การสร้าง Feedback Culture ในทีม Gen Z

⬛ HR Insight

การสร้าง Feedback Culture ในทีม Gen Z

Feedback ที่ดีไม่ได้เป็นยาขมที่ต้องฝืนกลืน มันควรเป็นเหมือนเข็มทิศที่ช่วยให้คนรู้ว่ากำลังเดินไปทิศทางที่ถูกต้องหรือเปล่า


ผมเคยเป็นหัวหน้างานในยุคที่การให้ Feedback หมายความว่า “มีอะไรผิดแล้ว”

ถ้าเรียกคนมาคุย ก็แปลว่าเขาทำพลาด

ถ้าเขียนข้อความบอก ก็แปลว่ามีเรื่องต้องตักเตือน

ถ้าไม่มีอะไร ก็ไม่ต้องพูดอะไร เดี๋ยวก็รู้เองตอนปลายปี

นั่นคือ “วัฒนธรรม Feedback” ที่ผมโตมาด้วยครับ และผมเชื่อว่าหลายคนที่อ่านบทความนี้ก็คุ้นเคยกับบรรยากาศแบบนั้น


Feedback แบบเก่า ทำงานได้ แต่ไม่ใช่กับทุกคน

สมัยก่อน การให้ Feedback มักมีเป้าหมายหลักอยู่ที่ การแก้ไขปัญหา มากกว่าการพัฒนาคน

พูดง่าย ๆ คือ Feedback เกิดขึ้นเมื่อ “มีอะไรผิดพลาด” ไม่ใช่เมื่อ “อยากให้คนนี้เก่งขึ้น”

ลักษณะที่เห็นบ่อยคือ

❌ เรียกมาคุยเมื่อทำผิด ไม่ได้เรียกมาคุยเมื่อทำดี

❌ ประเมินผลปีละครั้ง แล้วก็บอกว่าที่ผ่านมาทั้งปีเป็นอย่างไร

❌ Feedback มักมาพร้อมกับโทน “ครู-นักเรียน” หรือ “ผู้ใหญ่-เด็ก”

สำหรับพนักงานรุ่นเก่า วิธีนี้พอทนได้ เพราะเขาโตมาในระบบที่เชื่อว่า “หัวหน้าพูดถูก” และ “ฟังแล้วปรับ” แต่พอเราพูดถึง Gen Z สถานการณ์มันต่างออกไปมากครับ


Gen Z ไม่ได้กลัว Feedback แต่กลัว Feedback แบบเก่า

นี่คือสิ่งที่หลายคนเข้าใจผิดกัน บางคนบอกว่า Gen Z รับ Feedback ไม่ได้ เปราะบางเกินไป อ่อนแอเกินไป

“Gen Z ไม่ได้ไม่อยากได้ Feedback พวกเขาแค่ไม่อยากได้ Feedback แบบที่เราเคยได้รับมา”

มีงานวิจัยจาก Gallup ที่น่าสนใจมากครับ พบว่า Gen Z ต้องการ Feedback บ่อยกว่ารุ่นก่อน ไม่ใช่น้อยกว่า และพวกเขาให้ความสำคัญกับ Feedback ในฐานะเครื่องมือพัฒนาตัวเอง ไม่ใช่การลงโทษ

ถ้าคุณให้ Feedback กับ Gen Z แบบถูกต้อง พวกเขาจะกระตือรือร้นมากที่สุดในบรรดาทุก Generation เลยก็ว่าได้


สิ่งที่ Gen Z อยากได้จาก Feedback จริง ๆ

จากที่ผมได้คุยกับทีมงานและลูกค้าหลายองค์กร ผมสังเกตว่า Gen Z มีความต้องการ Feedback ที่ชัดเจนมากอยู่ 4 ข้อ

01  อยากรู้ทันที ไม่ใช่รอปลายปี

Gen Z โตมากับโลกที่ทุกอย่าง real-time ข้อมูลไหลเร็ว ผลตอบรับมาเร็ว พวกเขาไม่เข้าใจว่าทำไมต้องรอ 12 เดือนถึงจะรู้ว่าตัวเองทำงานได้ดีแค่ไหน เหมือนเล่นเกมที่ไม่มีคะแนน ต้องรอ 1 ปีถึงจะรู้ผล ไม่มีใครอยากเล่นเกมแบบนั้น

02  อยากได้ Feedback ที่บอกว่า “ทำยังไงต่อ” ไม่ใช่แค่ “ผิดตรงไหน”

Gen Z ไม่กลัวการรู้ว่าตัวเองพลาด แต่เขาต้องการให้ Feedback นั้นมีคุณค่า ต้องบอกได้ว่าถ้าจะแก้ไขหรือพัฒนา ควรทำอะไรต่อ Feedback ที่บอกแค่ว่า “ครั้งหน้าทำให้ดีกว่านี้นะ” ไม่มีประโยชน์สำหรับพวกเขา

03  อยากได้รับ Feedback จากคนที่เข้าใจงานที่เขาทำ

Gen Z มักทำงานในสายที่เปลี่ยนเร็ว เทคโนโลยีเปลี่ยน process เปลี่ยน พวกเขาอยากได้ Feedback จากคนที่เข้าใจบริบทจริง ไม่ใช่ Feedback แบบ template ที่ใช้ได้กับทุกคนเหมือนกัน

04  อยากได้ Feedback แบบสองทาง ไม่ใช่แค่ฟัง

Gen Z อยากมีส่วนร่วมในบทสนทนา ไม่ใช่นั่งฟังหัวหน้าพูดฝ่ายเดียว พวกเขาอยากอธิบายบริบท ตั้งคำถาม และบางครั้งก็อยากให้ Feedback กลับไปบ้างด้วยซ้ำ


แล้วจะสร้าง Feedback Culture แบบไหนถึงจะเหมาะกับยุคนี้?

ผมขอแบ่งเป็นหลักการที่ทำได้จริงครับ

หลักที่ 1 — เปลี่ยนจาก “Event” เป็น “Habit”

Feedback ไม่ควรเป็น event พิเศษที่เกิดขึ้นปีละครั้ง แต่ควรเป็น habit ที่เกิดขึ้นสม่ำเสมอ เริ่มจากเล็ก ๆ ก่อนก็ได้ครับ

💡 หลังจบโปรเจกต์หรืองานชิ้นหนึ่ง ใช้เวลา 5–10 นาทีคุยกันว่า “อะไรที่ทำได้ดี และอะไรที่ทำให้ดีขึ้นได้” เพียงแค่นี้ก็ทำให้วัฒนธรรม Feedback เริ่มต้นได้แล้วครับ โดยไม่ต้องรอ HR จัด workshop ใหญ่โต

หลักที่ 2 — Feedback ต้องเฉพาะเจาะจง ไม่ใช่กว้าง ๆ

“งานคุณยังไม่ค่อยดีเท่าไหร่” ไม่ใช่ Feedback ครับ นั่นคือความรู้สึก Feedback ที่ดีต้องบอกได้ว่า อะไรที่ยังไม่ดี เกิดขึ้นตอนไหน และ ควรทำต่างออกไปอย่างไร

❌ แบบเก่า

“Presentation ของคุณครั้งนี้ยังไม่ค่อยมีประสิทธิภาพ”

✓ แบบใหม่

“ส่วนที่พูดถึงตัวเลขในสไลด์ที่ 4 พอพูดเร็วไป ทำให้ผู้ฟังตามไม่ทัน ครั้งหน้าลองใส่ chart ที่ชัดขึ้น และหยุดถามผู้ฟังว่าตามได้ไหมหลังพูดจบแต่ละ section ดูครับ”

หลักที่ 3 — สร้าง Safety ก่อน แล้ว Feedback จะไหลออกมาเอง

คนจะเปิดรับ Feedback ได้ก็ต่อเมื่อเขา รู้สึกปลอดภัยพอ ถ้าวัฒนธรรมในทีมคือ “ห้ามพลาด” หรือ “พลาดแล้วโดนตำหนิต่อหน้าคนอื่น” Feedback ที่ดีที่สุดในโลกก็ไม่มีประโยชน์ครับ

สิ่งที่หัวหน้าต้องทำก่อนเลยคือ

✅ เปิดรับ Feedback จากทีมก่อน — แสดงให้เห็นว่าตัวเองก็พร้อมรับฟังคำวิจารณ์

✅ เมื่อคนในทีมทำอะไรพลาด ให้คุยกันแบบส่วนตัวก่อน — ไม่ใช่ประกาศต่อหน้าทีม

หลักที่ 4 — เปลี่ยนจาก “ประเมิน” เป็น “พัฒนา”

คำถามที่ใช้ใน Feedback เปลี่ยน tone ได้มากกว่าที่คิดครับ

❌ คำถามแบบ “ประเมิน”

“คุณทำผิดตรงไหน?”

“ทำไมถึงทำแบบนั้น?”

✓ คำถามแบบ “พัฒนา”

“ถ้าทำใหม่ได้ คุณจะเปลี่ยนอะไร?”

“อะไรที่ทำให้ครั้งหน้าออกมาดียิ่งขึ้น?”

ฟังดูต่างกันเล็กน้อย แต่ผลที่ได้ต่างกันมากครับ อันแรกทำให้คนรู้สึกถูกตัดสิน อันหลังทำให้คนรู้สึกว่ากำลังถูกช่วย


Feedback ที่ดีไม่ใช่ของขวัญสำหรับ Gen Z เท่านั้น

สิ่งที่ Gen Z ต้องการจาก Feedback จริง ๆ แล้วก็ไม่ต่างจากสิ่งที่ทุก Generation ต้องการมาตลอด นั่นคือ การรู้ว่าตัวเองยืนอยู่ตรงไหน และต้องทำอะไรเพื่อก้าวหน้าต่อไป

แค่ Gen Z กล้าพูดออกมาดัง ๆ มากกว่ารุ่นก่อน ๆ เท่านั้นเอง และนั่นอาจเป็นสัญญาณที่ดีให้กับองค์กรด้วยซ้ำ

“Feedback ที่ดีไม่ได้เป็นยาขมที่ต้องฝืนกลืน มันควรเป็นเหมือนเข็มทิศ ที่ช่วยให้คนรู้ว่ากำลังเดินไปทิศทางที่ถูกต้องหรือเปล่า”

และหัวหน้าที่ดีในยุคนี้ คือหัวหน้าที่ถือเข็มทิศนั้นไว้ในมือ แล้วแบ่งปันให้ทุกคนในทีมได้อ่านด้วยกัน

โดย ประคัลภ์ ปัณฑพลังกูร | ที่ปรึกษาด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล | Think People Consulting

บ่นว่าหาคนไม่ได้ แต่ไม่เคยลงทุนกับคนที่มีอยู่

บทความ · HR Management · Talent Strategy

⬛ HR Insight

บ่นว่าหาคนไม่ได้ แต่ไม่เคยลงทุนกับคนที่มีอยู่

“ความรู้มีมากพอแล้ว สิ่งที่ขาดคือการตัดสินใจว่าจะลงมือทำจริงหรือไม่”


ทุกวันนี้งานสัมมนาด้าน HR มี Trend ใหม่ๆ เข้ามาไม่หยุด ไม่ว่าจะเป็น AI ในกระบวนการสรรหา Skills-based Organization หรือ Employee Experience ซึ่งไม่ใช่เรื่องไม่ดีนะครับ Trend เหล่านี้มีประโยชน์ มีข้อมูลรองรับ และหลายเรื่องก็เป็นทิศทางที่องค์กรควรเดินไป

แต่มีคำถามหนึ่งที่ผมอยากให้ลองถามตัวเองก่อน

องค์กรของเราไปถึงไหนแล้ว เมื่อเทียบกับ Trend ที่กำลังพูดถึงกัน?

เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นบ่อยมากในชีวิตจริงคือ เวลา HR นำเรื่องเหล่านี้ไปคุยกับ CEO คำตอบที่ได้กลับมามักจะเป็น “คุณควรจะอยู่ในโลกแห่งความเป็นจริงหน่อยนะ”

และถ้าเราลองมองให้ลึกขึ้น CEO พูดไม่ผิดทั้งหมดครับ เพราะในขณะที่เราพูดถึง Trend ข้างหน้า ปัญหาพื้นฐานที่สุดยังวนซ้ำอยู่ที่เดิม

ในงานสัมมนาที่ผมเข้าร่วม มีประโยคหนึ่งที่ได้ยินจากผู้บริหารเกือบทุกคน “หาคนดีไม่ได้เลย ตลาดแรงงานมันยากมาก”

แล้วพอถามต่อว่า “แล้วปีนี้ลงทุนพัฒนาคนที่มีอยู่ไปเท่าไหร่?” ส่วนใหญ่ก็เงียบ หรือไม่ก็พูดเรื่องอื่น

นั่นคือความย้อนแย้งที่ผมเห็นซ้ำๆ ในองค์กรไทยมาหลายปี และมันไม่ได้เป็นแค่ความรู้สึก มีตัวเลขที่ชัดมากรองรับอยู่


ตัวเลขที่บอกว่าปัญหาจริง แต่วิธีแก้ยังไม่มา

ManpowerGroup สำรวจพบว่าเกือบ 75% ของนายจ้างทั่วโลกรายงานว่าหาคนที่มีทักษะที่ต้องการได้ยาก ตัวเลขนี้เพิ่มขึ้นจาก 36% ในปี 2557 หมายความว่าในสิบกว่าปีที่ผ่านมา ปัญหานี้เลวร้ายลงเป็นเท่าตัว

แต่คำถามที่น่าสนใจกว่าคือ แล้วองค์กรเหล่านั้นตอบสนองต่อปัญหานี้อย่างไร?

78%

ยังไม่ได้ขึ้นเงินเดือน ทั้งที่บ่นว่าหาคนไม่ได้

70%

ยังไม่ได้ลงทุนพัฒนาทักษะพนักงานอย่างจริงจัง ทั้งที่รู้ว่าขาดคน

ข้อมูลจาก Asia Pacific และ Middle East พบว่ามีเพียง 30% ที่ใช้การพัฒนาทักษะพนักงานเป็นกลยุทธ์หลัก นั่นหมายความว่า 70% ที่เหลือรู้ว่าตลาดขาดคน แต่ยังไม่ได้ลงมือทำอะไรกับมันจริงๆ


ในไทยยิ่งชัดกว่านั้น

ธุรกิจไทยต้องการ digital professionals ประมาณ 100,000 คนต่อปี แต่สถาบันการศึกษาไทยผลิตได้แค่ 30,000 คน เกิดช่องว่าง 70,000 คนต่อปี

ตัวเลขนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ มันเกิดขึ้นซ้ำทุกปีมาหลายปีแล้ว

🎯  สิ่งที่เกิดขึ้นจริงใน SME ไทย

▸ กว่า 67% ขององค์กรไทยรายงานว่าผู้สมัครขาดทักษะที่ต้องการ แต่แทนที่จะพัฒนาคนเอง กลับเลือก “รอคนดีมาสมัคร”

▸ บริษัทข้ามชาติที่เข้ามาในไทยเสนอค่าตอบแทนที่ SME ไทยแข่งไม่ได้ ทำให้คนเก่งไหลออกอยู่ตลอด แต่ SME ก็ยังไม่ปรับโครงสร้างค่าตอบแทนของตัวเอง

▸ วนซ้ำปีแล้วปีเล่า บ่นว่าหาคนไม่ได้ แต่ยังไม่ได้เปลี่ยนวิธีคิดหรือวิธีลงทุน


ทำไมถึงไม่มีใครแก้?

ผมคิดว่ามีสามเหตุผลที่ซ้อนกันอยู่

01  โทษคนอื่นง่ายกว่าตั้งคำถามกับตัวเอง

เมื่อหาคนไม่ได้ คำอธิบายที่สะดวกที่สุดคือ “คนในตลาดไม่ดี” แต่แทบไม่มีผู้บริหารคนไหนถามตัวเองว่า “เราเป็นนายจ้างที่ดีพอไหม? เราจ่ายดีพอไหม?” มันเหมือนบ่นว่าร้านอาหารไม่อร่อย แต่ไม่เคยถามว่าตัวเองซื้อวัตถุดิบดีพอหรือเปล่า

02  แรงกดดันระยะสั้นกินเวลาทั้งหมด

ผู้บริหาร SME ไทยส่วนใหญ่ถูกกดดันจาก cash flow รายเดือนตลอดเวลา การลงทุนพัฒนาคนซึ่งเห็นผลในหนึ่งถึงสองปีจึงแพ้ต่อค่าใช้จ่ายที่จำเป็นต้องจ่ายในเดือนนี้เสมอ ทั้งที่ต้นทุนของการไม่พัฒนาคนนั้นใหญ่กว่ามาก เพียงแต่มองไม่เห็นชัดเจน

03  HR ไม่มีที่นั่งในห้องประชุมกลยุทธ์

ใน SME ไทยส่วนใหญ่ HR ทำหน้าที่บริหารงานบุคคลและดูแลเอกสาร ไม่ได้นั่งในห้องที่ตัดสินใจเรื่องทิศทางธุรกิจ ผลคือ “ปัญหาคน” ไม่ถูกแปลงเป็นความเสี่ยงทางธุรกิจที่ผู้บริหารมองเห็นและรู้สึกได้จริงๆ


ต้นทุนที่ซ่อนอยู่ในสิ่งที่ไม่ทำ

สิ่งที่ผู้บริหารมักมองข้ามคือต้นทุนของการไม่ลงทุนกับคน มันไม่ได้อยู่ในงบประมาณอย่างชัดเจน แต่มันซ่อนอยู่ในตัวเลขอื่น

▸ ต้นทุนการสรรหาและ onboard พนักงานใหม่ที่ใช้เวลาสามถึงหกเดือนกว่าจะทำงานได้เต็มที่

▸ ผลิตภาพที่หายไปในช่วงที่ตำแหน่งว่าง

▸ ความรู้ที่หายออกไปพร้อมพนักงานที่ลาออก

▸ โอกาสทางธุรกิจที่พลาดไปเพราะองค์กรไม่มีทักษะที่ใช่ในเวลาที่ใช่

ต้นทุนเหล่านี้ไม่ได้ขึ้นอยู่ในงบ HR แต่มันกัดกร่อน revenue อยู่ทุกวันโดยไม่มีใครสังเกต


HR Trend ไม่ได้ขาด แต่การลงมือทำต่างหากที่ขาด

ทุกปีมี HR Trend ใหม่ออกมาไม่หยุด ปีนี้พูดเรื่อง AI ในกระบวนการสรรหา ปีก่อนพูดเรื่อง Employee Experience ปีก่อนหน้าพูดเรื่อง Hybrid Work

แต่สิ่งที่ไม่ค่อยถูกพูดถึงคือ ความรู้มีมากพอแล้ว สิ่งที่ขาดคือการตัดสินใจว่าจะลงมือทำจริงหรือไม่

องค์กรที่จะผ่านช่วงนี้ไปได้ไม่ใช่องค์กรที่รู้ Trend มากที่สุด แต่คือองค์กรที่กล้าตัดสินใจลงทุนกับคนก่อนที่จะรู้สึกว่า “พร้อมแล้ว” เพราะวันที่พร้อมจริงๆ อาจมาช้ากว่าที่คู่แข่งลงมือทำ


ลองถามตัวเองดูครับ

ในปีที่ผ่านมา องค์กรของคุณใช้เวลาและเงินเท่าไหร่ไปกับการบ่นว่าหาคนไม่ได้ เทียบกับการลงทุนพัฒนาคนที่มีอยู่แล้ว ถ้าคำตอบที่ได้ทำให้ไม่สบายใจ นั่นคือจุดเริ่มต้นที่ดีที่สุด เพราะปัญหาที่เราเห็นชัดแล้วและยังไม่แก้ ไม่ใช่ปัญหาเรื่องข้อมูล แต่เป็นปัญหาเรื่องการตัดสินใจ

“หาคนไม่ได้ไม่ใช่ปัญหาของตลาด มันคือสัญญาณว่าองค์กรยังไม่ได้ลงมือทำในสิ่งที่รู้อยู่แล้ว”

โดย ประคัลภ์ ปัณฑพลังกูร | ที่ปรึกษาด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล | Think People Consulting

Career Path: บันไดสู่ความสำเร็จ หรือกรงขังความสามารถที่บิดเบี้ยว?

บทความ · HR Management · Career Development

⬛ HR Insight

Career Path: บันไดสู่ความสำเร็จ หรือกรงขังความสามารถที่บิดเบี้ยว?

“ผมไม่ได้อยากเป็นหัวหน้าครับ ผมแค่อยากเขียนโค้ด”


วิศวกรซอฟต์แวร์คนหนึ่งทำงานกับบริษัทเทคโนโลยีแห่งหนึ่งมาเจ็ดปี เขาเขียนโปรแกรมเก่งมาก แก้ปัญหายากๆ ได้เร็ว และเป็นคนที่ทีมวิ่งหาทุกครั้งที่ระบบมีปัญหา

ปีที่เจ็ด บริษัทเลื่อนตำแหน่งเขาขึ้นเป็นหัวหน้าทีม เพราะเห็นว่าเขาทำงานดีที่สุด

สามเดือนต่อมา เขายื่นใบลาออก

ผู้อำนวยการถามว่า “เกิดอะไรขึ้น? เราเพิ่งโปรโมทคุณนี่”

เขาตอบว่า “ผมไม่ได้อยากเป็นหัวหน้าครับ ผมแค่อยากเขียนโค้ด”


ความเข้าใจผิดที่แพร่หลายในองค์กรไทย

ผมพบว่าองค์กรส่วนใหญ่มีเส้นทางอาชีพเพียงเส้นทางเดียว นั่นคือสายบริหาร ถ้าอยากได้เงินเดือนเพิ่ม อยากได้ตำแหน่งที่สูงขึ้น คำตอบมีอยู่อย่างเดียวคือต้องขึ้นไปเป็นหัวหน้า

ตรรกะนี้ฟังดูสมเหตุสมผล แต่มันมีปัญหาใหญ่มากครับ

เพราะทักษะที่ทำให้คนเก่งในงานของตัวเอง กับทักษะที่ต้องการในการบริหารคน เป็นคนละชุดกันโดยสิ้นเชิง และเมื่อเราบังคับให้เขาทำสิ่งที่เขาไม่ถนัดเพื่อแลกกับตำแหน่งที่สูงขึ้น เราไม่ได้กำลังให้รางวัลเขา แต่กำลังลงโทษเขาด้วยงานที่เขาไม่อยากทำ


สามรูปแบบที่ทำให้เส้นทางอาชีพบิดเบี้ยว

เรื่องแรกที่ผมเห็นบ่อยที่สุดคือการผลักคนเก่งขึ้นไปสู่ตำแหน่งที่พวกเขาไม่ต้องการ เพราะนั่นเป็นทางเดียวที่องค์กรมีให้ ลองนึกดูนะครับ ถ้าพนักงานคนหนึ่งอยากได้เงินเดือนสูงขึ้น อยากมีสถานะที่ดีขึ้นในองค์กร แต่ทางเลือกมีอยู่แค่อย่างเดียวคือขึ้นไปเป็นหัวหน้า เขาก็ต้องเลือกทางนั้น แม้ไม่ได้อยากเดินก็ตาม

ผลที่ตามมาคือองค์กรเสียผู้เชี่ยวชาญที่ดีที่สุดไป แล้วได้ผู้บริหารที่ไม่มีความสุขและไม่ถนัดงานบริหารกลับมาแทน คนที่เคยแก้ปัญหาเก่งที่สุดในทีมกลับต้องมานั่งจัดตารางประชุม ฟังปัญหาส่วนตัวของลูกน้อง และบริหารความขัดแย้งที่เขาไม่รู้จะจัดการยังไง หลายคนทนอยู่ได้ไม่นานก็ลาออกไปในที่สุด พร้อมกับประสบการณ์และความรู้ที่สะสมมาหลายปีที่ติดตัวออกไปด้วย

เรื่องที่สองคือทางตันของผู้เชี่ยวชาญ พนักงานทำงานดีเยี่ยม พัฒนาตัวเองขึ้นเรื่อยๆ แต่หัวหน้าบอกว่า “รอก่อนนะ ยังไม่มีตำแหน่งว่าง” รอหนึ่งปี สองปี สามปี คำตอบก็ยังเหมือนเดิม

การผูกเส้นทางอาชีพไว้กับเก้าอี้ของคนข้างบนทำให้การเติบโตของพนักงานไม่ได้ขึ้นอยู่กับความสามารถหรือความพยายามของตัวเขาเลย แต่ขึ้นอยู่กับว่าคนข้างบนจะลาออก เกษียณ หรือย้ายไปที่อื่นเมื่อไหร่ พนักงานที่อยู่ในสถานการณ์แบบนี้มักจะรู้สึกหมดแรงในแบบที่อธิบายยาก ไม่ใช่เพราะงานหนัก แต่เพราะรู้สึกว่าไม่ว่าจะทำดีแค่ไหน ก็ไม่ได้ทำให้อะไรเปลี่ยนแปลง

เรื่องที่สามที่ผมเห็นมากขึ้นในช่วงหลังคือการเพิ่มงานโดยไม่เพิ่มตำแหน่งหรือค่าตอบแทน เมื่อมีคนลาออก งานของคนนั้นก็ถูกโยนให้คนที่ยังอยู่ พร้อมกับคำพูดสวยหรูว่า “นี่คือโอกาสในการเติบโตของคุณ” แต่ไม่มีการปรับตำแหน่ง ไม่มีการปรับเงินเดือน และไม่มีการพูดคุยว่าภาระที่เพิ่มขึ้นนั้นจะได้รับการดูแลอย่างไร

พนักงานที่รับสภาพแบบนี้ไปเรื่อยๆ จะค่อยๆ รู้สึกว่าตัวเองไม่ได้เติบโต แต่แค่รับงานเพิ่มขึ้นทุกปีโดยที่ทุกอย่างยังเท่าเดิม และในวันที่รับไม่ไหว พวกเขาก็ลาออกโดยไม่บอกสาเหตุที่แท้จริง เพราะรู้ว่าพูดไปก็ไม่มีอะไรเปลี่ยน


สิ่งที่องค์กรควรทำแตกต่างออกไป

ผมคิดว่าองค์กรยุคนี้ต้องหยุดคิดว่าเส้นทางอาชีพมีได้แค่รูปแบบเดียว

สิ่งที่ได้ผลจริงคือการสร้างเส้นทางคู่ขนาน เส้นทางหนึ่งสำหรับคนที่ชอบบริหารคนและวางกลยุทธ์ และอีกเส้นทางสำหรับคนที่ชอบทำงานเชิงลึกและเป็นผู้เชี่ยวชาญในสายงาน โดยทั้งสองเส้นทางมีระดับเงินเดือนและสถานะที่เทียบเคียงกันได้ ไม่ใช่ให้สายวิชาชีพเป็นเส้นทางชั้นสองที่ต้องทนอยู่เพราะไม่มีทางเลือก

(ทั้ง ๆ ที่ Career Path ที่เน้นการเติบโตแบบเส้นทางคู่ขนาด แบบ Managerial Track and Specialist Track มีการคุยกันมานานมากแล้ว แต่หลายองค์กรก็ยังไม่เคยจะหยิบมาออกแบบใช้งานกันเลย)

การทำแบบนี้ไม่ซับซ้อนเกินไป แต่ต้องการความกล้าที่จะเปลี่ยนความเชื่อเดิมว่า “ตำแหน่งที่สูงกว่าต้องคุมคนเสมอ”


คำถามที่อยากฝากไว้

วิศวกรคนนั้นลาออกไปทำงานกับบริษัทอื่นที่ให้เขาเป็นผู้เชี่ยวชาญระดับสูงโดยไม่ต้องบริหารใคร เงินเดือนสูงกว่าเดิม และเขาบอกว่ามีความสุขกว่ามาก บริษัทเดิมใช้เวลาเกือบสองปีกว่าจะหาคนที่มาทำงานแทนเขาได้ในระดับที่ใกล้เคียง

“ในองค์กรของคุณวันนี้ มีคนที่กำลังเก่งขึ้นเรื่อยๆ แต่รู้ว่าถ้าอยากโตต้องขึ้นไปเป็นหัวหน้าเท่านั้น เขารู้สึกอย่างไรกับอนาคตของตัวเองในองค์กรนี้ครับ?”

โดย ประคัลภ์ ปัณฑพลังกูร | ที่ปรึกษาด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล | Think People Consulting

9 สัญญาณที่บอกว่างานกำลังเปลี่ยน และ HR ต้องเตรียมตัว

บทความ · HR Management · Future of Work

⬛ HR Insight

9 สัญญาณที่บอกว่างานกำลังเปลี่ยน และ HR ต้องเตรียมตัว

“มีแค่ 1 ใน 50 ขององค์กรที่ลงทุนด้าน AI แล้วได้ผลลัพธ์ที่เปลี่ยนแปลงธุรกิจจริงๆ”


ผู้บริหารหลายคนยังเชื่อมั่นว่า AI จะพาองค์กรไปถึงฝัน แต่ข้อมูลจาก Gartner บอกตรงๆ ว่า มีแค่ 1 ใน 50 ขององค์กรที่ลงทุนด้าน AI แล้วได้ผลลัพธ์ที่เปลี่ยนแปลงธุรกิจจริงๆ และมีแค่ 1 ใน 5 เท่านั้นที่ได้ผลตอบแทนพอวัดได้

ความคาดหวังกับความจริงยังห่างกันมาก และระหว่างที่รออยู่นี่แหละ HR ต้องรับมือกับ 9 เรื่องต่อไปนี้

อ่านเพิ่มเติม “9 สัญญาณที่บอกว่างานกำลังเปลี่ยน และ HR ต้องเตรียมตัว” →

4 ทักษะที่ขาดไม่ได้ ในยุค AI ครองเมือง

สวัสดีครับเพื่อนผู้อ่านทุกท่าน

คุณเคยรู้สึกไหมครับว่า ทุกวันนี้เวลาเปิดอ่านข่าวหรือไถฟีดโซเชียลมีเดีย เรามักจะเจอแต่เรื่องของ AI ที่เก่งขึ้นทุกวัน จนบางครั้งก็แอบกังวลลึกๆ ว่า “แล้วงานที่เราทำอยู่ล่ะ จะโดน AI แย่งไปไหม?”

หลายคนพยายามวิ่งตามเทคโนโลยีด้วยการไปเรียนเขียนโค้ด หรือพยายามใช้เครื่องมือ AI ทุกตัวที่มีในตลาด ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ดีครับ แต่ในความเป็นจริงแล้ว สิ่งที่จะทำให้เราโดดเด่นและเป็นที่ต้องการตัวในยุคที่ AI ครองเมือง ไม่ใช่แค่การใช้เครื่องมือเก่ง แต่คือการมี “ทักษะที่ AI ยังเลียนแบบไม่ได้” ต่างหากครับ

วันนี้ผมเลยอยากชวนคุยเรื่อง 4 ทักษะทองคำ ที่จะช่วยปั้นให้คุณกลายเป็นคนทำงานที่องค์กรไหนๆ ก็อยากได้ตัวในยุคนี้ครับ

🤖
ทักษะที่ 01
การกำกับดูแล AI
AI Orchestration

บทบาทแรกที่เราต้องปรับจูนใหม่คือ การเปลี่ยนตัวเองจาก “คนทำงาน” (Doer) ไปเป็น “ผู้จัดการระบบ” (Orchestrator) ครับ

ลองนึกภาพว่า AI คือลูกน้องที่เก่งมากๆ แต่ยังขาดประสบการณ์ หน้าที่ของเราคือการออกแบบ Workflow และสั่งการ AI Agent หลายๆ ตัวให้ทำงานสอดประสานกัน คนที่มีทักษะนี้จะสามารถสร้างผลลัพธ์ที่รวดเร็วและมีสเกลที่ใหญ่กว่าแรงงานมนุษย์ปกติจะทำได้หลายเท่าตัวเลยครับ

  • เรียนรู้วิธีออกแบบ Workflow ให้ AI Agent ทำงานต่อเนื่องกัน
  • ฝึกเขียน Prompt ที่ชัดเจนและมีประสิทธิภาพ
  • เข้าใจข้อจำกัดของ AI แต่ละตัว เพื่อเลือกใช้ให้ถูกงาน
🧠
ทักษะที่ 02
การคิดเชิงวิพากษ์และตรวจสอบ
Critical Thinking & Verification

แม้ AI จะฉลาดแค่ไหน แต่มันก็ยังมีความผิดพลาด หรือที่เรียกว่า “อาการหลอน” (Hallucination) อยู่ครับ นี่แหละครับคือจุดที่เราต้องเข้ามาอุดช่องโหว่

เราต้องพัฒนาทักษะการตัดสินใจในจุดที่ AI ทำไม่ได้ AI อาจตอบได้เร็ว แต่คนที่รู้จักตั้งคำถามและตรวจสอบข้อมูลก่อนตัดสินใจ คือคนที่องค์กรต้องการครับ

  • Fact-checking: ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลก่อนนำไปใช้จริง
  • Ethics Check: ประเมินว่าสิ่งที่ AI แนะนำมานั้นเหมาะสมหรือไม่
  • Strategic Thinking: มองภาพรวมเชิงกลยุทธ์ที่ต้องใช้บริบทธุรกิจที่ซับซ้อน
❤️
ทักษะที่ 03
ทักษะทางอารมณ์และสังคม
Human-Centric Soft Skills (EQ)

ยิ่งเทคโนโลยีฉลาดขึ้นเท่าไหร่ ความเป็นมนุษย์ก็ยิ่งมีค่ามากขึ้นเท่านั้นครับ ความฉลาดทางอารมณ์ (EQ) จะกลายเป็นทักษะที่ประเมินค่าไม่ได้ในยุคนี้

ลองสังเกตดูสิครับว่า เวลาเรามีปัญหาหนักใจ เรายังคงต้องการคุยกับ “คน” ที่เข้าใจเรา มากกว่าแชทบอทที่ตอบตามสคริปต์

  • การเจรจาต่อรอง ที่ต้องอ่านอารมณ์และบริบทของอีกฝ่าย
  • การสร้างความสัมพันธ์ ที่ลึกซึ้งและยั่งยืน
  • Empathy การเข้าอกเข้าใจผู้อื่นอย่างแท้จริง
  • การโน้มน้าวใจ ที่มาจากความไว้วางใจและความน่าเชื่อถือ
🔄
ทักษะที่ 04
ความยืดหยุ่นและการเรียนรู้ต่อเนื่อง
Adaptability & Continuous Learning

ข้อนี้สำคัญที่สุดเลยครับ ในยุค Agentic AI เครื่องมือและวิธีการทำงานจะเปลี่ยนแปลงแบบก้าวกระโดดทุกๆ 3–6 เดือน สิ่งที่เราเคยรู้เมื่อปีที่แล้ว อาจจะใช้ไม่ได้เลยในปีนี้

เราต้องปรับจูน Mindset ให้พร้อมที่จะมองการเปลี่ยนแปลงเป็น โอกาส ไม่ใช่ภัยคุกคาม คนที่ยึดติดกับวิธีการเดิมๆ จะถูกทิ้งไว้ข้างหลังอย่างรวดเร็วครับ

  • Unlearn: กล้า “ละทิ้งทักษะเดิม” ที่ไม่ได้ผลแล้ว
  • Relearn: พร้อม “เรียนรู้สิ่งใหม่” อยู่ตลอดเวลา
  • มองทุกการเปลี่ยนแปลงเป็นโอกาสในการพัฒนาตัวเอง
“The illiterate of the 21st century will not be those who cannot read and write, but those who cannot learn, unlearn, and relearn.” — Alvin Toffler, นักอนาคตวิทยาชื่อดัง
💡 บทสรุป

การมาถึงของ AI ไม่ใช่จุดจบของคนทำงานครับ แต่มันคือ “จุดเริ่มต้น” ของการทำงานรูปแบบใหม่ ถ้าเราสามารถผสมผสานการใช้ AI เข้ากับ 4 ทักษะทองคำนี้ได้ เราจะไม่ใช่แค่คนที่อยู่รอดในยุค AI แต่เราจะเป็นคนที่ “เติบโต” และเป็นที่ต้องการตัวอย่างมากในตลาดแรงงานครับ

ลองสำรวจตัวเองดูนะครับว่า ใน 4 ทักษะนี้ เรามีจุดแข็งตรงไหน และมีจุดไหนที่ต้องพัฒนาเพิ่ม แล้วเริ่มลงมือทำตั้งแต่วันนี้เลยครับ

เป็นกำลังใจให้ทุกคนครับ! 🙏

บลอกที่ WordPress.com .

ขึ้น ↑