เลื่อนตำแหน่ง…แล้วไปต่อไม่ได้ดังที่คิดไว้ เพราะไม่ได้วางแผนพัฒนาล่วงหน้า

วันนี้ผมอยากจะชวนคุยถึงประเด็นสำคัญที่มักถูกมองข้าม แต่ส่งผลกระทบอย่างมากต่อความสำเร็จขององค์กร นั่นคือ ภาวะ “ผู้นำที่ไม่พร้อม” ซึ่งมักเกิดขึ้นเมื่อบุคคลที่ได้รับการเลื่อนตำแหน่งขึ้นสู่บทบาทผู้บริหารยังขาดการเตรียมตัวที่เหมาะสม

ลองจินตนาการภาพนะครับ พนักงานที่เคยสร้างผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมในบทบาทเดิม จู่ ๆ วันหนึ่งก็ได้รับโอกาสก้าวหน้าในสายงาน เป็นหัวหน้า เป็นผู้จัดการ หรือแม้กระทั่งผู้บริหารระดับสูง แน่นอนครับ นี่คือรางวัลและความภาคภูมิใจ แต่ในอีกด้านหนึ่ง หากการเลื่อนตำแหน่งนั้นเกิดขึ้นโดยที่บุคคลนั้นยังไม่ได้รับการบ่มเพาะทักษะและปรับมุมมองให้พร้อมกับความรับผิดชอบที่ใหญ่ขึ้น สิ่งที่ตามมาอาจไม่ใช่ความสำเร็จ แต่กลับกลายเป็น “หลุมพราง” ที่ฉุดรั้งทั้งตัวผู้นำเองและทีมงาน

จากข้อมูลที่เราได้พิจารณากันมาอย่างละเอียด พบว่าปัญหาหลักๆ ของผู้นำที่ไม่พร้อมมักจะวนเวียนอยู่กับ 3 เสาหลักสำคัญ นั่นคือ ค่านิยมในการทำงาน (Work Values), การจัดสรรเวลา (Time Application), และ ทักษะ (Skills) ซึ่งอุปสรรคเหล่านี้ล้วนมีรากฐานมาจากการไม่สามารถ “เปลี่ยนเกียร์” หรือปรับตัวจากบทบาทเดิมไปสู่บทบาทใหม่ได้อย่างราบรื่น

ค่านิยมในการทำงาน หัวใจสำคัญที่ถูกมองข้าม

ผมเชื่อว่าค่านิยมในการทำงานเปรียบเสมือน “เข็มทิศ” ที่นำทางพฤติกรรมของเรา หากเข็มทิศไม่ได้รับการปรับตั้งให้สอดคล้องกับทิศทางใหม่ของการเป็นผู้นำ ต่อให้มีทักษะมากมายเพียงใด การตัดสินใจและการกระทำต่างๆ ก็อาจไม่เอื้อต่อความสำเร็จในบทบาทใหม่

ลองพิจารณากรณีของคนที่เพิ่งก้าวขึ้นมานำทีมนะครับ พวกเขาอาจเคยชินกับการลงมือทำทุกอย่างด้วยตัวเอง ภูมิใจกับความเชี่ยวชาญเฉพาะตัว แต่เมื่อต้องนำทีม พวกเขาต้องเรียนรู้ที่จะให้คุณค่ากับการ “สร้างผลลัพธ์ผ่านผู้อื่น” เห็นความสำเร็จของผู้ใต้บังคับบัญชาเป็นความสำเร็จของตนเอง แทนที่จะมองคำถามของลูกน้องเป็นการรบกวน ควรมองว่าเป็นโอกาสในการ “โค้ชและพัฒนา” พวกเขา ดังเช่นกรณีของ Zhang ที่ยังคงติดยึดกับการปิดยอดขายด้วยตัวเองมากกว่าการสนับสนุนทีมขาย หรือ Emma ที่ลังเลที่จะมอบหมายงานสัมภาษณ์ให้คนอื่นทำ

ในระดับที่สูงขึ้นไปอีก ผู้ที่ต้องนำผู้บริหารระดับต้น หรือนำหน่วยงาน อาจประสบปัญหาในการให้คุณค่ากับการ “นำผ่านผู้นำ”, การประเมินและพัฒนาทีมงานของตนเอง, การมอบอำนาจอย่างเหมาะสม, หรือแม้กระทั่งการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ในส่วนงานที่ไม่คุ้นเคย การยึดติดกับงานปฏิบัติการมากกว่างานเชิงกลยุทธ์ หรือการไม่สามารถคิดแบบ “หลายส่วนงาน” ก็เป็นอุปสรรคสำคัญ ดังที่เราเห็นจากกรณีของ Asahi ที่ยังคงให้ความสำคัญกับพื้นที่ที่ตนเองคุ้นเคยและขาดมุมมองทางธุรกิจที่รอบด้าน

เมื่อก้าวขึ้นสู่การนำธุรกิจ หรือนำองค์กรระดับวิสาหกิจ ปัญหาเรื่องค่านิยมก็ยิ่งซับซ้อนขึ้น การไม่สามารถให้คุณค่ากับทุกส่วนงานอย่างเท่าเทียมกัน การยังคงจมอยู่กับการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าแทนที่จะมองหารูปแบบและสาเหตุหลัก หรือการละเลย “ประเด็นอ่อน” อย่างวัฒนธรรมองค์กร ล้วนเป็นสัญญาณอันตราย ดังกรณีของ Maria ที่ไม่ได้ให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของทุกฝ่ายในทีมข้ามสายงาน

การจัดสรรเวลา ศิลปะที่ต้องฝึกฝน

เมื่อบทบาทเปลี่ยน ความรับผิดชอบก็เปลี่ยนตามไปด้วย การจัดสรรเวลาจึงต้องปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับความสำคัญของงานใหม่ ผู้นำที่ไม่พร้อมมักจะยังคงใช้เวลาไปกับกิจกรรมที่เคยชินในบทบาทเดิม ซึ่งอาจไม่ใช่งานที่มีคุณค่าสูงสุดในบทบาทใหม่

หัวหน้าทีมมือใหม่อาจเสียเวลาส่วนใหญ่ไปกับการลงมือทำงานเอง แทนที่จะ “บริหารจัดการ” และ “พัฒนา” ผู้ใต้บังคับบัญชา ผู้บริหารส่วนงานอาจไม่มีเวลาเพียงพอในการทำความเข้าใจส่วนงานใหม่ๆ สร้างเครือข่าย หรือวางแผนเชิงกลยุทธ์ ในขณะที่ผู้นำธุรกิจอาจยังคงวนเวียนอยู่กับการ “ดับไฟ” แก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า แทนที่จะมุ่งเน้นการสร้างระบบและการบูรณาการทีมผู้บริหาร

ทักษะ บันไดสู่ความสำเร็จ

การมีทักษะที่เหมาะสมเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการนำทีมและองค์กรไปข้างหน้า ผู้นำที่ไม่ได้รับการเตรียมพร้อมมักจะขาดทักษะพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับการบริหารจัดการคน เช่น การออกแบบงาน การคัดเลือกบุคลากร การมอบหมายงาน การโค้ช การให้ข้อเสนอแนะ การบริหารผลการปฏิบัติงาน การสื่อสาร การสร้างบรรยากาศการทำงานที่ดี และการสร้างทีม ดังที่เราเห็นจากกรณีของผู้จัดการบางคนที่ยังคงเก็บงานบางอย่างไว้ทำเองจนไม่สามารถสร้างทีมได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ในระดับที่สูงขึ้นไป ทักษะที่จำเป็นก็จะมีความซับซ้อนมากขึ้น เช่น การประเมินและพัฒนาผู้บริหาร, การมอบอำนาจอย่างมีประสิทธิภาพ การบริหารจัดการผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย การวางแผนเชิงกลยุทธ์ การคิดแบบหลายส่วนงาน การออกแบบองค์กร การตั้งตัวชี้วัดผลงาน การบูรณาการทีม การจัดการความขัดแย้ง การระดมพลทั้งองค์กร การมองการณ์ไกล และความเชี่ยวชาญเชิงกลยุทธ์

การต่อต้านการเปลี่ยนแปลง

เบื้องหลังปัญหาต่างๆ ที่กล่าวมา มักมีรากฐานมาจากการ “ต่อต้านการเปลี่ยนแปลง” ความเคยชินกับวิธีการทำงานและแนวคิดที่เคยนำไปสู่ความสำเร็จในอดีต อาจกลายเป็น “กับดัก” ที่ทำให้ผู้นำไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับความต้องการของบทบาทใหม่ การไม่สามารถ “เปลี่ยนกรอบความคิด” (mindset shift) ที่จำเป็น ก็เป็นอีกหนึ่งอุปสรรคสำคัญ

แนวทางในการเตรียมความพร้อม

เพื่อก้าวข้ามหลุมพรางเหล่านี้และเตรียมความพร้อมสู่บทบาทผู้นำได้อย่างมั่นคง ควรเริ่มต้นด้วยการประเมินตนเองอย่างรอบด้าน ทำความเข้าใจความคาดหวังของบทบาทใหม่ และระบุจุดแข็งและจุดที่ต้องพัฒนาของตนเองอย่างตรงไปตรงมา แสวงหาโอกาสในการเรียนรู้และพัฒนาทักษะที่จำเป็น ไม่ว่าจะเป็นการเข้ารับการอบรม การขอคำแนะนำจากผู้มีประสบการณ์ หรือการเรียนรู้ด้วยตนเองอย่างต่อเนื่อง การเปิดใจรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากผู้อื่น และการสร้างเครือข่ายที่เข้มแข็งทั้งภายในและภายนอกองค์กร จะช่วยให้ผู้นำมีมุมมองที่กว้างขึ้นและสามารถปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ที่สำคัญ การมีสติและสมาธิในการจัดการกับความท้าทายต่างๆ และการรักษาความสมดุลระหว่างชีวิตการทำงานและชีวิตส่วนตัว จะช่วยให้ผู้นำสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างยั่งยืนและมีความสุข

ผมหวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์และจุดประกายให้ท่านผู้อ่านได้ตระหนักถึงความสำคัญของการเตรียมความพร้อมสำหรับบทบาทผู้นำ การลงทุนในการพัฒนาผู้นำอย่างจริงจัง ไม่เพียงแต่จะช่วยให้ผู้นำใหม่ประสบความสำเร็จ แต่ยังเป็นการสร้าง “ท่อส่งผู้นำ” ที่แข็งแกร่งให้กับองค์กรในระยะยาวอีกด้วย

ใส่ความเห็น

บลอกที่ WordPress.com .

ขึ้น ↑