การให้ Feedback เป็นภารกิจสำคัญสำหรับผู้นำใหม่ ไม่ใช่แค่การสื่อสารสิ่งที่ต้องการปรับปรุง แต่เป็นการสร้างความไว้วางใจ วางรากฐานวัฒนธรรมทีม และขับเคลื่อนผลลัพธ์ทางธุรกิจ ที่สำคัญที่สุดคือ Feedback ที่ดีสามารถช่วยให้พนักงานเห็นโอกาสในการพัฒนา ปรับพฤติกรรม เสริมจุดแข็ง และยกระดับผลงานได้อย่างต่อเนื่อง หากใช้เป็นประจำอย่างสร้างสรรค์ จะช่วยลดความคลุมเครือในงาน ป้องกันความผิดพลาดสะสม และสร้างวัฒนธรรมการทำงานที่มุ่งเน้นผลลัพธ์และการเติบโตร่วมกัน
เนื้อหานี้ดัดแปลงจากบทความ “4 Strategies to Help New Leaders Give Feedback” โดย Marissa Fernandez ซึ่งเผยแพร่ใน Harvard Business Review (2025) โดยมีเป้าหมายเพื่อแปลงให้เหมาะสมต่อบริบทของผู้นำและผู้จัดการในองค์กรไทย ที่ต้องการแนวทางนำไปใช้จริงในชีวิตการทำงาน
1. ศึกษาสภาพแวดล้อมให้รอบด้าน ก่อนจะพูดอะไร
ผู้นำใหม่มักอยากสร้างผลงานเร็ว ๆ จึงให้ Feedback อย่างรวดเร็วเพื่อแสดงความสามารถ แต่หากไม่เข้าใจบริบทให้ลึกพอ อาจก่อให้เกิดแรงต้านได้ เนื่องจากพนักงานอาจรู้สึกว่าไม่ได้รับความเข้าใจอย่างแท้จริง หรือถูกตัดสินจากมุมมองเพียงด้านเดียว การให้ Feedback โดยไม่พิจารณาปัจจัยแวดล้อม เช่น บทบาทในอดีต ความสัมพันธ์ภายในทีม หรือวัฒนธรรมองค์กร อาจลดทอนแรงจูงใจและความร่วมมือของทีมได้ การเริ่มต้นด้วยความเข้าใจบริบทจึงเป็นหัวใจสำคัญในการบริหารผลงานอย่างมีประสิทธิภาพ และนำไปสู่การปรับปรุงพฤติกรรมที่ยั่งยืนมากกว่าเพียงแค่การชี้ข้อบกพร่อง
สิ่งที่ควรทำ:
- สร้างแผนเรียนรู้ (Learning Plan) ใน 4 มิติ: ด้านเทคนิค ความสัมพันธ์ วัฒนธรรม และการเมืองในองค์กร เช่น
- ด้านเทคนิค: เรียนรู้ระบบงาน เครื่องมือ และกระบวนการทำงานของทีม เช่น วิธีการรายงานผล การใช้งานซอฟต์แวร์ภายใน
- ด้านความสัมพันธ์: ทำความเข้าใจว่าทีมมีความสัมพันธ์อย่างไร ใครเป็นผู้มีอิทธิพลทางพฤตินัย ใครเป็นผู้ช่วยเชื่อมโยงหรือผู้นำทางสังคม
- ด้านวัฒนธรรม: สังเกตวิธีการทำงานร่วมกัน เช่น มีลำดับชั้นมากหรือน้อย เปิดรับความเห็นใหม่หรือไม่ ใช้รูปแบบการสื่อสารทางการหรือไม่ทางการ
- ด้านการเมืองในองค์กร: วิเคราะห์โครงสร้างอำนาจ การตัดสินใจที่ไม่ได้เขียนไว้ในนโยบาย และจุดแข็ง-จุดอ่อนของความสัมพันธ์ระหว่างแผนก
ตัวอย่างเช่น หากผู้นำใหม่เข้ามาในทีมที่เคยมีวัฒนธรรมการตัดสินใจแบบรวมศูนย์สูง แต่เขาต้องการสร้างความคล่องตัวในการทำงาน การเข้าใจบริบทนี้ก่อนให้ Feedback เรื่องความเร็วในการตัดสินใจ จะช่วยให้เขาเลือกคำพูดที่เหมาะสม เช่น “ผมเข้าใจว่าเราเคยใช้เวลามากในการหารือก่อนตัดสินใจ ผมอยากลองแนวทางใหม่ที่ให้ทีมทดลองและปรับแบบเร็วขึ้นครับ เราลองเริ่มจากโปรเจกต์เล็ก ๆ ดูไหมครับ?”

2. เร่งสร้างความไว้วางใจ ด้วยความจริงใจและเปราะบางอย่างมีพลัง
Feedback จะไม่มีพลังหากขาด Trust เพราะความไว้วางใจคือรากฐานของความสัมพันธ์ที่เปิดใจ หากพนักงานรู้สึกไม่ปลอดภัยหรือกลัวการถูกตัดสิน พวกเขาจะปิดกั้นตัวเองและไม่กล้าเปิดรับความคิดเห็นจากผู้นำ แม้ Feedback จะมีเจตนาดี แต่หากไม่มี Trust ก็ยากที่จะนำไปสู่การปรับปรุงหรือพัฒนา
ตัวอย่าง หัวหน้าคนหนึ่งให้ Feedback กับลูกทีมเรื่องการพูดในที่ประชุมว่า “คุณไม่ค่อยแสดงความคิดเห็นเลย ควรกล้าแสดงออกให้มากกว่านี้” แต่หากลูกทีมคนนั้นรู้สึกว่าเขาไม่สามารถไว้ใจหัวหน้าได้ เช่น เคยถูกพูดจาแรง ๆ ต่อหน้าคนอื่น การ Feedback ดังกล่าวจะกลายเป็นแรงกดดันมากกว่าการส่งเสริม ในทางกลับกัน หากหัวหน้าเคยแสดงความเปราะบาง และรับฟังลูกทีมอย่างจริงใจมาก่อน การให้ Feedback เดียวกันนี้จะถูกมองว่าเป็นโอกาสในการพัฒนา
สิ่งที่ควรทำ:
- แชร์จุดแข็งและจุดอ่อนของตนเองให้ทีมฟัง เช่น “ผมตัดสินใจเร็ว แต่บางครั้งอาจพลาดรายละเอียดสำคัญ”
- เปิดพื้นที่ให้ทีมแสดงความเปราะบางบ้าง เช่น เวิร์กช็อปแลกเปลี่ยนจุดแข็ง-จุดที่อยากพัฒนา
ผลลัพธ์: เกิดบรรยากาศที่ปลอดภัย (Psychological Safety) ซึ่งจะทำให้ Feedback ต่อไปเป็นเรื่องธรรมดาและน่าเชื่อถือ
3. เข้าใจเป้าหมายของพนักงานแต่ละคน ก่อนจะบอกสิ่งที่ควรปรับปรุง
การให้ Feedback ที่เชื่อมโยงกับเป้าหมายของพนักงาน จะทำให้เขา “อยาก” ปรับปรุง ไม่ใช่แค่ “ต้อง” ปรับ เพราะเมื่อพนักงานเห็นว่าความคิดเห็นที่ได้รับนั้นสนับสนุนเส้นทางอาชีพหรือความฝันของตนเอง เขาจะเปิดใจรับและมุ่งมั่นพัฒนาโดยไม่รู้สึกว่าถูกวิจารณ์
ตัวอย่าง พนักงานคนหนึ่งมีเป้าหมายอยากเป็นหัวหน้าทีมในอนาคต แต่ปัจจุบันยังไม่กล้านำเสนอไอเดียต่อหน้าผู้อื่น หัวหน้าอาจให้ Feedback ว่า “ถ้าคุณอยากเติบโตเป็นหัวหน้าทีม การกล้าสื่อสารไอเดียให้ทีมเห็นภาพคือทักษะสำคัญ เรามาฝึกฝนไปด้วยกันนะครับ” เมื่อ Feedback เชื่อมโยงกับเป้าหมายของพนักงาน เขาจะรู้สึกได้รับการสนับสนุนมากกว่าถูกตำหนิ และยิ่งมีแรงจูงใจในการพัฒนา
สิ่งที่ควรทำ
- นัดพูดคุยแบบ 1-on-1 เพื่อถามว่า “คุณอยากเติบโตแบบไหน?” “อยากให้หัวหน้าสนับสนุนอย่างไร?” เช่น ถ้าพนักงานตอบว่าอยากพัฒนาเรื่องการสื่อสารในที่ประชุม หัวหน้าสามารถวางแผนการฝึกฝนร่วมกัน เช่น ให้พนักงานได้ฝึกนำเสนอในกลุ่มเล็ก ๆ ก่อน แล้วค่อยขยับไปกลุ่มใหญ่ พร้อม Feedback ทุกครั้งหลังฝึก หรือถ้าพนักงานอยากย้ายสายงาน หัวหน้าอาจช่วยหาโอกาสโปรเจกต์พิเศษหรือแนะนำให้เข้าร่วมเวิร์กช็อปที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ Feedback และการสนับสนุนมีเป้าหมายชัดเจนและตรงกับความตั้งใจของพนักงาน
- เวลาจะให้ Feedback ให้โยงกลับไปยังเป้าหมายของเขา เช่น “หากคุณอยากเป็นผู้นำในอนาคต การเปิดพื้นที่ให้เพื่อนร่วมทีมแสดงความคิดเห็นจะเป็นทักษะสำคัญนะครับ” เพราะการเชื่อมโยง Feedback กับเป้าหมายของพนักงานจะทำให้พวกเขารู้สึกว่า Feedback นั้นมาจากเจตนาดีในการสนับสนุน ไม่ใช่เพียงการตัดสินพฤติกรรมในปัจจุบัน

4. วางอัตตาและอีโก้ไว้ข้างหลัง และโฟกัสที่เจตนาดีเพื่อการเติบโต
ผู้นำบางคนให้ Feedback เพื่อแสดงอำนาจ เช่น พูดตำหนิอย่างรุนแรงต่อหน้าทีม เพื่อย้ำอำนาจในการควบคุม ในขณะที่บางคนหลีกเลี่ยงการให้ Feedback เพราะกลัวเสียความสัมพันธ์หรือกลัวถูกมองในแง่ลบ ทั้งสองแบบล้วนเป็นกับดักที่ทำให้ Feedback ขาดประสิทธิภาพ
แต่ผู้นำที่แท้จริงจะกล้าให้ Feedback อย่างจริงใจ ชัดเจน และเคารพในศักดิ์ศรีของผู้รับ โดยเน้นเจตนาเพื่อการพัฒนา ไม่ใช่เพื่อควบคุม
ตัวอย่าง หัวหน้าทีมสังเกตว่าลูกทีมมาสายเป็นประจำ แต่แทนที่จะตำหนิทันที เขาเลือกเปิดบทสนทนาด้วยความเข้าใจว่า “ผมสังเกตว่าคุณมาทำงานสายหลายครั้งในช่วงเดือนที่ผ่านมา มีอะไรที่ผมควรเข้าใจไหม หรือมีสิ่งใดที่เราช่วยจัดการได้?” วิธีนี้เปิดโอกาสให้พนักงานอธิบายสถานการณ์ และร่วมกันหาทางออกร่วม โดยไม่รู้สึกว่าถูกตำหนิหรือถูกลดคุณค่า
สิ่งที่ควรทำ
- เปิดบทสนทนาด้วยการชื่นชมสิ่งที่ทำได้ดี
- ระบุข้อสังเกตอย่างเป็นกลาง และชวนคุยเพื่อเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้น เช่น “ฉันสังเกตว่าระยะหลังงานคุณเสร็จช้ากว่ากำหนดหลายครั้ง เกิดอะไรขึ้นบ้าง?”
- ปิดท้ายด้วยการเสนอความช่วยเหลือ และหาทางออกร่วมกัน
สรุป การให้ Feedback ในฐานะผู้นำใหม่ไม่ใช่แค่การ “พูดให้รู้” แต่คือการ “สร้างทีมให้เติบโต” ด้วยความเข้าใจ ความไว้วางใจ และความกล้าที่จะซื่อสัตย์อย่างมีศิลปะ หากคุณทำได้ตั้งแต่เริ่มต้น คุณจะสร้างวัฒนธรรมทีมที่พูดกันตรง แต่มีพลังร่วม
Tips สำหรับการเริ่มใช้:
- สร้าง Feedback Journal สำหรับบันทึกสิ่งที่สังเกต และเตรียมคำพูดก่อนให้ Feedback เช่น จดสิ่งที่เห็นพนักงานทำได้ดี หรือพฤติกรรมที่ควรปรับปรุง พร้อมบริบทที่เกี่ยวข้อง เช่น สถานการณ์ เวลา หรือบุคคลที่เกี่ยวข้อง และแนวทางการพูดเพื่อให้ Feedback อย่างสร้างสรรค์ เช่น ใช้รูปแบบ “ฉันสังเกตว่า… สิ่งนี้ส่งผลอย่างไร… และฉันอยากชวนคุณลอง…”
ตัวอย่าง: หัวหน้าคนหนึ่งบันทึกไว้ว่า “วันที่ 5 ก.ค. ระหว่างการประชุม คุณเอ พูดแทรกเพื่อนร่วมทีม 2 ครั้ง” พร้อมเตรียมคำพูดว่า “ผมสังเกตว่าคุณมีพลังในการเสนอไอเดียที่ดีมาก แต่ในบางจังหวะอาจแทรกความคิดเห็นเพื่อนโดยไม่รู้ตัว ถ้าลองเว้นจังหวะและฟังให้จบก่อน อาจช่วยให้ทีมเปิดใจรับมากขึ้น”
- ทดลองใช้บทสนทนาแบบ “ชื่นชม – สังเกต – ชวนคิด – สนับสนุน” กับทีม เพื่อให้ Feedback มีโครงสร้างที่ชัดเจนและเกิดบรรยากาศที่เอื้อต่อการเรียนรู้ ตัวอย่างเช่น:
“ผมชื่นชมคุณที่รับผิดชอบงานในโปรเจกต์นี้ได้ดีมาก (ชื่นชม) ผมสังเกตว่าในบางจังหวะ คุณจะรีบสรุปประเด็นก่อนเพื่อนร่วมทีมจะได้แสดงความเห็น (สังเกต) คุณคิดว่าหากเราเปิดโอกาสให้ทุกคนมีส่วนร่วมมากขึ้น ผลลัพธ์ของงานจะเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้าง? (ชวนคิด) ผมอยากสนับสนุนให้คุณลองใช้คำถามเปิดในการประชุมครั้งหน้า และหลังประชุมเรามาสรุปกันว่ารู้สึกอย่างไรนะครับ (สนับสนุน)”
โครงสร้างนี้ช่วยลดการปะทะโดยตรง และทำให้ Feedback กลายเป็นการสนทนาที่สร้างพลังมากกว่าการตัดสิน
- สะท้อนผลลัพธ์หลังการให้ Feedback ทุกครั้ง เพื่อพัฒนา Style ของตนเอง เช่น สังเกตว่าพนักงานมีปฏิกิริยาอย่างไรหลังได้รับ Feedback เขารู้สึกเปิดใจหรือถอยห่าง พฤติกรรมเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นหรือไม่ และ Feedback นั้นสอดคล้องกับเจตนาของเราหรือไม่ การจดบันทึกหรือไตร่ตรองสิ่งเหล่านี้ช่วยให้ผู้นำสามารถปรับวิธีการพูด น้ำเสียง จังหวะเวลา และแนวทางการสื่อสารให้เหมาะสมกับบริบทของแต่ละบุคคลและสถานการณ์ได้ดียิ่งขึ้น
ตัวอย่าง หลังจากให้ Feedback เรื่องการทำงานล่าช้ากับลูกทีม หัวหน้าสังเกตว่าเขาเงียบไปและไม่พูดคุยเหมือนเดิม หัวหน้าจึงไตร่ตรองว่าอาจพูดตรงเกินไปโดยไม่แสดงความเข้าใจมากพอ ในครั้งถัดไป เขาเลือกใช้วิธีถามนำด้วยความห่วงใจก่อน เช่น “ช่วงนี้มีอะไรที่ทำให้จัดลำดับงานยากขึ้นไหมครับ?” ซึ่งส่งผลให้พนักงานเปิดใจและกลับมาสื่อสารอย่างราบรื่น
บทความนี้เหมาะกับหัวหน้าใหม่ ผู้จัดการ และผู้นำระดับกลางที่ต้องการขับเคลื่อนทีมให้ไว้วางใจและเติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน
ใส่ความเห็น