งานทุกอย่างต้องคิดเป็นเงินด้วยหรือ

จากการที่ได้เข้าไปสัมผัสกับหลายองค์กรในเรื่องของระบบค่าจ้างเงินเดือน ระบบการจ่ายค่าตอบแทนตามผลงานในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการขึ้นเงินเดือนตามผลงาน การให้โบนัสตามผลงาน เรื่องของเงินค่าตอบแทนนี้มันเป็นเพียงส่วนประกอบเล็กๆ อันหนึ่งในองค์ประกอบใหญ่เรื่องของการบริหารบุคคลเท่านั้น การบริหารบุคคลให้ได้ดี ไม่ใช่จบแค่เพียงเรื่องของค่าจ้างเงินเดือนนะครับ ยังต้องประกอบไปด้วยเรื่องอื่นๆ ด้วย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการพัฒนาพนักงาน การพิจารณาผลงานพนักงาน การวางแผนเรื่องของ Career ให้กับพนักงาน เพื่อให้เขาเติบโตได้ในองค์กร

ผมเคยเห็นบางองค์กรเขาเน้นมากในเรื่องของค่าตอบแทน จนทำให้พนักงานเองมองเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญมาก โดยที่คิดกับบริษัททุกบาททุกสตางค์จริงๆ ไม่ว่านายจะมอบหมายงานอะไรให้มากขึ้น พนักงานจะไม่สนใจว่างานที่มอบหมายให้นั้น จะมีส่วนทำให้เขาเก่งขึ้น และมีโอกาสที่จะเติบโตในองค์กรมากกว่าคนอื่น แต่สิ่งที่พนักงานมองก็คือ ทำมากแล้วบริษัทจะต้องจ่ายเงินเดือนให้เขามากขึ้นด้วย เพราะเงินเดือนที่ได้รับนั้นมันเพื่อทำงานเพียงเท่านี้ ถ้ามีงานเพิ่มเติมมากขึ้น ก็ต้องเพิ่มเงินเดือนในส่วนงานที่เพิ่มมากขึ้นด้วย เล่นแบบว่าคิดเทียบบัญญัติไตรยางค์กันเลยทีเดียว

ถ้าพนักงานทุกคนในองค์กรคิดแบบนี้ทั้งหมด ผมว่าองค์กรนั้นคงอยู่ได้ไม่นานครับ ดังนั้นผู้บริหารจะต้องไม่ไปเน้นมากในเรื่องของค่าตอบแทน คิดซะว่าเรื่องนี้เป็นส่วนหนึ่งของการบริหารบุคคล และบริหารให้อยู่ในอัตราที่สามารถแข่งขันได้กับตลาดที่เรากำลังแข่งด้วย จากนั้นก็ให้เชื่อมระบบอื่นเข้ากับการบริหารบุคคล เช่น ระบบการพัฒนาพนักงาน การสร้าง Career path ให้กับพนักงาน เพื่อให้เขาเห็นว่า เขาสามารถที่จะเติบโตได้ในองค์กร เมื่อเติบโตไปตามสายอาชีพแล้ว ทำงานยากขึ้น รับผิดชอบมากขึ้น ค่าตอบแทนก็สูงขึ้นไปด้วยตามลำดับ

สิ่งที่สำคัญอีกประเด็นก็คือ ควรเชื่อมระบบค่าตอบแทนกับเรื่องของผลงานให้ดี เพราะปัจจุบันแนวโน้มของการบริหารค่าตอบแทนมุ่งเน้นไปทางด้านการสร้างผลงานของพนักงาน กล่าวคือ ค่าตอบแทนที่จะให้นั้น ให้เนื่องจากพนักงานทำผลงานให้กับองค์กรได้ดี ไม่ว่าจะด้านผลลัพท์ที่ออกมา หรือด้านที่เขาสามารถเป็นตัวอย่างที่ดีในด้านพฤติกรรมการทำงาน ซึ่งส่งผลทำให้องค์กรไปในทางที่ดีด้วย

ในอดีตเราอาจจะให้ค่าจ้างแก่พนักงานเพิ่มเติม ถ้าพนักงานคนนั้นเรียกร้อง และขู่ว่าจะลาออกจากองค์กร นายจ้างก็ไม่สามารถทำอะไรได้ ก็ต้องเพิ่มค่าจ้างให้เขาไป จากนั้นคนอื่นก็จะใช้เหตุผลเดียวกันมาอ้างกับนายจ้าง เพื่อขอค่าจ้างเพิ่มอีกเช่นกัน ถ้าองค์กรของท่านเป็นแบบนี้ ท่านกำลังมีปัญหาในเรื่องของระบบการจ่ายค่าจ้าง แต่เชื่อหรือไม่ครับว่า พอแก้ไขระบบค่าจ้างให้ดีแล้ว ก็ไม่ได้แก้ปัญหาดังกล่าวเลยครับ สิ่งที่จะต้องทำควบคู่กันไปก็คือ การสร้างระบบการพัฒนาพนักงานให้มีตัวตายตัวแทนเกิดขึ้น มีการให้ความรู้แก่พนักงานคนอื่น เพื่อไม่ให้ความรู้อยู่ที่คนๆ เดียว และทำให้องค์กรมีปัญหาทันทีเมื่อพนักงานคนนั้นลาออกไป หรือพนักงานคนนั้นจะอ้างสิ่งเหล่านี้มาเป็นข้อต่อรองเรื่องของค่าจ้างกับองค์กร ซึ่งผมไม่ค่อยเห็นด้วยเท่าไร

การที่บริษัทจะบริหารทรัพยากรบุคคลได้ดีนั้น จะต้องสร้างระบบค่าตอบแทนทั้งที่เป็นตัวเงิน และไม่เป็นตัวเงินให้ชัดเจน และสื่อสารให้กับพนักงานรับทราบถึงวิธีการในการบริหารอย่างชัดเจนด้วย มิฉะนั้นแล้วพนักงานจะมองทุกอย่างเป็นเงิน และจะไม่ทำงานถ้าไม่ได้เงิน หรือเอาเรื่องเงินมาเป็นข้อต่อรองกับนายจ้างมากเกินไป ทั้งๆ ที่บางทีตัวพนักงานเองก็ไม่ได้สร้างมูลค่าเพิ่มอะไรให้กับองค์กรอย่างชัดเจนด้วยซ้ำ

ที่เขียนมาไม่ได้แปลว่าเงินไม่สำคัญนะครับ เพียงแต่ต้องสร้างความสมดุลให้เกิดขึ้นระหว่างค่าตอบแทนที่เป็นเงิน และไม่ใช่เงิน เพื่อให้พนักงานเห็นถึงคุณค่าของสิ่งต่างๆ ที่เขาทำ ว่าบริษัทตอบแทนให้ทุกด้าน และบริษัทไม่ได้เอาเปรียบเขาเลย

เพราะเรื่องเงินนั้น แม้ว่าบริษัทจะให้มากแล้ว แต่พนักงานก็ยังรู้สึกไม่พอหรอกครับ (ผมก็เป็นพนักงานคนหนึ่งนะครับ ฮา…)

4 ความคิดเกี่ยวกับ "งานทุกอย่างต้องคิดเป็นเงินด้วยหรือ"

Add yours

  1. เงินเป็นหนึ่งใน hygiene factors

    ซึ่งก็คือปัจจัยที่ถ้าขาดหายไป จะนำความไม่พอใจมาสู่ตัวพนักงานนั้นๆ
    แต่ไม่จำเป็นว่าเมื่อเพิ่มเงินให้แล้ว จะช่วยกระตุ้นจูงใจให้อยากทำงานมากขึ้นเสมอไป

    ผมเคยขึ้นเงินเดือนให้พนักงานบางคนที่ยื่นใบลาออก เพราะมีบริษัทอื่นมาเสนอเงินเดือนที่มากกว่า

    เป็นเพราะผมเห็นด้วยว่าฐานเงินเดือนของคนๆนั้นในขณะนั้นต่ำไปจริงๆ เมื่อเปรียบเทียบกับอุตสาหกรรม

    ถ้าจะมีคนอื่นๆเลียนแบบ ยื่นใบลาออกเพื่อให้ผมขึ้นเงินเดือนอย่างนั้นบ้าง ผมก็ยินดี

    เพราะบางครั้ง ผมก็ถือโอกาสนั้น อนุมัติใบลาออกให้ทันทีเลย เพราะคิดอยู่นานแล้วว่า คนๆนั้นทำงานไม่คุ้มเงินเดือน

    เรื่องอย่างนี้ เป็นความสามารถตัว (ผู้ชม) ไม่ควรเลียนแบบ (ฮา)

  2. ถ้าจิงๆแล้วตอนนี้ เราไม่ได้มีปัญหา่เรื่องเงิน…แต่เกิดจากความน้อยเนื้อต่ำใจบางเรื่อง..จึงได้ ลองไปสมัครงานที่อื่น ..ปรากฏว่าได้ …และให้เงินกว่า เยอะที่เดียว ..

    แต่ถ้าคำนวณแล้ว เงินที่เพิ่มขึ้นก็มีความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นด้วย

    กับอีกอันนึง ที่เก่า ผลการประเมินที่ผ่านมา เราดีเยี่ยมที่เดียวเพียงแต่รอบการปรับเิงินเป็นช่วงกลางปี ดังนั้นตอนนี้เลยไม่มีใครบอกได้ว่าเิงินเดือนจะขึ้นกี่% คือหลังจากขึ้นแล้ว gap ที่ต่างกัน อาจจะไม่มากเท่าไหร่

    อีกใจก้เกรงว่าถ้าเราไม่เลือก จะเป็นการเสียโอกาสไหม ….

    ตัดสินใจไม่ได้ …ไม่รู้ว่าจะเดินเข้าไปถามนายที่เก่าเลยดีไหม ว่าคิดยังไงกับเรา เราอยู่ต่อจะมีอนาคตที่นี่ไหม …(คือโดยรวม แล้ว ที่เก่า ดีทุกอย่างเลย เสียแค่ การขึ้นเงิน ค่อนข้างน้อยมากถึงมากทีเดียว)… คือ ไม่แน่ใจว่า การเดินเข้าไปคุยกับนายจะทำให้เขาเห็นว่่าเราไม่ดีหรือเปล่า….

    ควรจะทำอย่างไรดี

    1. จริงๆ แล้วการสอบถามนายถึงอนาคตของตนเองนั้นเป็นสิทธิของเราอยู่แล้วนะครับ เราจะได้ทราบว่า เส้นทางความก้าวหน้าของเราในบริษัทเป็นอย่างไร เพราะผมเองก็ไม่เชื่อเรื่องเงินเพียงอย่างเดียวเช่นกันครับ
      ถ้าบริษัทมีเพื่อนร่วมงานที่ดี นายดี และสำคัญ อยู่แล้วรู้สึกว่าเรามีความสำคัญต่อบริษัทด้วย และมีความก้าวหน้าในหน้าที่การงานด้วย แบบนี้ผมเองก็ไม่อยากไปไหนหรอกครับ แม้ว่าจะขึ้นเงินเดือนไม่เยอะก็ตาม
      จริงๆ การที่ขึ้นเงินเดือนไม่เยอะนั้น ก็ต้องดูที่ผลประกอบการของบริษัทด้วยนะครับว่าเป็นอย่างไร องค์กรเน้นไปที่การให้โบนัสมากกว่าการขึ้นเงินเดือนหรือเปล่า เพราะในปัจจุบันนั้น หลายองค์กรเน้นให้พนักงานสร้างผลงาน
      ก็เลยเอาผลงานไปผูกกับเรื่องของโบนัส เพราะเป็นเรื่องผลงานปีต่อปี แต่เงินเดือนนั้นจะต้องไปผูกกับผลงานระยะยาว เพราะพนักงานจะอยู่กับเรานานมาก ถ้าขึ้นเยอะๆ ก็จะเป็นภาระกับบริษัทในระยะยาวด้วยครับ

      ผลก็คือนายจ้างมักจะให้รางวัลในเรื่องของโบนัสมากหน่อย ถ้าปีนี้มีกำไรมากหน่อย ปีหน้ากำไรน้อยก็ให้โบนัสน้อยหน่อย ส่วนเงินเดือนก็ขึ้นให้ตามศักยภาพของพนักงานมากกว่า คือ พนักงานคนไหนที่สามารถฝากอนาคตของ
      บริษัทไว้กับเขาได้ คนนั้นแหละครับ ที่จะได้การขึ้นเงินเดือนเยอะหน่อย นอกนั้นก็จะขึ้นใกล้ๆ กับอัตราค่าครองชีพของตลาดบวกอีกประมาณ 2-3% ครับ

  3. ผมว่ามันขึ้นอยู่กับความพอใจของคนที่ทำงานนะครับ ว่างานไหนเขาอยากได้ งานไหนเขาไม่อยากได้ ก็ประมาณว่างานที่ไม่เอาเงินก็คงจะเป็นงานเอาบุญนั่นแหละครับ

ใส่ความเห็น

บลอกที่ WordPress.com .

ขึ้น ↑