สวัสดีครับท่านผู้อ่านทุกท่าน
เชื่อไหมครับว่า ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ คำที่ผมได้ยินบ่อยที่สุดเวลาไปบรรยายหรือให้คำปรึกษาตามองค์กรต่างๆ ไม่ใช่คำว่า “กำไร” หรือ “KPI” แต่เป็นคำว่า “ความเครียด” และ “ความกังวล” ครับ
เรากำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่นักจิตวิทยาเรียกว่า “Generation Anxious” หรือยุคแห่งความวิตกกังวลอย่างเต็มตัว ซึ่งเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ และไม่ใช่แค่ปัญหาส่วนตัวของพนักงาน แต่มันคือ ศัตรูเงียบ ที่กำลังกัดกินประสิทธิภาพขององค์กรเราอยู่ครับ
วันนี้ผมเลยอยากชวนทุกท่านมาสำรวจกันว่า ความกังวลเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อการทำงานอย่างไร และในฐานะ HR หรือผู้บริหาร เราจะวางกลยุทธ์รับมือเรื่องนี้ได้อย่างไรบ้าง
หลายคนอาจมองว่าความกังวลเป็นเรื่องธรรมดา ใครๆ ก็กังวลได้ แต่ในเชิงลึกแล้ว มันส่งผลต่อพนักงานใน 4 มิติหลัก ๆ ดังนี้ครับ:
- ความคิดสร้างสรรค์หายไป สมองคนเราทำงานเหมือนสวิตช์ไฟครับ เมื่อ โหมดกังวล เปิดขึ้น โหมดสร้างสรรค์ จะปิดลงทันที พนักงานที่มัวแต่กังวลจะคิดนวัตกรรมใหม่ๆ หรือแก้ปัญหาซับซ้อนไม่ได้เลย
- ภาวะหมดไฟ (Burnout) ความกังวลที่สะสมนานๆ จะกลายเป็นความเหนื่อยล้าทางอารมณ์ และนำไปสู่ทัศนคติในแง่ลบต่อองค์กร มองไปทางไหนก็แย่ไปหมด
- อาการ ตาบอดเพราะความกังวล (Inattentional Blindness) เมื่อใจจดจ่ออยู่กับความกลัวในอนาคต พนักงานจะมองไม่เห็นรายละเอียดตรงหน้า ทำให้เกิดความผิดพลาดในงานง่ายขึ้น เหมือนศัลยแพทย์ที่กังวลจนลืมเครื่องมือ หรือพนักงานบัญชีที่กังวลเรื่องหนี้จนคีย์ตัวเลขผิดนั่นเองครับ
- การระบาดทางอารมณ์ (Social Contagion) ความกังวลติดต่อกันได้เหมือนไวรัสครับ ถ้าในทีมมีคนปล่อยพลังลบหรือความกลัวออกมาบ่อยๆ ไม่นานนัก ทั้งทีมก็จะรู้สึกระสับระส่ายตามไปด้วย
กลยุทธ์ HR ในการ ลดระดับความกังวล
แล้ว HR อย่างเราจะทำอย่างไรดี? ผมสรุปแนวทางที่นำไปปรับใช้ได้จริงมาให้ดังนี้ครับ
- เปลี่ยน ความกลัว ให้เป็น ความอยากรู้อยากเห็น เลิกบริหารคนด้วยการข่มขู่หรือสร้างความกลัวเรื่องผลงาน แต่ควรสร้างวัฒนธรรม Curiosity-based Culture กระตุ้นให้พนักงานตั้งคำถามและสำรวจปัญหาแทน เพราะตามหลักประสาทวิทยา ความอยากรู้อยากเห็น คือทางออกที่สมองชอบมากกว่าความกลัวครับ
- สอนเทคนิคการดูแลใจ (Mindfulness in Action) การฝึกสติไม่ได้หมายถึงการนั่งหลับตาอย่างเดียวครับ แต่คือการสอนให้เขารู้จัก วงจรนิสัย” (Habit Loops) ของความกังวล รู้จักการทำ Physiological Sigh (การถอนหายใจทางสรีรวิทยา)ซึ่งก็คือ การหายใจเข้าทางจมูกลึก ๆ แล้วหายใจออกทางปากยาว ๆ เพื่อสงบระบบประสาท หรือสอนการจดบันทึกเพื่อแยกแยะความจริงออกจากความคิด เพื่อให้พนักงานสามารถจัดการกับความวิตกกังวลของตนเองได้ดีขึ้นเวลาที่มันเข้ามาทักทาย
- สร้างความปลอดภัยด้วยสายสัมพันธ์ HR ควรส่งเสริมการพูดคุยแบบ Face-to-face มากขึ้น เพื่อกระตุ้นเส้นประสาท Ventral Vagal ซึ่งช่วยให้พนักงานรู้สึกปลอดภัยและผ่อนคลายเมื่อได้เชื่อมต่อกับมนุษย์จริงๆ ไม่ใช่วัน ๆ คุยอยู่กับแค่ AI หรือ เครื่องตอบรับอัตโนมัติอย่างเดียว
- ปรับ Mindset ต่อความผิดพลาด เปลี่ยนจากระบบ Review and Regret (ตรวจแล้วด่า แล้วก็เสียใจ) เป็น Look and Learn (ดูเพื่อเรียนรู้จากความผิดพลาด) จะช่วยลดความกดดันที่ทำให้พนักงานชอบผลัดวันประกันพรุ่งได้ดีมากครับ
- เน้น ภารกิจ มากกว่า ตำแหน่ง ช่วยพนักงานให้เห็นว่างานที่เขาทำมีความหมาย (Mission-driven) อย่างไร เมื่อคนเรารู้สึกว่างานมีความหมาย เขาจะหลุดเข้าไปในสภาวะ Flow ซึ่งเป็นสภาวะที่ความกังวลจะจางหายไปเองโดยธรรมชาติ
ผมชอบคำพูดหนึ่งที่ว่า “ความกังวลในที่ทำงานเหมือนกับเสียงรบกวนที่ดังเกินไป จนพนักงานไม่ได้ยินเสียงความคิดของตัวเอง”
หน้าที่ของ HR ในยุค Generation Anxious นี้ จึงไม่ใช่การวิ่งไล่ปิดเสียงนั้นให้หายไปทั้งหมด (เพราะมันเป็นไปไม่ได้) แต่เราต้องทำหน้าที่เป็น ช่างเทคนิคที่สอนให้พนักงานรู้จักวิธีปรับลดระดับเสียงนั้นลงด้วยตัวเอง เพื่อให้เขากลับมามีสมาธิ และสร้างสรรค์ผลงานที่ยอดเยี่ยมได้อีกครั้ง
ลองสำรวจดูนะครับว่า วันนี้องค์กรของคุณ เสียงแห่งความวิตกกังวลดังเกินไปหรือเปล่า?
ใส่ความเห็น