ทำอย่างไรให้องค์กรของเราเป็น สถานที่ที่น่าทำงานด้วยมากที่สุด

ก่อนจะลงรายละเอียดผมขออนุญาตสอบถามท่านผู้อ่านก่อนเลยว่า บริษัทของท่านเองนั้นเป็นสถานที่ที่น่าทำงานหรือเปล่า (Great Workplace) ผมเชื่อว่ามีบางท่านอาจจะตอบว่า น่าทำงานด้วยมากที่สุด บางท่านอาจจะตอบว่า ไม่ค่อยน่าทำงานเลย หรือบางท่านอาจจะตอบว่า น่าไปให้พ้นๆ ไม่ว่าท่านจะตอบว่าอะไรก็ตาม เคยทราบหรือไม่ว่า การทำให้บริษัทเป็นที่ที่น่าทำงานด้วยมากที่สุดนั้น ต้องประกอบไปด้วยปัจจัยอะไรบ้าง วันนี้เราจะมาพิจารณาเรื่องนี้กันดู

ผมได้มีโอกาสอ่านหนังสือเรื่อง The Great Workplace ซึ่งเขียนโดย Michael Burchell และ Jennifer Robin ซึ่งบอกเราว่า ผู้นำที่ดีนั้นจะต้องส่งเสริมให้องค์กรของเราเป็นองค์กรที่น่าทำงาน โดยทำให้พนักงานรู้สึกได้ว่า การมาทำงานที่นี่เป็นสิ่งที่สนุก ไม่น่าเบื่อ และสามารถที่จะฝากชีวิตตนเองไว้กับองค์กรได้

ผู้เขียนบอกไว้อย่างชัดเจนจากงานวิจัยที่เขาทำว่า ความลับที่จะทำให้องค์กรของเราเป็นองค์ที่พนักงานรู้สึกว่าน่าทำงานด้วยมากที่สุด และเป็นองค์กรที่เรียกว่า The Great Workplace นั้นก็คือ การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีให้เกิดขึ้นทั้งองค์กร ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนร่วมงานด้วยกันเอง ความสัมพันธ์ระหว่างหัวหน้ากับลูกน้อง ความสัมพันธ์ระหว่างผู้บริหารกับพนักงาน นี่คือความลับในการสร้าง The Great Workplace

ผู้เขียนได้ทำงานวิจัย โดยการสอบถามพนักงานในบริษัทต่างๆ ว่าสาเหตุอะไรบ้างที่ทำให้พนักงานรู้สึกว่านี่คือที่ที่น่าทำงานด้วย และเป็นสถานที่ทำงานที่ยอดเยี่ยมสุดๆ คำตอบออกมามีอยู่ 5 ปัจจัยด้วยกัน ดังนี้ครับ

  • Credibility ผู้บริหารมีความน่าเชื่อถือ พูดอะไรก็ทำตามที่พูด สัญญาอะไรไว้ ก็ทำตามสัญญา มีความเปิดเผยจริงใจ ไม่มีอะไรปิดบัง หรือมีลับลมคมในระหว่างผู้บริหารกับพนักงาน และมีความมุ่งมั่นตั้งใจในการบริหารงานให้องค์กรไปสู่เป้าหมายที่กำหนด เพราะการกระทำเหล่านี้จะเป็นการสร้างความน่าเชื่อถือให้กับพนักงาน พอพนักงานมีความเชื่อถือ ก็จะไว้วางใจ พอไว้วางใจ ก็จะเริ่มทำงานอย่างมีความสุข
  • Respect มีบรรยากาศของความไว้วางใจซึ่งกันและกัน ทั้งผู้บริหารและพนักงาน และหัวหน้างานกับพนักงานต่างก็มีความเชื่อใจกัน ไว้ใจกัน นับถือซึ่งกันและกัน ให้เกียรติซึ่งกันและกันในการทำงาน เข้าใจความคิดของคนอื่น และสามารถที่จะหลอมรวมความคิดของทุกคนเข้าด้วยกันได้ ข้อนี้เป็นผลมาจากข้อแรกด้วยเหมือนกัน ก็คือ เมื่อผู้บริหารมีความน่าเชื่อถือแล้ว พนักงานก็จะเชื่อใจ และให้ความเคารพ รวมทั้งยอมที่จะทำงานให้อย่างเต็มใจ
  • Fairness มีบรรยากาศของความยุติธรรมตรงไปตรงมา ไม่ลำเอียง หรือมีพรรคมีพวก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความเท่าเทียมกันในเรื่องของการทำงาน การให้ค่าตอบแทน การดูแลพนักงาน ไม่เลือกที่รักมักที่ชัง
  • Pride มีบรรยากาศของความภาคภูมิใจ ทั้งในงานที่ตนเองทำ และต่อทีมงานที่ตนเองทำงานด้วย อีกทั้งภาคภูมิใจต่อบริษัทที่ตนเองทำงานด้วย ซึ่งการที่จะมีจุดนี้ได้นั้นก็ต้องสร้างมาตั้งแต่ตัวแรกเลยครับ ไม่งั้นความภาคภูมิใจเหล่านี้ก็ไม่สามารถเกิดขึ้นได้เลย
  • Camaraderie มีบรรยากาศของความเป็นเพื่อน ความอบอุ่นใจที่มาทำงานด้วยกัน มีความสนุกสนานในการทำงาน มีบรรยากาศที่เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กัน เป็นพี่เป็นน้องกันในการทำงาน แม้ว่างานอาจจะเครียดบ้าง แต่บรรยากาศเหล่านี้ก็ยังคงมีอยู่อย่างสม่ำเสมอ

ทั้ง 5 ปัจจัยนี้เป็นสิ่งที่เขาสอบถามและทำวิจัยมา ซึ่งผมอ่านดูแล้วก็น่าจะเป็นปัจจัยทั่วไปที่ใช้ในองค์กรในประเทศไทยได้เลย ดังนั้นถ้าเราอยากจะสร้างองค์กรที่ยอดเยี่ยม และน่าทำงานด้วยนั้น ก็ต้องทำให้พนักงานรู้สึกถึง 5 ปัจจัยนี้ในอัตราส่วนที่สูง วิธีการสร้างก็ต้องเริ่มต้นจากผู้บริหารระดับสูงก่อนเลยครับ ผู้บริหารระดับสูงหรือผู้นำของบริษัทจะต้องเป็นตัวอย่างของทั้ง 5 ปัจจัย ก็คือ มีความน่าเชื่อถือ พูดสิ่งใด ก็ทำในสิ่งที่พูดเสมอ ให้ความไว้วางใจต่อพนักงานและทีมงานของตนเองอย่างจริงใจ สร้างความยุติธรรมให้เกิดขึ้นในการทำงานภายในไม่ว่าจะเป็นเรื่องงานหรือเรื่องส่วนตัว รวมทั้งแสดงออกถึงความภาคภูมิใจที่ได้ทำงานในบริษัทนี้ และภาคภูมิใจที่ได้ทำงานกับทุกคนในบริษัทนี้ และสุดท้ายก็คือ มีความเป็นกันเอง ไม่ถือตัว สร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับพนักงานในทุกระดับได้

เมื่อผู้บริหารระดับสูงพร้อมใจกันทำแบบนี้ได้ ผมเชื่อว่า เชื้อดีๆ เหล่านี้ก็จะเริ่มแพร่ขยายพันธุ์ลงสู่ระดับล่างเรื่อยๆ จนสุดท้ายก็องค์กรของเราก็จะเป็น The Great Workplace ที่พนักงานอยากจะทุ่มเททำงานให้ โดยไม่อยากหนีไปทำงานที่อื่น ยิ่งไปกว่านั้น ก็ยังทำให้คนเก่งๆ ที่อยู่ภายนอกอยากเข้ามาทำงานในองค์กรของเราอีกด้วยครับ

3 ความคิดเกี่ยวกับ "ทำอย่างไรให้องค์กรของเราเป็น สถานที่ที่น่าทำงานด้วยมากที่สุด"

Add yours

  1. ลูกน้องคิดแบบทำงานให้ผ่านไปวันๆ อู้บ้าง เลี่ยงงานบ้าง ลองใช้ทัังไม้อ่อน (พูดคุย แนะนำ) และไม้แข็ง(ตักเตือน) มีทั้งเชื่อและไม่เชื่อ เผอิญบริษัทกำลังโตจากธุรกิจห้องแถว เป็น SME มันมีหลายเรื่องที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ทันที โดยเฉพาะเรื่องค่าตอบแทน แต่บ้างเรื่องเราเสนอไปผู้ใหญ่ก็เห็นด้วย เช่น โอที ค่าแรงเพิ่ม เบี้ยขยัน แต่เด็กก็ยังไม่เปลี่ยนพฤติกรรม โดยเฉพาะแรงงานต่างด้าวบางคน นี่ไม่เลย บางทีแย่กว่าเดิมอีก ทั้งหยุดงานโดยไม่แจ้ง กินเหล้า อู้งาน กินอาหารในเวลางาน แอบหลับ(กลางคืน กะดึก) จนยากที่จะงัดเอาวิธีการเปลี่ยนทัศนคติของพนักงานได้ แต่ก็มีบางคนที่ปรับตัว เราก็ส่งเสริมให้ได้ทำงานตำแหน่งที่ดี มีการปรับค่าแรง เพิ่มเรื่องขวัญและกำลังใจ แต่บางคนนี่แทบต้องตัดหางปล่อยวัดเลย

    1. จริงค่ะ แก้ยากจริงๆข้อนี้ เป็นโจทก์ยากที่สุดของ HR ในการเปลี่ยนจากอาตี๋ห้องแถวมาเป็น SME แบบมีระดับ เพราะอาตี๋พร้อมที่จะเป็น CEO แต่พนักงานยังอยากเป็นกุลีอยู่

  2. แต่ผมไม่เถียงหรอกครับว่า ทุกคนอยากให้เป็นสถานที่ทำงานในฝันทุกคนทั้งเจ้าของธุรกิจ และพนักงานในบริษัท แต่ทุกคนต้องร่วมมือกัน ช่วยกันทำให้มันเป็นสถานที่ทำงานในฝันร่วมกัน ผมมองว่าเหมือนการสร้างบ้าน ช่างที่มีฝีมือช่วยกันงานก็ออกมาดี แต่ช่างต่างคนต่างทำ สภาพบ้านที่ออกมาก็ยากที่จะเรียกมันว่าบ้าน เพราะผมเชื่อว่า 1/3 ของชีวิตคือที่ทำงาน ยิ่งเราทำให้มันดี มันก็เป็นบ้านหลังที่ 2 ที่เราต้องรักษาให้มันดีเหมือนกับคุณภาพชีวิตของเราที่ต้องดีขึ้นเรื่อยๆ เดี๋ยวนี้ราชการบางที่เริ่มปรับปรุงรูปแบบการทำงานให้มีรอยยิ้มมากขึ้น ไม่เช้าชาม เย็นชาม ไม่ตวาด ตะคอก ผู้ไปใช้บริการ มันก็น่ายินดีถูกไหมครับ ยิ่งเราทำให้เป็นสถานที่ทำงานในฝัน เริ่ม ด้วยรอยยิ้มเริ่มด้วยมิตรไมตรีที่ดีต่อกัน จริงใจต่อกัน ไม่ยากครับ ผมว่า

ส่งความเห็นที่ แพม ยกเลิกการตอบ

บลอกที่ WordPress.com .

ขึ้น ↑