The Great Rewiring เมื่อวงจรสมองที่เปลี่ยนไป กระทบคนทำงานรุ่นใหม่อย่างไร

สวัสดีครับเพื่อนผู้อ่านทุกท่าน

ช่วงหลังมานี้ ผมเชื่อว่าหัวหน้างานหรือชาว HR หลายคนน่าจะเริ่มสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงบางอย่างในตัวพนักงานรุ่นใหม่ๆ ที่ก้าวเข้าสู่ตลาดแรงงานนะครับ หลายคนดูเหมือนจะเก่งเทคโนโลยีมาก แต่ในขณะเดียวกัน กลับดูมีความกังวลสูง สมาธิสั้นลง หรือบางครั้งก็ดูเหมือนจะมีกำแพงบางอย่างในการสื่อสารกับผู้อื่น

เรื่องนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของ “ช่องว่างระหว่างวัย” (Generation Gap) แบบธรรมดาๆ แต่มันมีสาเหตุที่ลึกซึ้งกว่านั้นครับ วันนี้ผมเลยอยากหยิบยกประเด็นเรื่อง “The Great Rewiring” หรือ “การปรับเปลี่ยนวงจรสมองครั้งใหญ่” มาชวนคุยกัน

จุดเปลี่ยนสำคัญในปี 2010–2015

ย้อนกลับไปในช่วงปี 2010–2015 คือจุดเปลี่ยนที่สำคัญมากครับ เป็นช่วงที่โลกเปลี่ยนจาก วัยเด็กที่เน้นการเล่นเป็นหลัก (Play-based childhood) ไปสู่ วัยเด็กที่ใช้ชีวิตผ่านหน้าจอเป็นหลัก (Phone-based childhood)

การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้แค่เปลี่ยนไลฟ์สไตล์นะครับ แต่มันไป “รีไวร์” (Rewire) หรือปรับวงจรพัฒนาการของสมองมนุษย์ในระดับที่เราจินตนาการไม่ถึง และนี่คือ 5 ผลกระทบสำคัญที่ส่งผลมาถึง โลกการทำงาน ในปัจจุบันครับ

1. ทักษะทางสังคมที่หายไป (Social Skills & Attunement)

เมื่อเด็กไม่ได้สบตา ไม่ได้สัมผัส หรือไม่ได้ปฏิสัมพันธ์ทางกายภาพบ่อยพอ สิ่งที่ขาดหายไปคือ “ความฉลาดทางอารมณ์” ครับ

  • รับมือความเสี่ยงยาก คนที่ขาดการฝึกฝนความรู้สึกในโลกจริงมักจะตัดสินใจได้ไม่ดีเมื่อต้องเผชิญกับสภาวะคับขัน
  • ความเงียบในที่ทำงาน เราอาจเห็นภาพพนักงานนั่งรวมตัวกันแต่กลับก้มหน้าดูแต่มือถือ เพราะลึกๆ แล้วเขารู้สึกว่าการสนทนาต่อหน้ามัน ไม่ลื่นไหล และกลัวการถูกตัดสิน ทำให้การสร้างทีม (Team Building) ทำได้ยากขึ้นกว่าเมื่อก่อนมาก

2. สมาธิที่แตกซ่าน (Attention Fragmentation)

สมาร์ทโฟนเปรียบเสมือน คริปโตไนท์ ที่ทำลายสมาธิครับ

  • ด้วยการแจ้งเตือนที่เฉลี่ยสูงถึง 192 ครั้งต่อวัน ทำให้สมองถูกฝึกให้โหยหาการกระตุ้นตลอดเวลา
  • ผลที่ตามมาคือ ความสามารถในการทำงานเชิงลึก (Deep Work) ลดลง พนักงานจะคุ้นเคยกับการ เล่นเจ็ตสกี อยู่แค่บนพื้นผิวของข้อมูล แต่ไม่สามารถ ดำน้ำลึก ลงไปเพื่อทำความเข้าใจเนื้อหาที่ซับซ้อนจริงๆ ได้

3. ทักษะการบริหารจัดการสมองส่วนหน้า (Executive Function)

ทักษะในการวางแผน การควบคุมตนเอง และการต้านทานสิ่งเร้า (Executive Function) มักจะถูกขัดขวางหากวัยเด็กติดอยู่กับหน้าจอมากเกินไป ซึ่งทักษะเหล่านี้แหละครับที่เป็นหัวใจสำคัญของความสำเร็จในการทำงานและการเป็นผู้ใหญ่ที่มีประสิทธิภาพ

4. ตกอยู่ใน “โหมดตั้งรับ” (Defend Mode)

นี่คือสิ่งที่น่ากังวลครับ พนักงานที่เติบโตมาในยุคนี้มักจะมองอุปสรรคเป็น ภัยคุกคาม มากกว่า โอกาส

  • ขาดความแข็งแกร่งในจิตใจ (Stress Wood) เหมือนต้นไม้ที่โตในที่ร่ม ไม่เคยโดนลมแรง พอย้ายมาเจอโลกการทำงานที่ต้องมีความขัดแย้งหรือคำวิจารณ์เพียงเล็กน้อย ก็อาจเกิดอาการตื่นตระหนกและรับมือไม่ได้ (Fragility)
  • มองสถานการณ์ใหม่เป็นภัย แทนที่จะมองหาโอกาสเรียนรู้ พวกเขามักจะมีความวิตกกังวลสูงและระแวดระวังตัวอยู่ตลอดเวลา

5. รูปแบบพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมกับองค์กร

อัลกอริทึมของโซเชียลมีเดียอาจสอนให้คนซึมซับวิธีการพูด หรือการตอบโต้ที่รุนแรงเพื่อให้ได้ความสนใจ แต่พฤติกรรมเหล่านั้นมักจะ ส่งผลเสีย (Backfire) เมื่อนำมาใช้ในสภาพแวดล้อมการทำงานจริงที่ต้องการความเป็นมืออาชีพและการจัดการความขัดแย้งอย่างสร้างสรรค์

เราควรทำอย่างไรดี?

ในฐานะผู้บริหารหรือ HR เราคงไปเปลี่ยนอดีตของใครไม่ได้ แต่เราสามารถ สร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการปรับจูนสมองใหม่ ในที่ทำงานได้ครับ เช่น

  • สนับสนุนการพูดคุยแบบ Face-to-face พยายามส่งเสริมให้มีการเดินไปพูดคุยกันที่โต๊ะ หรือหาพื้นที่ส่วนกลางให้คนในทีมได้สบตากันบ่อยขึ้น แทนการใช้แอปพลิเคชันแชทเพียงอย่างเดียว โดยเฉพาะเมื่อนั่งอยู่ใกล้กัน การได้เห็นสีหน้า แววตา และน้ำเสียง จะช่วยซ่อมแซม “ความสามารถในการอ่านใจคน” ลดความเข้าใจผิดที่มักเกิดขึ้นผ่านตัวอักษร และช่วยฝึกให้สมองคุ้นเคยกับการตอบโตอย่างเป็นธรรมชาติในสถานการณ์จริงครับ
  • สร้างวัฒนธรรม Focus Time ในเมื่อสมองถูกรีไวร์ให้สมาธิแตกซ่าน องค์กรควรยื่นมือเข้ามาช่วยสร้าง “พื้นที่ปลอดภัยสำหรับสมาธิ” ครับ โดยการกำหนดช่วงเวลาที่ไม่มีการรบกวน (Zero Distraction) เช่น ประกาศให้ช่วง 9.00 – 11.00 น. ของทุกวันเป็นช่วงเวลาสำหรับการทำงานที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์หรืองานที่ซับซ้อน (Deep Work) โดยไม่มีการประชุม ไม่มีการตามงานผ่านแชท และอนุญาตให้พนักงานปิดการแจ้งเตือนได้ การทำแบบนี้ไม่ใช่แค่ได้งานที่มีคุณภาพมากขึ้น แต่ยังเป็นการ “ฝึกสมอง” ให้กลับมามีพลังในการจดจ่อได้นานขึ้นอีกครั้งด้วยครับ
  • ให้ Feedback ด้วยความเข้าใจ เนื่องจากคนรุ่นนี้อาจมีความเปราะบางและตกอยู่ใน โหมดตั้งรับ ได้ง่าย การให้ Feedback แบบเดิมที่เน้นการตำหนิรายบุคคลอาจยิ่งทำให้เขาปิดกั้นครับ หัวหน้างานควรเปลี่ยนบทบาทจากการเป็นผู้คุมกฎมาเป็น “โค้ช” (Coach) โดยเน้นไปที่การสร้างความปลอดภัยทางจิตใจ (Psychological Safety) เริ่มต้นจากการชื่นชมในจุดที่ทำได้ดี และเปลี่ยนจากการถามว่า “ทำไมถึงพลาด” เป็น “เราจะปรับปรุงให้ดีขึ้นได้อย่างไรในครั้งหน้า” การปรับโทนการสื่อสารแบบเน้นอนาคต (Feedforward) จะช่วยลดความกังวลและสร้างความมั่นใจให้เขากล้าเดินออกจากโหมดตั้งรับมาสู่โหมดแห่งการเรียนรู้ (Discover Mode) ได้สำเร็จครับ

การเข้าใจว่าพนักงาน “ผ่านอะไรมา” จะช่วยให้เราบริหารจัดการคนได้ด้วยความเห็นอกเห็นใจ (Empathy) และพัฒนาศักยภาพของพวกเขาให้เติบโตไปพร้อมกับองค์กรได้อย่างยั่งยืนครับ

แล้วในองค์กรของเพื่อนผู้อ่านล่ะครับ เจอพฤติกรรมแบบ “The Great Rewiring” นี้บ้างหรือเปล่? มาแชร์ประสบการณ์กันได้นะครับ

ใส่ความเห็น

บลอกที่ WordPress.com .

ขึ้น ↑