ค่าจ้างเงินเดือน ควรบริหารโดยใคร

วันนี้ขอแตะประเด็นการบริหารค่าจ้างเงินเดือนพนักงานของบริษัท ว่าควรจะให้ใครบริหารค่าจ้างเงินเดือน ระหว่าง ฝ่ายบุคคล หรือ ผู้จัดการฝ่ายต่างๆ ให้เขาไปบริหารกันเองดี ประเด็นนี้ผมได้รับข้อถกเถียงจากผู้จัดการตามสายงานของบริษัทหนึ่ง ซึ่งสอบถามมาว่า ทำไมไม่ให้แต่ละหน่วยงานบริหารค่าจ้างพนักงานกันเอง เพราะเขาถือว่าเขาเป็นผู้บริหารของหน่วยงาน ดังนั้นเขาน่าจะบริหารทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับพนักงานที่สังกัดหน่วยงานของเขา

ไม่ทราบว่าท่านผู้อ่านคิดอย่างไรครับ

ประเด็นสาเหตุของความขัดแย้งระหว่างฝ่ายบุคคลกับผู้จัดการสายงานรายนี้ก็คือ ผู้จัดการสายงานต้องการว่าจ้างพนักงานใหม่ และทุกครั้งที่มีการว่าจ้างพนักงานใหม่นั้น พอผู้จัดการคนนี้สัมภาษณ์เสร็จปุ๊ป ถ้าพอใจผู้สมัครเขาก็จะทำการตกลงเงินเดือนกับผู้สมัครคนนั้นเลย โดยไม่หารือ กับฝ่ายบุคคล และไม่พิจารณาโครงสร้างเงินเดือน และอัตราเงินเดือนของพนักงานที่ทำงานอยู่ในปัจจุบันด้วยซ้ำไป

ซึ่งผลของการทำแบบที่กล่าวมา ปัญหาก็คือ เมื่อพนักงานมาคุยกันเอง ก็รู้เงินเดือนของกันและกัน ปัญหาก็เลยเกิดขึ้นว่า ทำไมคนใหม่ที่เข้ามายังไม่รู้เรื่องอะไร ผลงานก็ยังไม่ได้สร้างเลย แต่ได้เงินเดือนสูงกว่าพนักงานเก่าที่ทำงานและสร้างผลงานมาก่อนอีก ซึ่งปัญหานี้ ผู้จัดการคนนี้ก็ตอบกลับมาว่า “อันนี้ต้องไปปรึกษาฝ่ายบุคคลเอาเอง ไม่ใช่หน้าที่ของผม” ซะงั้น!!!

ปัญหาเกิดที่ตัวผู้จัดการคนนี้เป็นคนเริ่มต้นโดยการกำหนดอัตราเงินเดือนพนักงานด้วยตนเอง แต่ฝ่ายบุคคลก็ผิดที่ยอมให้เข้ามาด้วยเงินเดือนนั้นๆ ทั้งๆ ที่รู้ว่าอาจจะเกิดปัญหาตามมาในอนาคต แต่ก็อย่างว่า อำนาจสู้ไม่ได้ เพราะผู้จัดการคนนี้วิ่งเข้าหาผู้บริหารระดับสูงเพื่อของอนุมัติเลย

ปัญหาเรื่องการบริหารค่าจ้างเงินเดือนในกรณีแบบนี้ ไม่ควรจะเกิดขึ้นในองค์กรเพราะทำให้เกิดความระส่ำระส่ายของพนักงาน พนักงานเองจะรู้สึกว่าบริษัทไม่เป็นธรรมในการจ่ายค่าจ้างเงินเดือน ดังนั้นถ้าจะให้ดี เรื่องของการบริหารค่าจ้างเงินเดือนนั้น ควรจะบริหารดังต่อไปนี้ครับ

  • ฝ่ายบุคคลเป็นผู้กำหนดอัตราแรกจ้างตามวุฒิการศึกษา และกำหนดอัตราโครงสร้างเงินเดือนของบริษัททั้งหมดในภาพรวม โดยมีผู้บริหารระดับสูงเป็นผู้อนุมัติให้ใช้ เมื่อมีโครงสร้างเงินเดือนแล้ว จะต้องบริหารตามโครงสร้างที่กำหนดไว้อย่างเคร่งครัด
  • ผู้จัดการตามสายงานจะไม่มีอำนาจในการกำหนดอัตราเงินเดือนให้พนักงานด้วยตนเอง ถ้าสัมภาษณ์แล้วชอบใจผู้สมัคร อาจจะพูดคุยเรื่องของอัตราเงินเดือนได้ แต่สุดท้ายจะให้เท่าไหร่นั้น จะต้องให้ฝ่ายบุคคลเป็นผู้พิจารณากำหนดอัตรา เพื่อไม่ให้เกิดปัญหากับคนในด้วย ประเภทคนใหม่ได้รับเงินเดือนมากกว่าคนเก่าที่มีฝีมือดีๆ
  • ผู้บริหารระดับสูงสุดเองก็ต้องเดินตามนโยบายที่ตนเป็นผู้อนุมัติเอง ไม่ใช่พอผู้จัดการฝ่ายเข้ามาขอให้ให้เงินเดือนตามที่เขาขอ โดยข้ามฝ่ายบุคคล แล้วผู้บริหารก็ตัดสินใจเลย แบบนี้จะสร้างปัญหามากกว่า ดังนั้นถ้าเกิดกรณีแบบนี้ขึ้น ผู้บริหารระดับสูงจะต้องชี้แจงให้ไปหารือกับทางฝ่ายบุคคล เพื่อให้เป็นไปตามนโยบายหลักของบริษัท จะได้ไม่เกิดปัญหา ไม่งั้นคราวหน้าผู้จัดการฝ่ายทุกคนก็จะเดินหน้าเข้าหาผู้บริหารระดับสูงเพื่อขออนุมัติเงินเดือนพนักงานกันเองเลย ซึ่งรังแต่จะสร้างปัญหาในการบริหารค่าจ้างเงินเดือนในระยะยาว เพราะไม่มีมาตรฐานกำหนดไว้
  • ฝ่ายบุคคลเองก็ต้องทำหน้าที่ในการปรับปรุงข้อมูลเรื่องค่าจ้างเงินเดือนให้ทันสมัยที่สุด ว่าอัตราที่เราใช้อยู่นั้นยังสามารถว่าจ้างพนักงานได้หรือไม่ ไม่ใช่มั่นใจในอัตราของตนเองมาก โดยไม่ได้พิจารณาอัตราของตลาดเลย และยังคงคิดว่าเราจ่ายได้ดีอยู่ ทั้งๆ ที่ตลาดขยับแซงหน้าไปนานแล้ว ถ้าเป็นแบบนี้ผู้จัดการฝ่ายเองก็จะไม่เชื่อถือในฝ่ายบุคคล เพราะอัตราที่กำหนดไม่สามารถที่จะดึงดูดพนักงานใหม่ได้เลย ก็เลยเป็นสาเหตุที่ทำให้ผู้จัดการฝ่ายอยากกำหนดเงินเดือนเอง
  • ส่วนเรื่องของการขึ้นเงินเดือนตามผลงานนั้น โดยหลักการแล้ว ฝ่ายบุคคลจะผู้คำนวณอัตราการขึ้นเงินเดือนโดยใช้งบประมาณที่ได้รับอนุมัติจากฝ่ายบริหาร ส่วนคนที่จะต้องทำหน้าที่ขึ้นเงินเดือนให้พนักงานก็คือ บรรดาผู้จัดการฝ่ายต่างๆ โดยแต่ละฝ่ายจะได้รับงบประมาณตามสัดส่วนที่กำหนดไว้ และให้นำงบประมาณก้อนนี้ไปขึ้นเงินเดือนตามผลงานให้กับพนักงานในฝ่ายตามผลงานที่แต่ละคนทำได้ ซึ่งจะทำให้ผู้จัดการแต่ละคนจะต้องทำหน้าที่ในการให้คุณให้โทษพนักงานไปในตัว ผู้จัดการคนใด ที่บอกว่าพนักงานของคนเองนั้น A หมดฝ่าย ก็คงต้องให้ทุกคนเท่ากันเพราะทั้งฝ่ายมีงบประมาณกำหนดไว้ และในการให้ทุกคนเท่ากันก็แปลว่าทุกคได้แค่ C เท่านั้น ไม่ใช่ A ผลก็คือผู้จัดการฝ่ายจะต้องพิจารณาผลงานพนักงานอย่างรัดกุม เพราะพนักงานจะถามแน่ๆ ว่าทำไมถึงได้เท่านี้ และถ้าผู้จัดการฝ่ายไม่มีคำตอบที่ดีให้ ความน่าเชื่อถือในการบริหารคนของเขาก็จะลดน้อยลงไปด้วย

ดังนั้นการที่เราจะบริหารค่าจ้างเงินเดือนของบริษัทให้ได้ผลดีนั้น ฝ่ายบุคคลจะต้องร่วมกับผู้จัดการฝ่ายทำความเข้าใจหลักการและวิธีการบริหารค่าจ้างเงินเดือนทั้งหมดของบริษัท และรับทราบอำนาจหน้าที่ของตนเองในการบริหารค่าจ้างเงินเดือนให้ชัดเจน ว่าอะไรทำได้ อะไรทำเองไม่ได้ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาตามมาในอนาคตครับ

5 ความคิดเกี่ยวกับ "ค่าจ้างเงินเดือน ควรบริหารโดยใคร"

Add yours

  1. ผู้จัดการสายงานรายนี้สมควรถูกประเมินผลได้เกรดต่ำเพื่อนำค่าตอบแทนที่จะต้องจ่ายเป็นโบนัสตามผลงานให้ผจก.รายนี้ ไว้จ่ายชดเชยค่าใช้จ่ายเงินเดือนพนักงานที่เพิ่มขึ้นมาจากผลการกระทำของเขา โทษฐานที่ทำโครงสร้างเงินเดือนเสียหาย ถ้าคุณอยากจ้างคนอื่่นมาแพง คุณก็จะต้องเสียผลประโยชน์ของตัวเองบ้างเป็นการรับผิดชอบการกระทำของตนเอง ถือเป็นการลงโทษทางอ้อม เพื่อให้รู้ตัวว่าคราวหน้าอย่าคิดถึงแค่งานตัวเอง ให้มองผลกระทบในภาพรวมของฝ่ายอื่นในองค์กรบ้าง

  2. คำอธิบายน่าสนใจมากครับ…สถานการณ์ช่วงการเปลี่ยนแปลงของปัญหานี้ สู่ HR solution ก็เป็นเรื่องที่ HR หลายคนกำลังเผชิญอยู่เช่นกันครับ..(ขอบคุณครับ สำหรับเนื้อหาที่ดีเยี่ยมเช่นนี้ ได้อ่านจับประเด็นสั้นๆ )

    1. คงต้องทำความเข้าใจระบบบริหารค่าจ้างเงินเดือนในภาพรวมด้วยครับ ว่าอะไรที่ผู้จัดการตัดสินใจได้เอง หรืออะไรที่ต้องใช้นโยบายหรือหลักการในภาพรวม เพื่อไม่ให้เกิดความเหลื่อมล้ำในเรื่องของค่าจ้างเงินเดือนด้วยครับ

  3. ส่วนตัวคิดว่าเรื่องนี้ละเอียดอ่อนนะคะ เพราะคนที่จะตัดสินเรื่องนี้ได้จะต้องมี know-how ในการทำ offer เพราะถ้าใส่ตัวเลขผิดหรือไม่ครบในการbenchmark ที่เก่ากับที่ใหม่ เงินเดือนที่เสนอให้ก็จะผิด นอกจากนั้นยังต้องมีใจเป็นธรรมในการพิจารณาเพื่อ internal equity ด้วยค่ะอีกอย่างหนึ่ง มากคนก็มากความ ตัวเองเลยคิดว่าให้อยู่กับhr น่าจะดีกว่าค่ะ แต่เราต้องท้วงติงให้มากที่สุด เคยมีกรณีที่สังกัดอยากรับคนๆหนึ่งแต่ตัวเองไม่เห็นด้วยก็เขียนลงใบประเมินสัมภาษณ์ชัดเจนค่ะว่า hr.ไม่เห็นสมควร เมื่อรับแล้วเขาอยู่ไม่ถึงเดือน ก็เป็นกรณีตัวอย่างให้เห็น hr คงทำดีที่สุดคือใช้ประสบการณ์ความรู้ในการท้วงติง+ใจที่ต้องอคติน้อยที่สุด แต่ถ้ายังฉุดกันไปทางที่ถูกไม่ได้ ก็คงต้องปล่อยให้เห็นโรงศพ(จึงจะหลั่งน้ำตา) กันเองค่ะ

ส่งความเห็นที่ prakal ยกเลิกการตอบ

บลอกที่ WordPress.com .

ขึ้น ↑