สองวันมาแล้วที่ผมได้เขียนถึงเรื่องของโครงสร้างเงินเดือนในสองรูปแบบ ก็คือ แบบจ่ายอัตราเดียว และแบบที่สองก็คือ โครงสร้างเงินเดือนแบบขั้นเงินเดือน ส่วนในวันนี้จะมาต่อรูปแบบของโครงสร้างเงินเดือนในรูปแบบที่ 3 ซึ่งเป็นโครงสร้างเงินเดือนที่ได้รับความนิยมสูงสุดในธุรกิจทั่วๆ ไป ที่มีเชื่อเรียกกันทั่วๆ ไปว่า โครงสร้างเงินเดือนแบบช่วง หรือ Range Structure
รูปแบบโครงสร้างเงินเดือนแบบช่วงนี้ จะมีการกำหนดอัตราช่วงเงินเดือนในแต่ละระดับงานตามค่างานออกมาอย่างชัดเจน และกำหนดตัวเลขหลักอยู่ 3 ตัว ก็คือ อัตราต่ำสุด ค่ากลาง และอัตราสูงสุด (Minimum, Mid-point, Maximum) โดยที่อัตราค่ากลางของแต่ละกระบอกเงินเดือนจะถือเป็นราคาตลาด ซึ่งเป็นจุดที่เรียกได้ว่าเป็นเป้าหมายการจ่ายของระดับงานนั้นๆ
ลองมาดูหน้าตาตัวอย่างของโครงสร้างเงินเดือนแบบช่วงกันนะครับ ตามตารางข้างล่างนี้ครับ
| ระดับงาน | โครงสร้างเงินเดือน | ||
| ต่ำสุด | ค่ากลาง | สูงสุด | |
| 12 | 90,100 | 135,150 | 180,200 |
| 11 | 67,200 | 100,750 | 134,300 |
| 10 | 50,100 | 75,100 | 100,100 |
| 9 | 37,300 | 55,950 | 74,600 |
| 8 | 27,800 | 41,700 | 55,600 |
| 7 | 20,700 | 31,100 | 41,500 |
| 6 | 15,400 | 23,150 | 30,900 |
| 5 | 11,500 | 17,250 | 23,000 |
| 4 | 8,600 | 12,900 | 17,200 |
| 3 | 6,400 | 9,600 | 12,800 |
| 2 | 4,800 | 7,150 | 9,500 |
| 1 | 4,290 | 5,350 | 7,100 |
ตารางข้างบนนี้เป็นตัวอย่างโครงสร้างเงินเดือนแบบช่วง เป็นตัวอย่างจริงๆ นะครับ อย่านำตัวเลขในตารางไปใช้เด็ดขาดนะครับ เพราะเป็นตัวเลขสมมุติขึ้นทั้งสิ้นครับ
หน้าตาของโครงสร้างเงินเดือนแบบนี้ จะมีความยืดหยุ่นในการตอบแทนผลงานพนักงานมากกว่าแบบขั้น เพราะไม่มีการกำหนดขั้นเงินเดือนแบบตายตัว แต่จะเปิดช่วงว่างๆ ไว้ ในแต่ละระดับงาน พนักงานทำงานอยู่ในระดับงานใด ถ้ามีเงินเดือนอยู่ในช่วงที่กำหนดก็คือว่ามีเงินเดือนอยู่ในเกณฑ์ที่แข่งขันได้
การขึ้นเงินเดือนตามผลงานของพนักงานก็สามารถที่จะปรับขึ้นได้ตามผลงานของพนักงานอย่างแท้จริง ใครที่มีผลงานดีมากๆ ก็สามารถขึ้นเงินเดือนให้มากได้ โดยที่ไม่มีขั้นมาบีบไว้ ใครที่ทำผลงานได้ไม่ดี ก็ขึ้นน้อยๆ ได้ โดยที่ไม่จำเป็นต้องขึ้นครึ่งขั้นเท่าๆ กันไปหมด ผลก็คือเราจะสามารถจูงใจพนักงานให้สร้างผลงานได้ดีกว่าโครงสร้างเงินเดือนแบบขั้น แต่อย่างไรก็ดี บริษัทก็จะต้องมีวิธีการในการประเมินผลงานที่ชัดเจนประกอบด้วยนะครับ
โครงสร้างเงินเดือนแบบช่วงนี้ เราสามารถที่จะออกแบบช่วงเงินเดือนในแต่ละระดับงานให้กว้างแคบได้แล้วแต่นโยบายของบริษัท ถ้าเราทำกว้างๆ มากๆ ก็จะทำให้พนักงานมีโอกาสตันช้าลง แต่ข้อเสียก็คือจะลดความสำคัญของค่างานลงไปอีก เพราะการมีช่วงกว้างมากๆ นั้น อาจจะทำให้พนักงานที่มีอายุเยอะๆ มีเงินเดือนสูงกว่าหัวหน้าของตัวเอง ซึ่งก็จะเริ่มไม่สะท้อนความเป็นค่างานเท่าใดนัก
แต่ถ้าเราออกแบบให้แคบมากๆ ผลก็คือความยืดหยุ่นก็จะหายไป ขึ้นเงินเดือนไม่กี่ครั้งพนักงานก็จะชนเพดานเงินเดือน
ในปัจจุบัน ก็มีการออกแบบให้กว้างขึ้นกว่าในอดีต ช่วงกว้างที่เป็นที่นิยมมากๆ ก็อยู่ในช่วง 100-120% อันนี้เป็นข้อมูลจากผลการสำรวจที่ออกมาว่าบริษัทที่มีโครงสร้างเงินเดือนแบบช่วงนั้น ออกแบบความกว้างของช่วงอยู่ที่กี่เปอร์เซ็นต์
ดังนั้นบริษัทใดที่ต้องการจะมีโครงสร้างเงินเดือนในลักษณะนี้ ก็จะต้องมีการประเมินค่างาน เพื่อจัดระดับงานออกมาตามคุณค่าของงานอย่างชัดเจน แล้วจึงนำเอาตำแหน่งงานต่างๆ ที่เรามีอยู่นั้นไปเปรียบเทียบกับตลาดว่างานแบบเดียวกันนี้ เขาจ่ายกันอยู่ที่เท่าใด ซึ่งก็สามารถหาข้อมูลการจ่ายของตลาดได้จากการเข้าร่วมการสำรวจค่าจ้างเงินเดือนและสวัสดิการของบรรดาบริษัทที่ปรึกษาครับ
เมื่อเปรียบเทียบได้แล้วจึงนำตัวเลขที่ได้มาออกแบบโครงสร้างเงินเดือนอย่างที่เห็นข้างบนครับ ซึ่งก็จะต้องมีเทคนิควิธีการอีกนิดหน่อยครับ เรียนรู้กันได้ครับผมไม่ยากเกินความสามารถครับ แล้วเราก็จะได้โครงสร้างเงินเดือนที่แข่งขันได้กับตลาด เพื่อใช้ในการบริหารเงินเดือนของบริษัทให้สามารถดึงดูดและรักษาพนักงานได้อย่างที่อยากให้เป็นครับ
ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ
ยิ่งอ่านบทความของคุณ
ยิ่งชื่นชม ความสามารถของคุณ