การสร้าง Feedback Culture ในทีม Gen Z

⬛ HR Insight

การสร้าง Feedback Culture ในทีม Gen Z

Feedback ที่ดีไม่ได้เป็นยาขมที่ต้องฝืนกลืน มันควรเป็นเหมือนเข็มทิศที่ช่วยให้คนรู้ว่ากำลังเดินไปทิศทางที่ถูกต้องหรือเปล่า


ผมเคยเป็นหัวหน้างานในยุคที่การให้ Feedback หมายความว่า “มีอะไรผิดแล้ว”

ถ้าเรียกคนมาคุย ก็แปลว่าเขาทำพลาด

ถ้าเขียนข้อความบอก ก็แปลว่ามีเรื่องต้องตักเตือน

ถ้าไม่มีอะไร ก็ไม่ต้องพูดอะไร เดี๋ยวก็รู้เองตอนปลายปี

นั่นคือ “วัฒนธรรม Feedback” ที่ผมโตมาด้วยครับ และผมเชื่อว่าหลายคนที่อ่านบทความนี้ก็คุ้นเคยกับบรรยากาศแบบนั้น


Feedback แบบเก่า ทำงานได้ แต่ไม่ใช่กับทุกคน

สมัยก่อน การให้ Feedback มักมีเป้าหมายหลักอยู่ที่ การแก้ไขปัญหา มากกว่าการพัฒนาคน

พูดง่าย ๆ คือ Feedback เกิดขึ้นเมื่อ “มีอะไรผิดพลาด” ไม่ใช่เมื่อ “อยากให้คนนี้เก่งขึ้น”

ลักษณะที่เห็นบ่อยคือ

❌ เรียกมาคุยเมื่อทำผิด ไม่ได้เรียกมาคุยเมื่อทำดี

❌ ประเมินผลปีละครั้ง แล้วก็บอกว่าที่ผ่านมาทั้งปีเป็นอย่างไร

❌ Feedback มักมาพร้อมกับโทน “ครู-นักเรียน” หรือ “ผู้ใหญ่-เด็ก”

สำหรับพนักงานรุ่นเก่า วิธีนี้พอทนได้ เพราะเขาโตมาในระบบที่เชื่อว่า “หัวหน้าพูดถูก” และ “ฟังแล้วปรับ” แต่พอเราพูดถึง Gen Z สถานการณ์มันต่างออกไปมากครับ


Gen Z ไม่ได้กลัว Feedback แต่กลัว Feedback แบบเก่า

นี่คือสิ่งที่หลายคนเข้าใจผิดกัน บางคนบอกว่า Gen Z รับ Feedback ไม่ได้ เปราะบางเกินไป อ่อนแอเกินไป

“Gen Z ไม่ได้ไม่อยากได้ Feedback พวกเขาแค่ไม่อยากได้ Feedback แบบที่เราเคยได้รับมา”

มีงานวิจัยจาก Gallup ที่น่าสนใจมากครับ พบว่า Gen Z ต้องการ Feedback บ่อยกว่ารุ่นก่อน ไม่ใช่น้อยกว่า และพวกเขาให้ความสำคัญกับ Feedback ในฐานะเครื่องมือพัฒนาตัวเอง ไม่ใช่การลงโทษ

ถ้าคุณให้ Feedback กับ Gen Z แบบถูกต้อง พวกเขาจะกระตือรือร้นมากที่สุดในบรรดาทุก Generation เลยก็ว่าได้


สิ่งที่ Gen Z อยากได้จาก Feedback จริง ๆ

จากที่ผมได้คุยกับทีมงานและลูกค้าหลายองค์กร ผมสังเกตว่า Gen Z มีความต้องการ Feedback ที่ชัดเจนมากอยู่ 4 ข้อ

01  อยากรู้ทันที ไม่ใช่รอปลายปี

Gen Z โตมากับโลกที่ทุกอย่าง real-time ข้อมูลไหลเร็ว ผลตอบรับมาเร็ว พวกเขาไม่เข้าใจว่าทำไมต้องรอ 12 เดือนถึงจะรู้ว่าตัวเองทำงานได้ดีแค่ไหน เหมือนเล่นเกมที่ไม่มีคะแนน ต้องรอ 1 ปีถึงจะรู้ผล ไม่มีใครอยากเล่นเกมแบบนั้น

02  อยากได้ Feedback ที่บอกว่า “ทำยังไงต่อ” ไม่ใช่แค่ “ผิดตรงไหน”

Gen Z ไม่กลัวการรู้ว่าตัวเองพลาด แต่เขาต้องการให้ Feedback นั้นมีคุณค่า ต้องบอกได้ว่าถ้าจะแก้ไขหรือพัฒนา ควรทำอะไรต่อ Feedback ที่บอกแค่ว่า “ครั้งหน้าทำให้ดีกว่านี้นะ” ไม่มีประโยชน์สำหรับพวกเขา

03  อยากได้รับ Feedback จากคนที่เข้าใจงานที่เขาทำ

Gen Z มักทำงานในสายที่เปลี่ยนเร็ว เทคโนโลยีเปลี่ยน process เปลี่ยน พวกเขาอยากได้ Feedback จากคนที่เข้าใจบริบทจริง ไม่ใช่ Feedback แบบ template ที่ใช้ได้กับทุกคนเหมือนกัน

04  อยากได้ Feedback แบบสองทาง ไม่ใช่แค่ฟัง

Gen Z อยากมีส่วนร่วมในบทสนทนา ไม่ใช่นั่งฟังหัวหน้าพูดฝ่ายเดียว พวกเขาอยากอธิบายบริบท ตั้งคำถาม และบางครั้งก็อยากให้ Feedback กลับไปบ้างด้วยซ้ำ


แล้วจะสร้าง Feedback Culture แบบไหนถึงจะเหมาะกับยุคนี้?

ผมขอแบ่งเป็นหลักการที่ทำได้จริงครับ

หลักที่ 1 — เปลี่ยนจาก “Event” เป็น “Habit”

Feedback ไม่ควรเป็น event พิเศษที่เกิดขึ้นปีละครั้ง แต่ควรเป็น habit ที่เกิดขึ้นสม่ำเสมอ เริ่มจากเล็ก ๆ ก่อนก็ได้ครับ

💡 หลังจบโปรเจกต์หรืองานชิ้นหนึ่ง ใช้เวลา 5–10 นาทีคุยกันว่า “อะไรที่ทำได้ดี และอะไรที่ทำให้ดีขึ้นได้” เพียงแค่นี้ก็ทำให้วัฒนธรรม Feedback เริ่มต้นได้แล้วครับ โดยไม่ต้องรอ HR จัด workshop ใหญ่โต

หลักที่ 2 — Feedback ต้องเฉพาะเจาะจง ไม่ใช่กว้าง ๆ

“งานคุณยังไม่ค่อยดีเท่าไหร่” ไม่ใช่ Feedback ครับ นั่นคือความรู้สึก Feedback ที่ดีต้องบอกได้ว่า อะไรที่ยังไม่ดี เกิดขึ้นตอนไหน และ ควรทำต่างออกไปอย่างไร

❌ แบบเก่า

“Presentation ของคุณครั้งนี้ยังไม่ค่อยมีประสิทธิภาพ”

✓ แบบใหม่

“ส่วนที่พูดถึงตัวเลขในสไลด์ที่ 4 พอพูดเร็วไป ทำให้ผู้ฟังตามไม่ทัน ครั้งหน้าลองใส่ chart ที่ชัดขึ้น และหยุดถามผู้ฟังว่าตามได้ไหมหลังพูดจบแต่ละ section ดูครับ”

หลักที่ 3 — สร้าง Safety ก่อน แล้ว Feedback จะไหลออกมาเอง

คนจะเปิดรับ Feedback ได้ก็ต่อเมื่อเขา รู้สึกปลอดภัยพอ ถ้าวัฒนธรรมในทีมคือ “ห้ามพลาด” หรือ “พลาดแล้วโดนตำหนิต่อหน้าคนอื่น” Feedback ที่ดีที่สุดในโลกก็ไม่มีประโยชน์ครับ

สิ่งที่หัวหน้าต้องทำก่อนเลยคือ

✅ เปิดรับ Feedback จากทีมก่อน — แสดงให้เห็นว่าตัวเองก็พร้อมรับฟังคำวิจารณ์

✅ เมื่อคนในทีมทำอะไรพลาด ให้คุยกันแบบส่วนตัวก่อน — ไม่ใช่ประกาศต่อหน้าทีม

หลักที่ 4 — เปลี่ยนจาก “ประเมิน” เป็น “พัฒนา”

คำถามที่ใช้ใน Feedback เปลี่ยน tone ได้มากกว่าที่คิดครับ

❌ คำถามแบบ “ประเมิน”

“คุณทำผิดตรงไหน?”

“ทำไมถึงทำแบบนั้น?”

✓ คำถามแบบ “พัฒนา”

“ถ้าทำใหม่ได้ คุณจะเปลี่ยนอะไร?”

“อะไรที่ทำให้ครั้งหน้าออกมาดียิ่งขึ้น?”

ฟังดูต่างกันเล็กน้อย แต่ผลที่ได้ต่างกันมากครับ อันแรกทำให้คนรู้สึกถูกตัดสิน อันหลังทำให้คนรู้สึกว่ากำลังถูกช่วย


Feedback ที่ดีไม่ใช่ของขวัญสำหรับ Gen Z เท่านั้น

สิ่งที่ Gen Z ต้องการจาก Feedback จริง ๆ แล้วก็ไม่ต่างจากสิ่งที่ทุก Generation ต้องการมาตลอด นั่นคือ การรู้ว่าตัวเองยืนอยู่ตรงไหน และต้องทำอะไรเพื่อก้าวหน้าต่อไป

แค่ Gen Z กล้าพูดออกมาดัง ๆ มากกว่ารุ่นก่อน ๆ เท่านั้นเอง และนั่นอาจเป็นสัญญาณที่ดีให้กับองค์กรด้วยซ้ำ

“Feedback ที่ดีไม่ได้เป็นยาขมที่ต้องฝืนกลืน มันควรเป็นเหมือนเข็มทิศ ที่ช่วยให้คนรู้ว่ากำลังเดินไปทิศทางที่ถูกต้องหรือเปล่า”

และหัวหน้าที่ดีในยุคนี้ คือหัวหน้าที่ถือเข็มทิศนั้นไว้ในมือ แล้วแบ่งปันให้ทุกคนในทีมได้อ่านด้วยกัน

โดย ประคัลภ์ ปัณฑพลังกูร | ที่ปรึกษาด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล | Think People Consulting

จะมัดใจ Gen Z ตัวท็อป ให้อยู่กับองค์กรได้อย่างไร?

บทความ · HR Management · Talent Retention

⬛ HR Insight

จะมัดใจ Gen Z ตัวท็อป ให้อยู่กับองค์กรได้อย่างไร?

การดึงดูดและรักษาคนเก่งรุ่นใหม่ ไม่ใช่เรื่องของการเอาใจจนเกินพอดี แต่คือการ “ปรับตัว” ให้เข้ากับบริบทของโลกที่เปลี่ยนไป


ในการบริหารคนยุคนี้ หัวข้อที่หนีไม่พ้นและเป็นที่ถกเถียงกันมากที่สุดเรื่องหนึ่งก็คือ จะทำอย่างไรให้องค์กรของเราเป็นที่ดึงดูดและสามารถรักษา “คนเก่ง” รุ่นใหม่ โดยเฉพาะกลุ่ม Gen Z ให้อยู่สร้างผลงานกับเราไปนาน ๆ

หลายคนอาจจะมองว่าเด็กสมัยนี้ไม่อดทน หรือเปลี่ยนงานบ่อย แต่ถ้าเราลองเปิดใจและวิเคราะห์กันจริง ๆ จะพบว่าความต้องการของเขานั้นมีเหตุมีผลในมุมของโลกที่เปลี่ยนไปครับ

วันนี้ผมเลยอยากสรุปปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้เรามัดใจ Gen Z ตัวท็อปมาฝากกันครับ


01  งานต้องมี “ความหมาย” มากกว่าแค่ “หน้าที่”

สำหรับ Gen Z เงินเดือนคือพื้นฐานที่ต้องแข่งขันได้อยู่แล้ว แต่สิ่งที่เขาจะมองหาเป็นอันดับต่อมาคือ งานที่เขาทำนั้นส่งผลกระทบอะไรต่อโลก หรือต่อสังคมบ้างไหม เขาไม่อยากเป็นเพียงฟันเฟืองที่หมุนไปวัน ๆ โดยไม่รู้ว่าภาพใหญ่คืออะไร องค์กรที่สื่อสารเรื่อง Purpose หรือเป้าหมายของบริษัทได้ชัดเจน จะได้เปรียบในการดึงดูดคนกลุ่มนี้มากครับ

02  ความยืดหยุ่นที่ไม่ใช่แค่คำโฆษณา

คำว่า Work-Life Balance ของ Gen Z อาจจะเปลี่ยนไปเป็น Work-Life Integration มากขึ้น เขาต้องการอิสระในการบริหารจัดการชีวิตตัวเอง การเข้าออฟฟิศ 5 วันต่อสัปดาห์แบบตอกบัตรเริ่มกลายเป็นอุปสรรคในการตัดสินใจเข้าทำงาน ถ้าองค์กรของคุณสามารถให้ความยืดหยุ่นในเรื่องของ “เวลา” และ “สถานที่” ได้โดยดูที่ผลงานเป็นหลัก คุณจะชนะใจเขาได้ไม่ยากเลย

03  โอกาสในการเรียนรู้และเติบโตที่รวดเร็ว

คนกลุ่มนี้โตมากับเทคโนโลยีที่ทุกอย่างรวดเร็วทันใจ ในเรื่องการทำงานก็เช่นกันครับ เขาไม่อยากรอ 3-5 ปีเพื่อที่จะได้เลื่อนตำแหน่งหรือได้ทำโปรเจกต์สำคัญ เขาต้องการการเรียนรู้แบบ Continuous Learning และต้องการ Feedback ที่สม่ำเสมอ ไม่ใช่รอไปคุยกันตอนประเมินผลปลายปีทีเดียว ถ้าเขารู้สึกว่าอยู่ที่นี่แล้วเก่งขึ้นทุกวัน เขาก็ไม่มีเหตุผลที่จะเดินจากไป

04  วัฒนธรรมองค์กรที่เปิดกว้างและจริงใจ

Gen Z ให้ความสำคัญกับความเท่าเทียมและการรับฟังครับ เขาชอบทำงานในที่ที่เขาสามารถแสดงความคิดเห็นได้อย่างตรงไปตรงมา โดยไม่มีกำแพงเรื่องลำดับขั้น (Hierarchy) มาปิดกั้น หัวหน้างานในสไตล์ Coach ที่รับฟังและพร้อมสนับสนุน จะเป็นแม่เหล็กสำคัญที่ทำให้เขารู้สึกผูกพันกับองค์กร


🎯

Purpose

งานที่มีความหมาย บอกได้ว่าภาพใหญ่คืออะไร

🕐

Flexibility

เวลา และ สถานที่ ที่ยืดหยุ่น ดูที่ผลงานเป็นหลัก

📈

Growth

เรียนรู้และเติบโตได้ทุกวัน ไม่รอปลายปี

🤝

Culture

เปิดกว้าง ไม่มี Hierarchy หัวหน้าสไตล์ Coach


บทสรุป

การดึงดูดและรักษาคนเก่งรุ่นใหม่ ไม่ใช่เรื่องของการเอาใจจนเกินพอดี แต่คือการ “ปรับตัว” ให้เข้ากับบริบทของโลกที่เปลี่ยนไป

ถ้าเราสามารถสร้างสภาพแวดล้อมที่ตอบโจทย์ทั้งเรื่องงานและเรื่องใจได้ ผมเชื่อว่า Gen Z จะกลายเป็นกำลังสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนองค์กรของเราไปสู่อนาคตได้อย่างแน่นอนครับ

💬  คุณล่ะครับ ในองค์กรของคุณตอนนี้ มีนโยบายอะไรที่ทำแล้วได้ผลดีในการดูแลน้อง ๆ Gen Z บ้าง ลองมาแชร์กันได้นะครับ

โดย ประคัลภ์ ปัณฑพลังกูร | ที่ปรึกษาด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล | Think People Consulting

สรรหา Gen Z ในปี 2026: เมื่อ “เงินเดือน” ไม่ใช่คำตอบเดียวอีกต่อไป

บทความ · HR Management · Talent Acquisition

⬛ HR Insight · 2026

สรรหา Gen Z ในปี 2026: เมื่อ “เงินเดือน” ไม่ใช่คำตอบเดียวอีกต่อไป

การสรรหาคือการ “ขายประสบการณ์และคุณค่า” ที่จริงใจ เพราะเด็กยุคนี้เขาไม่ได้มองหาแค่ตัวเลขในบัญชีตอนสิ้นเดือน แต่มองหาความหมายของงานและความลงตัวของชีวิต


สวัสดีครับผู้อ่านทุกท่าน

เผลอแป๊บเดียวเราก็เดินทางมาถึงปีจะกลางปี 2026 กันแล้วนะครับ ในแง่ของการบริหารทรัพยากรบุคคล สิ่งหนึ่งที่ผมเชื่อว่าทุกองค์กรกำลังเผชิญอยู่เหมือนกันคือ “ความท้าทายในการดึงดูดคนรุ่นใหม่” โดยเฉพาะชาว Gen Z ที่ก้าวเข้ามาเป็นกำลังหลักในตลาดแรงงานอย่างเต็มตัว

ภาพการสรรหาบุคลากรในวันนี้เปลี่ยนไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิงครับ สมัยก่อนเราแค่ลงประกาศรับสมัครงานในเว็บไซต์หางาน แล้วก็นั่งรอคนส่ง Resume เข้ามา แต่ในยุคนี้ การสรรหาคือการ “ขายประสบการณ์และคุณค่า” ที่จริงใจครับ เพราะเด็กยุคนี้เขาไม่ได้มองหาแค่ตัวเลขในบัญชีตอนสิ้นเดือน แต่มองหาความหมายของงานและความลงตัวของชีวิต

วันนี้ผมเลยขอสรุปเทรนด์การสรรหา Gen Z ที่กำลังมาแรงในปีนี้มาฝากกัน เพื่อให้องค์กรปรับตัวได้ทันครับ


1. เลิกเน้น “โลโก้” แล้วหันมาโชว์ “ตัวตน”

Gen Z เป็นรุ่นที่เชื่อใจ “คน” มากกว่า “องค์กร” ครับ การสร้าง Employer Branding ในปี 2026 จึงต้องเน้นไปที่

🎙️  ผู้นำที่มีตัวตน (Social Leadership)

คนรุ่นใหม่เลือกทำงานกับหัวหน้าที่มีวิสัยทัศน์ชัดเจน และกล้าออกมาสื่อสารบนโลกโซเชียล ไม่ใช่ผู้นำที่อยู่แต่ในห้องทำงาน

📣  พนักงานคือกระบอกเสียง (Key Opinion Employee)

การให้พนักงานตัวจริงมาเล่าชีวิตการทำงานผ่าน Vlog หรือโพสต์ลงโซเชียลส่วนตัว มีน้ำหนักมากกว่าโฆษณาที่บริษัทจ้างทำเสียอีกครับ เพราะเขารู้สึกว่านี่คือเรื่องจริง ไม่ใช่การสร้างภาพ


2. ต้อง “เร็ว” และ “ชัดเจน”

ความอดทนต่อกระบวนการที่ล่าช้าคือจุดที่ทำให้องค์กรพลาดคนเก่งๆ ไปเยอะมากครับ

💰  เงินเดือนต้องโปร่งใส

การระบุช่วงเงินเดือน (Salary Transparency) ในประกาศงานกลายเป็นเรื่องพื้นฐาน ถ้าไม่บอก พวกเขาอาจจะมองข้ามผ่านไปเลย เพราะรู้สึกว่าบริษัทไม่จริงใจหรือกลัวเสียเวลา

📱  เน้นมือถือเป็นหลัก (Mobile-First)

ทุกอย่างตั้งแต่กดสมัครจนถึงนัดสัมภาษณ์ต้องจบได้ง่ายๆ ในมือถือ

🤖  AI ต้องเข้ามาช่วย

การใช้ AI ช่วยคัดกรองเบื้องต้นจะช่วยให้เราแจ้งผล Feedback กลับไปยังผู้สมัครได้เร็วขึ้นภายในไม่กี่วัน ไม่ใช่ปล่อยให้เขารอจนลืมว่าเคยสมัครที่นี่ไว้


3. “ทำเป็น” สำคัญกว่า “จบอะไร”

วุฒิการศึกษาจากสถาบันชื่อดังเริ่มมีผลน้อยลงเรื่อยๆ เมื่อเทียบกับทักษะที่ใช้งานได้จริง (Skills Over Degrees)

🏅  เขามองหา Micro-Credentials หรือใบประกาศเฉพาะทางจากการเรียนออนไลน์ที่อัปเดตความรู้ล่าสุด

🎨  องค์กรยุคใหม่ต้องใจกว้างพอที่จะมองว่า “งานอดิเรก” หรือ “งานเสริม” ของเด็กยุคนี้ เช่น การทำคอนเทนต์ TikTok หรือการขายของออนไลน์ คือทักษะที่นำมาประยุกต์ใช้ในงานประจำได้ดีเยี่ยมครับ


4. สุขภาพจิตและชีวิตที่ยืดหยุ่นคือมาตรฐาน

สำหรับ Gen Z คำว่า Work-Life Integration ไม่ใช่สวัสดิการพิเศษ แต่มันคือ “มาตรฐาน” ครับ

🏠  การทำงานแบบ Hybrid หรือเลือกเวลาทำงานเองได้ (Flexibility) เป็นสิ่งที่เขาคาดหวังตั้งแต่แรกเห็นประกาศงาน

🧠  นอกจากสุขภาพกายแล้ว สุขภาพจิต (Mental Well-being) คือสิ่งที่เขาให้ความสำคัญมาก องค์กรที่มีสวัสดิการอย่างวันลาพักใจ หรือมีนักจิตวิทยาให้คำปรึกษา จะได้เปรียบในการดึงดูดใจคนรุ่นนี้อย่างมาก


5. ยุคของการถาม AI (GEO — Generative Engine Optimization)

เดี๋ยวนี้เด็กจบใหม่ไม่ได้เข้า Google เพื่อพิมพ์หาว่า “งานที่ไหนดี” อย่างเดียวแล้วนะครับ แต่เขาถาม ChatGPT หรือ Gemini เลยว่า

“บริษัทไหนที่มีวัฒนธรรมการทำงานยืดหยุ่นและดูแลพนักงานดีที่สุด?”

💡  คำถามคือ ข้อมูลในเว็บไซต์หรือ LinkedIn ของเรา “เอื้อให้ AI อ่านออก” หรือเปล่า? เพื่อให้ชื่อบริษัทของเราถูกแนะนำขึ้นมาเป็นอันดับต้นๆ เมื่อมีการถามถึง


Green Flags vs Red Flags — สิ่งที่ Gen Z มองหา และสิ่งที่ทำให้เขาเดินหนี

เพื่อสรุปให้เห็นภาพชัดเจน ผมทำตารางเปรียบเทียบสิ่งที่เป็น “สัญญาณเขียว” (สิ่งที่เขาชอบ) กับ “สัญญาณแดง” (สิ่งที่เขาหนี) มาให้ดูครับ

✅ สิ่งที่ Gen Z มองหา (Green Flags)🚩 สิ่งที่ทำให้ Gen Z เดินหนี (Red Flags)
ความโปร่งใสเรื่องเงินเดือนและแผนเติบโตที่ชัดเจนกระบวนการสมัครที่ซับซ้อนและรอนานเกินไป
วัฒนธรรมที่เน้นผลงาน (Output-based)วัฒนธรรมที่เน้นการตอกบัตรเข้า-ออกงาน
การมีหัวหน้าที่เป็น Mentor (พี่เลี้ยง)การสั่งงานแบบสั่งการจากบนลงล่าง (Top-down)
ความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมที่ทำจริงการทำ CSR แบบผิวเผินหรือแค่เอาหน้า

สรุปส่งท้าย

การจะคว้าใจ Gen Z ในปี 2026 นี้ เราต้องเปลี่ยนมุมมองจากการเป็น “ผู้คัดเลือก” มาเป็น “ผู้นำเสนอโอกาส” ครับ

ถ้าเราสามารถสร้างสภาพแวดล้อมที่ให้เขาเติบโตได้ มีความยืดหยุ่น และมีความจริงใจตั้งแต่ก้าวแรกที่เขาสมัครงาน ผมเชื่อว่าเราจะได้คนเก่งๆ รุ่นนี้มาร่วมงานอย่างแน่นอนครับ

พบกันใหม่บทความหน้าครับ

โดย ประคัลภ์ ปัณฑพลังกูร | ที่ปรึกษาด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล | Think People Consulting

Gen Z และ AI ความสัมพันธ์ที่ทั้งรักทั้งกลัว แล้วเราควรรับมืออย่างไรในที่ทำงาน

สวัสดีครับเพื่อนผู้อ่านทุกท่าน

ช่วงนี้เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่ากระแสของ Generative AI อย่าง ChatGPT หรือ Claude เข้ามามีบทบาทกับการทำงานของเรามากขึ้นทุกที โดยเฉพาะกลุ่ม “คนรุ่นใหม่” หรือ Gen Z ที่กำลังกลายเป็นกำลังหลักในตลาดแรงงานปัจจุบัน

อ่านเพิ่มเติม “Gen Z และ AI ความสัมพันธ์ที่ทั้งรักทั้งกลัว แล้วเราควรรับมืออย่างไรในที่ทำงาน” →

3 ทักษะที่ Gen Z มักขาด แต่ตลาดกลับโหยหา

สวัสดีครับเพื่อนผู้อ่านทุกท่าน

ในช่วงที่ผ่านมา เวลาผมมีโอกาสได้เข้าไปพูดคุยกับผู้บริหารหรือพี่ ๆ ในสายงาน HR เกี่ยวกับเรื่องการรับน้องใหม่เข้าทำงาน โดยเฉพาะกลุ่มน้อง ๆ Gen Z มักจะมีประเด็นหนึ่งที่ถูกหยิบยกมาคุยกันบ่อยมากครับ

ประเด็นที่ว่านั้นก็คือ ในขณะที่น้อง ๆ ยุคนี้เก่งเรื่องเทคโนโลยีแบบหาตัวจับยาก (เรียกได้ว่าเป็น Digital Native ของแท้) แต่กลับมีช่องว่าง ของทักษะบางอย่างที่เริ่มเห็นชัดขึ้นเรื่อย ๆ และกลายเป็นว่าทักษะเหล่านี้แหละครับที่เป็นสิ่งที่องค์กรในปี 2026 นี้กำลังตามหากันอย่างมาก

อ่านเพิ่มเติม “3 ทักษะที่ Gen Z มักขาด แต่ตลาดกลับโหยหา” →

บลอกที่ WordPress.com .

ขึ้น ↑