บทความ · Mindfulness · นิทานสอนใจ
⬛ นิทานสอนใจ
คันศรกับวิถีแห่งฟ้า
“งานเจ้าเสร็จแล้ว ศึกก็สงบแล้ว ที่เหลือมีอย่างเดียว คือรู้จักวางมือ”
ช่วงนี้ผมได้ยินคำว่า “ต้องไปต่อให้ได้” บ่อยมากในวงสนทนาเรื่องธุรกิจ ขายดีแล้วยังต้องดีกว่านี้ โตแล้วยังช้าไป ได้ตำแหน่งมาก็ต้องมองขั้นถัดไปทันที เหมือนเราทุกคนยืนอยู่บนบันไดที่ไต่ขึ้นไปโดยไม่มีที่สิ้นสุด ใครหยุดพัก หรือทำท่าจะพอแล้ว ก็มักจะถูกมองว่ายอมแพ้ หรือหมดไฟ ทั้ง ๆ ที่เขาอาจจะไม่ได้เป็นแบบนั้น
โลกทุกวันนี้ชอบวัดคนด้วยกราฟ ขอให้มันชี้ขึ้นไว้ก่อน ตัวเลขในพอร์ต ยอดฟอลโลเวอร์ เงินเดือน อะไรก็ได้ที่เพิ่มขึ้น ไม่มีใครพูดถึงคำว่า “พอ” หรอก เพราะมันขายไม่ได้ ลองนึกดูสิว่ามีคอร์สไหนชื่อ “วิธีรู้จักวางมือ” บ้าง
แต่เมื่อสองพันกว่าปีก่อน เล่าจื๊อเขียนบทกวีสั้น ๆ ไว้บทหนึ่ง พูดสวนทางกับเกือบทุกอย่างที่เรากำลังวิ่งไล่กันอยู่ มีคนเอาถ้อยคำนั้นไปแต่งเป็นนิทานเซน ผมอยากเล่าให้ฟัง
ปลายฤดูใบไม้ร่วง แม่ทัพหนุ่มผู้หนึ่งกลับสู่เมืองหลวง หลังปราบศึกชายแดนจนราบคาบ กษัตริย์ประทานทองคำเต็มหีบ หยกเต็มห้อง ที่ดินกว้างสุดสายตา และยศที่ไม่มีใครในแผ่นดินสูงเทียม
คืนหนึ่ง ขณะงานเลี้ยงฉลองยังอึงอลด้วยเสียงดนตรี อาจารย์เก่าของเขาเดินเข้ามาในท้องพระโรงอย่างเงียบ ๆ ชายชราคนนี้ทิ้งราชสำนักไปบวชเป็นนักพรตอยู่บนเขาหลายปีแล้ว แม่ทัพดีใจ รีบพาท่านไปดูห้องเก็บสมบัติ อวดคันศรคู่ใจที่ยิงไม่เคยพลาด อวดดาบที่เพิ่งลับมาจนเงาวับ
ชายชราหยิบคันศรขึ้นมา น้าวสายจนสุดแขน แล้วบอกว่า
“ถือไว้อย่างนี้สิ ถือไปจนรุ่งสาง”
แม่ทัพหัวเราะ รับมาน้าวเต็มกำลัง ครู่เดียวแขนก็เริ่มสั่น เหงื่อผุดที่หน้าผาก ไม่ทันไรก็ต้องผ่อนสายลง
“คันศรที่น้าวจนสุด ถ้าไม่ปล่อย สายมันก็ขาด ไม่งั้นแขนก็ล้า” ชายชราว่า “ดาบที่ลับจนคมกริบ ใช้ไปไม่นานก็บิ่น ของทุกอย่างพอถึงขีดสุดมันก็เริ่มเดินทางกลับตั้งแต่วินาทีนั้นแหละ”
ท่านกวาดตามองรอบห้องที่แสงตะเกียงสะท้อนทองอร่าม
“ทองหยกเต็มห้องนี้ คืนนี้เจ้านอนหลับสนิทไหม หรือต้องคอยฟังเสียงฝีเท้าที่หน้าประตู”
แม่ทัพเงียบ เพราะคืนก่อนเขาตื่นกลางดึกสามครั้ง
“เกียรติที่เจ้าแบกไว้บนบ่าวันนี้ พรุ่งนี้มันจะหนักขึ้น แล้วก็หนักขึ้นเรื่อย ๆ จนวันหนึ่งมันกลายเป็นโซ่”
ชายชราวางคันศรลงเบา ๆ
“งานเจ้าเสร็จแล้ว ศึกก็สงบแล้ว ที่เหลือมีอย่างเดียว คือรู้จักวางมือ”
รุ่งเช้า ทหารยามพบว่าห้องของแม่ทัพว่างเปล่า ทองคำ หยก ตรายศ ทิ้งไว้ครบทุกชิ้น หายไปแค่คันศรหนึ่งคัน
หลายปีต่อมา คนตัดฟืนเล่าว่าเคยเจอชายชราคนหนึ่งนั่งตกปลาริมธารบนเขา นั่งทั้งวันไม่มีปลาติดเบ็ดสักตัว แต่หน้าตาอิ่มเอิบ สดชื่น เหมือนคนที่ไม่มีอะไรคั่งค้างในจิตใจเลย คนตัดฟืนถามว่ามาทำอะไรที่นี่ ชายชราตอบสั้น ๆ ว่า “มาคืนคันศรให้ฟ้า”
คำสอนปิดท้าย
นิทานเรื่องนี้ไม่ได้สอนให้เลิกทำงานหรือทิ้งทุกอย่างหนีขึ้นเขา สิ่งที่มันพูดถึงลึกกว่านั้น คือเรื่องของจังหวะ จังหวะที่ควรวางมือ
ลองดูธรรมชาติก็ได้ พระจันทร์เต็มดวงคืนนี้ คือดวงเดียวกับที่กำลังจะเริ่มแหว่งในคืนพรุ่ง ทุกอย่างพอขึ้นถึงที่สุดมันก็เริ่มลง คันศรที่น้าวจนสุดแขนไม่ได้แข็งแรงขึ้นเลย มีแต่จะล้า ความสำเร็จก็แบบเดียวกัน มันไม่ได้มาให้เราถือค้างไว้ตลอดไป มันมาเพื่อให้เราได้เรียนรู้ว่าตอนไหนควรปล่อย
ผมว่าคนเราส่วนใหญ่ทุกข์เพราะไปถึงแล้วไม่ยอมลง ไม่ใช่เพราะไปไม่ถึง เราฝึกกันมาแต่เรื่องไต่ขึ้น พอถึงเวลาต้องลงจากที่สูงกลับทำไม่เป็น ก็เลยกลายเป็นว่าได้มาเท่าไรก็กลัวเสียเท่านั้น สมบัติที่น่าจะเป็นความสุข สุดท้ายกลายเป็นของที่ต้องคอยเฝ้า
วิถีแห่งฟ้าที่เล่าจื๊อพูดถึง ไม่ใช่การไม่มีอะไรเลย แต่คือทำให้เต็มที่ตอนที่ถึงเวลาทำ แล้ววางลงตอนที่ถึงเวลาวาง ทำงานจนเสร็จแล้วถอยออกมา ถอยเพราะเข้าใจ ไม่ใช่เพราะแพ้ คนเราไม่ได้เกิดมาเพื่อแบกของทุกอย่างไว้บนบ่าจนวันตาย
แม่ทัพในเรื่องไม่ได้เสียอะไรเลยในคืนนั้น เขาแค่คืนของที่ไม่เคยเป็นของเขาจริง ๆ กลับไป แล้วเดินออกมามือเปล่า ด้วยใจที่น่าจะเบาที่สุดในชีวิต
“มาคืนคันศรให้ฟ้า”
โดย ประคัลภ์ ปัณฑพลังกูร | ที่ปรึกษาด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล | Think People Consulting
ใส่ความเห็น