่าที่สุดแล้วหรือยัง
โดย ประคัลภ์ ปัณฑพลังกูร | ที่ปรึกษาด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล | Think People Consulting
ใส่ความเห็น