จากที่ผมได้เคยเขียนเรื่องราวของผลกระทบต่อการปรับค่าจ้างขั้นต่ำของรัฐบาลใหม่ว่า ถ้ามีการปรับเป็น 300 บาทต่อวันแล้วจะเกิดผลกระทบอย่างไรบ้าง ตาม link นี้ครับ http://wp.me/pBmlU-zc จากนั้นก็ได้มีท่านผู้อ่านติดต่อเข้ามามากมาย และมีการให้ความคิดเห็นกันต่างๆ นานา ยิ่งไปกว่านั้นลูกค้าหลายๆ บริษัทก็ได้ไปลงมือทดลองทำเป็น Scenario ดูว่า ถ้าเป็นไปตามนั้นจริง บริษัทจะต้องเสียงบประมาณในการปรับเงินเดือนให้พนักงานที่ได้รับผลกระทบจากการนี้เป็นเงินเท่าไหร่
ตัวเลขงบประมาณที่ผมเห็นของบางบริษัทนั้น เรียกได้ว่าเป็นตัวเลขมหาศาลทีเดียวครับ บางบริษัทได้รับผลกระทบจากการปรับในครั้งนี้เป็นจำนวนงบประมาณเงินเดือนที่จะต้องปรับให้กับพนักงานที่ได้รับผลกระทบเท่านั้นนะครับ เชื่อมั้ยครับว่าเป็นเงินถึงเดือนละกว่า 6 ล้านบาท ซึ่งถ้าคิดเป็นปี ก็คือประมาณ 72 ล้าน กรณีนี้เป็นตัวเลขของบริษัทขนาดกลางแห่งหนึ่งนะครับ ที่มีพนักงานทั้งหมดประมาณ 500 คน และมีพนักงานระดับปฏิบัติการที่ได้รับค่าจ้างขั้นต่ำอยู่เป็นจำนวน 300 กว่าคนครับ
ลองคิดดูแบบง่ายๆ ก็ได้นะครับ ถ้าบริษัทเรามีพนักงานที่อยู่ในระดับปฏิบัติการกินค่าแรงรายวันที่ 215 บาทต่อวัน เป็นจำนวน 200 คน ถ้ารัฐปรับเป็น 300 บาท แปลว่าเพิ่มขึ้นวันละ 85 บาท คูณจำนวนพนักงาน 200 คนเป็นเงิน 17,000 บาทต่อวัน เดือนนึงทำงาน 26 วันออกมาเป็นเงิน 442,000 บาทต่อเดือน คูณ 12 เดือนเป็นเงินทั้งสิ้น 5,304,000 บาทต่อปี
เงินจำนวน 5 ล้านกว่าบาทที่เพิ่มขึ้นต่อปีนั้น สำหรับผู้ประกอบการขนาดใหญ่ อาจจะไม่มีผลอะไรมากนัก เพราะสามารถทำกำไรได้มากอยู่แล้ว แต่สำหรับผู้ประกอบการขนาดกลาง และขนาดเล็ก อาจจะทำให้บางแห่งถึงกับต้องปิดบริษัทกันไปเลยทีเดียวนะครับ
ยิ่งไปกว่านั้น เงินงบประมาณที่คิดนั้น ยังไม่ได้คิดแบบปรับผลกระทบนะครับ ก็คือ พนักงานบางคนที่ได้รับค่าจ้างรายวันที่สูงกว่า 215 บาท เช่น 250 260 270 ฯลฯ หรือแม้กระทั่งพนักงานที่ได้รับค่าจ้างที่ 300 บาทต่อวันขึ้นไปนั้น ก็จำเป็นที่จะต้องได้รับการปรับผลกระทบเช่นกัน เพราะมิฉะนั้นก็จะไม่เป็นธรรมต่อพนักงานที่ได้รับค่าจ้างอยู่ที่ 300 บาท หรือมากกว่า เพราะเดิมคนอื่นที่เพิ่งเข้ามาทำงานก็ได้ที่ 215 บาท วันดีคืนดีรัฐบอกให้เพิ่มเป็น 300 บาทต่อวัน มาเท่ากับที่เราตั้งใจทำงานมากว่า 10 ปี กลายเป็นคนใหม่ คนเก่า ได้ค่าจ้างเท่ากัน แบบนี้ก็ไม่เป็นธรรม ซึ่งการคิดเงินปรับนั้นก็ต้องคำนึงถึงพนักงานเหล่านี้ด้วย เมื่อรวมเงินที่จะต้องปรับให้กับพนักงานกลุ่มนี้แล้ว ก็จะทำให้บริษัทต้องใช้งบประมาณมากขึ้นกว่าเดิมอีกครับ
ตอนนี้บริษัทลูกค้าผมรายนั้น ก็พยายามหาแนวทางในการที่จะทำให้ต้นทุนของการบริหารค่าจ้างเกิดความคุ้มค่ามากที่สุด และก็มีการมองหาแนวทางในการปรับปรุงวิธีการทำงานใหม่ ซึ่งต้องมีการลดขั้นตอนการทำงานลงบ้าง มีการปรับงานบางอย่างให้กระชับขึ้นบ้าง อีกทั้งอาจจะต้องมีการปรับลดพนักงานลงบ้างเช่นกัน แต่ก็ยังไม่ได้ฟันธงนะครับ เพราะเหตุการณ์ยังไม่เกิดขึ้น แต่ก็เตรียมการล่วงหน้าไว้ก่อน
ท่านผู้อ่านที่เป็น HR ของบริษัทต่างๆ ล่ะครับ ได้มีการเตรียมพร้อมสำหรับกรณีนี้อย่างไรบ้างครับ ถ้าใครมีแนวทางดีๆ ก็มีแลกเปลี่ยนกันได้นะครับ
บริษัทที่ไม่ได้จ้างคนงานที่เป็นแรงงานรายวันก็จะอ้างว่าไม่ต้องปรับเพราะเรามีแต่พนักงานออฟฟิศกินเงินเดือน แต่ที่อ้างไม่ได้ก็คือถ้าราชการกำหนดเงินเดือนวุฒิป.ตรีที่ 15,000 บาทเมื่อไหร่ เอกชนที่ต้องแข่งขันการจ่ายค่าจ้างในตลาดก็จะอ้างไม่ได้อีกต่อไป พนักงานก็ต้องเรียกร้องให้ปรับจนได้ ไม่งั้นก็สมองไหลตามนโยบายดึงดูดคนของภาครัฐ
เห็นด้วยนะครับ เพียงแต่ บริษัทที่ไม่มีการจ้างพนักงานรายวันแม้จะอ้างว่าไม่ต้องปรับ แต่จริงแล้วก็ต้องปรับอยู่ดีนะครับ เพราะว่า พนักงานรายเดือนในตำแหน่งใดที่กินเงินเดือนต่ำกว่า 9,000 บาท ก็จะต้องได้รับการปรับแน่นอนครับ ผมกำลังเขียนเรื่องนี้อยู่พอดีเลยครับ พรุ่งนี้จะขึ้นให้อ่านกันครับ
ถ้าสมองไหลไปยังภาครัฐก็ดี จะได้มีคนเก่งๆ เพราะทุกวันนี้แม้ภาครัฐจะมีข้อสอบเป็นตัวชี้วัดแต่รู้สึกว่าไม่ได้ช่วยอะไรมากเพราะใช้แต่ระบบเส้นสายซะเคย การทำงานภาคเอกชน คนมีประสิทธิภาพกว่าอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะเรื่องความขยันและมีวินัยในการทำงาน แต่น่าเห็นใจสำหรับองค์กรขนาดเล็กและกลาง ต้องปรับตัวอย่างมากกับการแบกภาระต้นทุน และประสิทธิภาพของแรงงานเองไม่แน่ใจว่าจะเพิ่มได้ตามค่าแรงที่ต้องจ่ายเพิ่มหรือไม่
คุณต้องทดสอบผีมือขอองคนที่มาสมัครใหม่สิครับททดสอบจนแน่ใจว่าเขาทำงานให้เราและคุ้มค่ากับค่าจ้าง300บาท ไม่ใช่ว่าใครมาสมัครก็รับหมด
ต้องการทราบว่ามีที่ไหน
ใช้สูตรนี้บ้างครับ
ขอชื่อบริษัท สัก 3 แห่งครับ
ผมได้ใช้สูตรนี้ให้กับลูกค้าของผมทั้งบริษัทใหญ่ และบริษัทเล็กมากมายเลยครับ แต่ผมไม่สามารถบอกชื่อได้จริงๆ ครับ อาจจะรบกวนขออีเมล์ก็ได้ครับ
ขอบคุณครับ