เมื่อเราพูดถึง “ผู้นำ” หลายคนมักจะนึกถึงผู้บริหารระดับสูงเท่านั้น แท้จริงแล้ว ผู้นำมีหลายระดับ และแต่ละระดับก็มีภารกิจเฉพาะที่ต้องรับผิดชอบ หากเราเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าผู้นำในแต่ละชั้นควรทำอะไร จะทำให้ทั้งการพัฒนา การจัดการ และการส่งไม้ต่อในองค์กรเป็นไปอย่างมีระบบและทรงพลัง
แนวคิดจากหนังสือ The Leadership Pipeline: Developing Leaders in the Digital Age ได้ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า ความสำเร็จของผู้นำในแต่ละระดับขององค์กร ขึ้นอยู่กับ “งานที่ต้องทำ” หรือ The Job to Be Done ที่แตกต่างกัน และการส่งต่อความรับผิดชอบระหว่างระดับ (Leadership Passages) ที่ราบรื่น
การระบุ “งานที่ต้องทำ” ให้ชัดเจน ช่วยให้องค์กรสามารถพัฒนาผู้นำได้ตรงจุด ประเมินผลได้แม่นยำ และบริหารการเติบโตของผู้นำในแต่ละชั้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ เรามาดูงานที่ต้องทำของผู้นำในแต่ละระดับในองค์กรกัน
ระดับที่ 1: ผู้นำคนอื่น (Leading Others)
“ผู้นำคนอื่น” หมายถึง พนักงานที่ได้รับบทบาทหัวหน้าทีม หรือหัวหน้างาน ที่มีลูกทีมให้ดูแลโดยตรง ซึ่งเป็นระดับแรกของการเป็นผู้นำในองค์กร หน้าที่สำคัญของเขาไม่ใช่การทำงานทั้งหมดด้วยตนเอง แต่คือการบริหารจัดการให้ทีมสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผ่านการชี้นำ แนะนำ และสนับสนุนการเติบโตของสมาชิกในทีม โดยไม่ควรสับสนว่าผู้นำระดับนี้คือผู้บริหารระดับสูง เพราะยังคงทำงานในระดับปฏิบัติการ และมีความใกล้ชิดกับงานและทีมในชีวิตประจำวัน
งานที่ต้องทำ:
- บริหารงานผ่านผู้อื่น ไม่ใช่ทำเองทั้งหมด
- ให้คำแนะนำ และสอนงานลูกทีม
- ประเมินผลงาน พัฒนา และสร้างแรงจูงใจให้กับลูกทีม
ผลกระทบต่อองค์กร: หากผู้นำระดับนี้ทำงานสำเร็จ จะส่งผลให้ทีมทำงานได้เต็มศักยภาพ พนักงานได้รับการพัฒนาและรู้สึกมีคุณค่า ลดการลาออก และยกระดับผลลัพธ์ของหน่วยงาน
ระดับที่ 2: ผู้นำของหัวหน้าทีม (Leading Leaders)
“ผู้นำของผู้หัวหน้าทีม” หมายถึง ผู้ที่มีหัวหน้าทีมหรือหัวหน้างาน รายงานขึ้นตรง (จะเรียกตำแหน่งอะไรนั้น อยู่ที่แต่ละองค์กรจะตั้งชื่อนะครับ ระดับนี้บางองค์กรก็เรียกหัวหน้าทีม บางแห่งก็เรียกหัวหน้าแผนกก็มี) เป็นผู้นำในระดับกลางขององค์กร ซึ่งมีหน้าที่สำคัญในการพัฒนาและสนับสนุนให้หัวหน้าทีมสามารถบริหารลูกทีมของตนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำหน้าที่เป็นผู้เชื่อมกลยุทธ์จากระดับบนสู่การปฏิบัติในระดับทีม
งานที่ต้องทำ:
- พัฒนาผู้นำรุ่นถัดไป สอนให้หัวหน้าทีมสามารถบริหารลูกทีมได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- แปลงกลยุทธ์ขององค์กรเป็นแผนงานที่จับต้องได้
- ทำงานเชื่อมโยงข้ามสายงาน
ผลกระทบต่อองค์กร: ผู้นำระดับนี้คือกุญแจสู่การขยายผลของผลงาน ถ้าเขาพัฒนาหัวหน้าทีมได้ดี หัวหน้าทีมก็จะพัฒนาทีมของเขาได้ดีต่อเนื่อง เป็นพลังทวีคูณของผลงานทั้งองค์กร
ระดับที่ 3: ผู้นำฝ่าย (Leading a Function)
“ผู้นำฝ่าย” หมายถึง ผู้ที่รับผิดชอบดูแลหน่วยงานหรือฝ่ายงานใดฝ่ายงานหนึ่งขององค์กร เช่น ฝ่ายการเงิน ฝ่ายทรัพยากรบุคคล ฝ่ายการตลาด ฯลฯ ซึ่งเป็นระดับที่สูงขึ้นจากผู้นำของผู้นำ โดยมีหัวหน้างาน หรือหัวหน้าทีมหลายคนรายงานขึ้นตรง จุดต่างสำคัญของผู้นำฝ่ายคือไม่เพียงต้องบริหารคน แต่ต้องบริหารทั้งโครงสร้าง กระบวนการ กลยุทธ์ และงบประมาณของฝ่ายให้สอดคล้องกับทิศทางองค์กร และสร้างผลลัพธ์ที่ยั่งยืนได้ในภาพรวมของหน่วยงานนั้น ๆ
งานที่ต้องทำ:
- วางกลยุทธ์ฝ่าย และแนวทางการปฏิบัติที่ชัดเจน
- สร้างโครงสร้าง กระบวนการ และระบบให้รองรับการเติบโต
- บริหารทรัพยากรและงบประมาณของฝ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ
ผลกระทบต่อองค์กร: ถ้าผู้นำฝ่ายบริหารงานดี จะทำให้ฝ่ายเป็นกลจักรสำคัญที่ขับเคลื่อนองค์กร มีมาตรฐานเดียวกัน และสร้างนวัตกรรมหรือพัฒนาอย่างต่อเนื่องได้
ระดับที่ 4: ผู้นำธุรกิจ (Leading a Business)
“ผู้นำธุรกิจ” หมายถึง ผู้ที่มีหน้าที่บริหารจัดการผลประกอบการและทิศทางของธุรกิจหนึ่งหน่วยหรือหนึ่งสายธุรกิจขององค์กรอย่างครบวงจร (องค์กรขนาดใหญ่ อาจจะมีตำแหน่งผู้บริหารที่ดูแล Business Unit ที่ต้องสร้างผลประกอบการของธุรกิจตนเอง) เช่น การบริหารกำไร-ขาดทุน การเติบโตของธุรกิจ และความสามารถในการแข่งขัน โดยผู้นำระดับนี้มีขอบเขตการตัดสินใจในเชิงธุรกิจค่อนข้างอิสระ และต้องรับผิดชอบผลลัพธ์ในภาพรวมของธุรกิจที่ตนดูแล ซึ่งแตกต่างจากผู้นำฝ่ายที่มักเน้นบริหารในด้านเฉพาะ เช่น การตลาดหรือการผลิต ผู้นำธุรกิจจะต้องมององค์รวมและบริหารความสมดุลของทุกฟังก์ชันในสายธุรกิจ เช่น การเงิน การปฏิบัติการ บุคลากร และกลยุทธ์ เพื่อให้ธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืนและตอบโจทย์กลยุทธ์ขององค์กรหลัก
งานที่ต้องทำ:
- บริหารทั้งผลกำไร ขาดทุน และการเติบโตของธุรกิจในภาพรวม
- เชื่อมโยงกลยุทธ์องค์กรกับการตัดสินใจเชิงธุรกิจในพื้นที่ของตน
- ตัดสินใจเร็ว และกล้ารับความเสี่ยง
ผลกระทบต่อองค์กร: ผู้นำระดับนี้จะเป็นผู้กำหนดความสำเร็จหรือความล้มเหลวของธุรกิจย่อยแต่ละหน่วย หากบริหารดี องค์กรจะเติบโตอย่างยั่งยืนและแข่งขันได้
ระดับที่ 5: ผู้นำองค์กร (Leading an Enterprise)
“ผู้นำองค์กร” หมายถึง ผู้ที่มีหน้าที่กำหนดทิศทางในภาพรวมของทั้งองค์กร ไม่ได้จำกัดอยู่แค่หน่วยธุรกิจหรือฝ่ายงานใดฝ่ายงานหนึ่ง แต่เป็นผู้ที่ต้องมองอนาคตองค์กรในระยะยาว คิดเชิงกลยุทธ์ และสร้างรากฐานที่ยั่งยืน ทั้งด้านบุคลากร วัฒนธรรม เทคโนโลยี และความสามารถในการแข่งขัน เพื่อให้องค์กรสามารถเติบโตและปรับตัวได้ในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ผู้นำในระดับนี้มักเป็น CEO หรือผู้นำสูงสุดขององค์กร ซึ่งทำงานใกล้ชิดกับบอร์ด ผู้ถือหุ้น และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในวงกว้าง
งานที่ต้องทำ:
- สร้างวิสัยทัศน์ และวัฒนธรรมองค์กร
- สร้างความสามารถในการแข่งขันระยะยาว เช่น การสร้างผู้นำรุ่นถัดไป การลงทุนในเทคโนโลยี การเปลี่ยนผ่านองค์กร
- ทำงานกับบอร์ด นักลงทุน และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในวงกว้าง
ผลกระทบต่อองค์กร: ผู้นำระดับนี้คือคนที่กำหนดทิศทางองค์กรในระยะยาว หากวางรากฐานดี องค์กรจะอยู่รอดในโลกที่ไม่แน่นอน และสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน
แล้วการรู้บทบาทของผู้นำในแต่ละระดับ สำคัญอย่างไร?
คำตอบง่าย ๆ คือ มันคือเข็มทิศของการเติบโตทั้งในระดับบุคคลและระดับองค์กร
ในแง่ของการพัฒนาผู้นำ:
- ถ้าเราไม่รู้ว่าแต่ละระดับต้องทำอะไร เราก็ไม่สามารถเตรียมผู้นำให้พร้อมได้ เช่น จะพัฒนาใครให้ขึ้นเป็นผู้นำฝ่าย ก็ต้องแน่ใจว่าเขาเคยผ่านงานที่ต้องวางระบบ วางโครงสร้าง ไม่ใช่แค่เก่งเรื่องคนอย่างเดียว
- เมื่อรู้หน้าที่ ก็วางแผนเตรียมการล่วงหน้าได้ เช่น ส่งคนที่มีศักยภาพไปทำโปรเจกต์ที่ได้ฝึกการคิดเชิงกลยุทธ์ หรือให้ดูแลทีมข้ามสายงาน เพื่อเตรียมพร้อมขึ้นสู่บทบาทใหม่
- และที่สำคัญ มันช่วยให้การประเมิน readiness หรือความพร้อม ไม่ใช่แค่ความรู้สึก แต่ดูจากสิ่งที่คน ๆ นั้นได้ลงมือทำมาแล้วจริง
ในแง่ของการแบ่งงาน:
- ถ้าไม่ชัดว่าระดับไหนควรตัดสินใจเรื่องอะไร งานก็จะตกอยู่กับคนคนเดียว เช่น หัวหน้าฝ่ายทำตั้งแต่คิดกลยุทธ์ยันสอนงานเด็กใหม่ สุดท้ายก็เหนื่อยและไม่มีเวลาไปทำสิ่งสำคัญ
- การรู้ขอบเขตบทบาทจะช่วยให้ผู้บริหารระดับสูงวางใจ ปล่อยให้ระดับล่างบริหารจัดการได้ โดยไม่ต้องมาคุมทุกเรื่อง
- และที่เห็นบ่อย คือเรื่องการประสานงาน ถ้ารู้ว่าใครควรเป็นสะพานเชื่อมระหว่างฝ่าย หรือเป็นตัวแปลกลยุทธ์ลงสู่ภาคปฏิบัติ การสื่อสารก็จะไม่สะดุด
สรุป: การเข้าใจบทบาทของผู้นำแต่ละระดับ จึงไม่ใช่แค่เรื่องของการจัดโครงสร้างตำแหน่ง แต่มันคือภาษากลางที่ทำให้ทุกคนในองค์กรทำงานร่วมกันได้ดีขึ้น พัฒนาได้ตรงจุด และส่งต่อกันได้อย่างลื่นไหล
…และนี่แหละครับ คือรากฐานของการสร้างองค์กรที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง
ใส่ความเห็น