ในโลกที่หมุนเร็วกว่าเดิมหลายเท่า ผู้นำไม่ได้ถูกท้าทายแค่เรื่อง “กลยุทธ์” หรือ “ผลลัพธ์” อีกต่อไป แต่ถูกท้าทายด้วย “อารมณ์ของคน” ทั้งของตัวเองและของคนรอบข้าง
ยุคนี้คนทำงานเหนื่อยง่าย หัวร้อนเร็ว เหมือนทุกคนอยู่ในสนามอารมณ์ที่พร้อมระเบิดได้ทุกเมื่อ เทคโนโลยีเร่งให้ทุกอย่างเกิดขึ้นไว แต่ในขณะเดียวกันก็ทำให้ความอดทนของเราสั้นลง การเปรียบเทียบผ่านโซเชียล การทำงานภายใต้ความไม่แน่นอน และความรู้สึกว่า “ควบคุมอะไรไม่ได้” ทำให้แม้แต่คนเก่งก็อาจ “หลุด” ได้ง่ายขึ้น
และเมื่อโลกเป็นแบบนี้ “ผู้นำ” ที่จะพาคนฝ่าความซับซ้อนไปได้ จึงไม่ใช่ผู้นำที่แค่ “เก่ง” หรือ “เด็ดขาด” แต่ต้องเป็นผู้นำที่ เข้าใจอารมณ์ — ทั้งของตนเองและของผู้อื่น
เมื่อผู้นำ “EQ ต่ำ”
ความเสียหายที่มองไม่เห็น…แต่ทำลายทีมได้จริง
ลองนึกถึงหัวหน้าที่ตะคอกใส่ทีมเพราะงานผิดพลาดเล็กน้อย หรือผู้บริหารที่เงียบเฉยไม่พูดอะไร แต่แสดงสีหน้าไม่พอใจจนทั้งห้องทำงานกลายเป็นน้ำแข็ง หรือบางคนที่อารมณ์ขึ้นง่าย พูดประชด พูดเหน็บแบบไม่ตั้งใจ แต่กลายเป็นบาดแผลในใจลูกน้อง
สิ่งเหล่านี้ไม่ได้แค่ทำให้คน “กลัว” แต่ทำให้ทีม ไม่กล้าคิด ไม่กล้าเสนอ ไม่กล้าลอง ความคิดสร้างสรรค์หายไป ความร่วมมือแผ่วลง และในที่สุดองค์กรก็เริ่ม “หยุดนิ่ง” เพราะไม่มีใครอยากเสี่ยงโดนตำหนิจากอารมณ์ของหัวหน้า
ผู้นำที่ EQ ต่ำ มักจะไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่า เขาคือ “ตัวจุดชนวน” ของความกลัวในทีม และความกลัว คือพิษร้ายที่สุดของการทำงานในยุคที่ต้องการความยืดหยุ่นและนวัตกรรม
ทำไมคนยุคนี้ “หัวร้อน” กันง่าย
ไม่ใช่เพราะคนอ่อนแอขึ้น แต่เพราะ โลกเปลี่ยนเร็วเกินไปสำหรับสมองเรา
มนุษย์ถูกออกแบบมาเพื่ออยู่กับความแน่นอน แต่โลกปัจจุบันเต็มไปด้วยสิ่งที่คาดเดาไม่ได้ AI แย่งงานได้ในพริบตา ข้อมูลทะลักเข้ามาทุกวัน ความคาดหวังของลูกค้าและเจ้านายเปลี่ยนรายเดือน
ระบบ “สู้หรือหนี” (Fight or Flight) ในสมองจึงถูกกระตุ้นตลอดเวลา เราเลยเห็นคนที่ “ตอบกลับอีเมลด้วยอารมณ์” “ประชุมแล้วเสียงดัง” หรือ “พูดแรงเพราะกดดัน” ทั้งหมดนี้คือปฏิกิริยาอัตโนมัติของสมองที่พยายามปกป้องตัวเอง แต่ถ้าไม่มี EQ คอยกำกับ เราจะกลายเป็นผู้นำที่ตอบสนองต่อสถานการณ์ “ด้วยอารมณ์” มากกว่า “ด้วยสติ”
ผู้นำที่มี EQ สูงทำอะไรต่างออกไป?
พวกเขาไม่ได้แค่ “ใจเย็น” แต่มี 3 ความสามารถสำคัญ
- รู้เท่าทันอารมณ์ของตนเอง (Self-Awareness)
เข้าใจว่าอารมณ์ของตนเองกำลังส่งผลอย่างไรกับคำพูดและการตัดสินใจ รู้ว่าเมื่อไหร่ควรถอย เมื่อไหร่ควรพูด เมื่อไหร่ควรปล่อยให้ทีมได้คิดเอง - บริหารอารมณ์อย่างมีสติ (Self-Management)
ไม่ใช่การ “เก็บอารมณ์” แต่คือการ “จัดการมัน” รู้จักเปลี่ยนความโกรธให้กลายเป็นพลังขับเคลื่อน หรือใช้ความผิดหวังเป็นแรงบันดาลใจในการแก้ปัญหา - เข้าใจและเห็นใจผู้อื่น (Empathy)
ฟังอย่างตั้งใจ มองโลกจากมุมของคนอื่น และสร้างบรรยากาศที่คนกล้าเปิดใจ ซึ่งทั้งหมดนี้คือรากฐานของ “Psychological Safety” สภาพแวดล้อมที่คนรู้สึกปลอดภัยพอที่จะคิดและพูดอย่างตรงไปตรงมา
แล้วเราจะพัฒนา EQ ได้อย่างไร?
EQ ไม่ได้เป็นพรสวรรค์ แต่เป็น “กล้ามเนื้อทางอารมณ์” ที่ฝึกได้เหมือนกล้ามเนื้อจริง ๆ
เริ่มจาก 3 ขั้นตอนง่าย ๆ
- สังเกตตนเองในทุกวัน
หลังจากเจอสถานการณ์กดดัน ให้ถามตัวเองว่า “ฉันตอบสนองเพราะอารมณ์ หรือเพราะเหตุผล?” - ฝึกฟังมากกว่าพูด
เมื่อเราเปิดพื้นที่ให้คนอื่นได้พูด เราจะเข้าใจมุมมองและอารมณ์ของเขามากขึ้น - สร้างเวลาให้ใจนิ่ง
ไม่ว่าจะเป็นการเดินเล่น อ่านหนังสือ หรือทำสมาธิเล็ก ๆ เพราะผู้นำที่ใจนิ่ง คือผู้นำที่ตัดสินใจแม่นยำที่สุด
ในโลกที่ “ซับซ้อนเกินจะคาดเดา” EQ ไม่ได้เป็นเพียงทักษะเสริม แต่เป็น “ทักษะเอาตัวรอดของผู้นำ”
ผู้นำที่เข้าใจอารมณ์ของตัวเอง จะเข้าใจคนอื่นได้ลึกซึ้ง ผู้นำที่รับมือกับความเปลี่ยนแปลงได้ด้วยสติ จะพาทีมผ่านพายุไปได้ด้วยความมั่นใจ
และในวันที่โลกเต็มไปด้วยความวุ่นวาย “ผู้นำที่มี EQ” จะไม่ใช่คนที่เสียงดังที่สุดในห้อง แต่จะเป็นคนที่ทำให้คนทั้งห้อง “สงบลงได้” ด้วยพลังของความเข้าใจ
ใส่ความเห็น