ต้นปีหน้า ขึ้นเงินเดือนกันเท่าไรดี

หลังจากที่ผมได้เขียนบทความเกี่ยวกับแนวโน้มการขึ้นเงินเดือนของปีที่จะถึงนี้ ซึ่งเป็นผลมาจากผลการสำรวจค่าจ้างเงินเดือนของ PMAT ตามลิงค์นี้ http://wp.me/pBmlU-Fg ก็มีผู้อ่านหลายคนสอบถามมาอีกว่า ควรจะขึ้นเงินเดือนกันเท่าไรดี กี่เปอร์เซ็นต์ มีผลกระทบอะไรบ้างที่เราต้องพึงระวัง

โดยทั่วไปแล้วเรื่องของการพิจารณาอัตราการขึ้นเงินเดือนประจำปีนั้น เรามักจะพิจารณาจากปัจจัย 2 – 3ตัว คือ

  • อัตราดัชนีราคาผู้บริโภค หรือ CPI เพื่อดูว่าของแพงขึ้นสักเท่าไหร่ (ตัวนี้เป็นตัวเดียวกับอัตราเงินเฟ้อ) ซึ่งในปีนี้เท่าที่ผมตรวจสอบข้อมูลจากทางธนาคารแห่งประเทศไทย เขากำหนดอัตราเป้าหมายไว้ที่ไม่เกิน 3% ในปลายปีนี้ แต่ตัวเลขในเดือนตุลาคมล่าสุดที่ออกมาอยู่ที่ 4.19% แล้ว ซึ่งอาจจะเป็นผลมาจากอุทกภัย ซึ่งทำให้มีสินค้าเกษตรบางอย่างที่ขาดแคลนและทำให้ราคาแพงขึ้น แม้ว่ารัฐบาลอาจจะเข้ามาประกันราคาอยู่บ้าง แต่ก็ยังส่งผลกระทบต่อดัชนีในภาพรวมอยู่บ้าง ถ้าให้ผมเดา ปลายปีนี้ดัชนีราคาผู้บริโภคน่าจะอยู่ที่ 4 – 4.5% เพราะนี่ก็เหลือประมาณ 2 เดือนจะถึงปลายปี
  • ปัจจัยตัวที่ 2 ที่จะต้องพิจารณาก็คือ อัตราแนวโน้มการขึ้นเงินเดือนของตลาดแรงงานในกลุ่มอุตสาหกรรมที่ใกล้เคียงกับเรา การที่จะมีข้อมูลตรงนี้ได้นั้น เราจะต้องไปเข้าร่วมผลการสำรวจค่าจ้างเงินเดือนกับสถาบันต่างๆ ที่เขาเปิดทำตรงนี้ เพื่อให้ได้ข้อมูลในอดีตอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเราจะสามารถนำข้อมูลอดีตนี้มาพยากรณ์ว่าในปีถัดไปน่าจะขึ้นอยู่ที่ประมาณไหน ซึ่งในปีล่าสุดผลการสำรวจอัตราการขึ้นเงินเดือนอยู่ที่ประมาณ 5.5%
  • ปัจจัยตัวที่ 3 ก็คือ ความสามารถในการจ่ายของบริษัทเราเอง เราคงต้องพิจารณาถึงภาระที่บริษัทเราจะต้องแบกรับในปีถัดไปว่า งบประมาณเรื่องของเงินเดือนพนักงานนั้น เราจะสามารถขึ้นได้สักเท่าไร ปัจจัยตัวนี้ผมคิดว่า ปีนี้มีผลมากเลยครับ เนื่องจากสถานการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้นทำให้ธุรกิจหยุดชะงักกันอย่างต่อเนื่องเป็นลูกโซ่กันเลยทีเดียว เรียกได้ว่าในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ เศรษฐกิจเราหยุดนิ่งไปเลย (บางคนมองว่าถอยหลังด้วยซ้ำไป)

จากปัจจัย 3 ตัวข้างต้น ถ้าเรายึดตามตัวเลขที่ได้มา เช่น อัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ 4.5% อัตราการขึ้นเงินเดือนเฉลี่ยที่ได้จากผลการสำรวจอยู่ที่ 5.5% แล้วเราก็เสนอผู้บริหารว่าปีนี้น่าจะขึ้นเงินเดือนที่ 5.5% ตามตลาด ถ้าเราใช้อัตรานี้จริงๆ แปลว่าเราขึ้นเงินเดือนให้พนักงานแค่เพียง 1% เท่านั้นที่เป็นการตอบแทนผลงาน นอกนั้นเป็นการตอบแทนราคาสินค้าที่สูงขึ้นเท่านั้น

ดังนั้นในบางบริษัทที่มีความสามารถในการจ่ายมากกว่าบริษัทอื่น ก็อาจจะสามารถกำหนดอัตราการขึ้นเงินเดือนที่มากกว่า 5.5% ได้ เพื่อที่จะได้เป็นการตอบแทนผลงานของพนักงานได้อย่างเห็นชัดเจน แต่อย่างไรก็ดีแนวโน้มอัตราการขึ้นเงินเดือนในอนาคตนั้น ไม่สูงขึ้นกว่านี้อีกแน่นอน โดยทั่วไปก็จะเอาอัตราเงินเฟ้อบวกไปอีก 1-2% ประมาณนั้น (ในช่วงเศรษฐกิจปกตินะครับ)

แต่ในปีหน้าหลายบริษัทกำลังกังวลในเรื่องของการปรับอัตราแรกจ้าง 300 บาทอยู่มาก เพราะจะเป็นการเพิ่มต้นทุนทางด้านค่าจ้างพนักงาน เท่ากับว่า ถ้าเราขึ้นเงินเดือนปลายปีนี้มาก เมษายนปีนี้ เราก็จะต้องมีการปรับฐานกันใหม่อีกครั้ง ซึ่งจะส่งผลต่องบประมาณของบริษัทอีก ดังนั้นในการทำงบประมาณเรื่องของค่าจ้างเงินเดือนในปีถัดไปนั้น นอกจากอัตราการขึ้นเงินเดือนตอนต้นปีแล้ว ก็ต้องอย่าลืมผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำด้วย

บางบริษัทบอกผมเลยว่า ปลายปีนี้จะปรับเท่ากับอัตราเงินเฟ้อเท่านั้น แล้วรอปรับผลกระทบจากอัตราค่าจ้างขั้นต่ำอีกทีหนึ่งในเดือนเมษายนปี 2555

มีอีกหลายบริษัทก็บอกว่า ขอไปขึ้นเงินเดือนทีเดียวพร้อมกันตอนเมษายนปีหน้าเลย เพื่อที่จะได้ไม่ต้องปรับหลายที

HR ก็คงต้องสามารถให้คำตอบ และแนวทางในการบริหารการขึ้นเงินเดือนแก่ผู้บริหารของตนเอง เพื่อทำให้การบริหารค่าจ้างของบริษัทตนเองเกิดประสิทธิภาพมากที่สุด

4 ความคิดเกี่ยวกับ "ต้นปีหน้า ขึ้นเงินเดือนกันเท่าไรดี"

Add yours

  1. ขอสูตรคำนวณการปรับค่าจ้าง เปอร์เซนต์การปรับตามอายุงานด้วยค่ะ เช่น พนง.ฝ่ายผลิตทำงานมา15 ปี เงินเดือน 11000 บริหารทำงานมา 12 ปี เงินเดือน 14000 จะต้องตั้งไว้กี่เปอร์เซนต์ คิดไม่ออกว่าจะแยกอย่างไรเพราะแต่ละคนอายุงาน ค่อนข้างเยอะ แต่จบไม่สูง ขอบพระคุณมากค่ะ

ส่งความเห็นที่ prakal ยกเลิกการตอบ

บลอกที่ WordPress.com .

ขึ้น ↑