ในหลายองค์กร เรามักพบว่าผู้เชี่ยวชาญได้รับตำแหน่งใหม่ที่ดูเหมือนเป็นการเติบโตในสายอาชีพ แต่เนื้องานกลับไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปมากนัก ตัวอย่างเช่น วิศวกรที่เลื่อนจาก “Senior Specialist” ไปเป็น “Principal Specialist” ยังคงทำงานด้านวิเคราะห์และออกแบบระบบเช่นเดิมโดยไม่มีการขยายขอบเขตความรับผิดชอบ หรือ นักวิจัยที่ได้รับตำแหน่งสูงขึ้นแต่ยังคงทำงานวิจัยเดิมโดยไม่ได้มีบทบาทเพิ่มเติมในเชิงกลยุทธ์ สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาสำคัญที่องค์กรจำนวนมากเผชิญ นั่นคือ การขาดเส้นทางอาชีพที่แท้จริงสำหรับ Specialist
โครงสร้างตำแหน่ง (Title Structure) ≠ Specialist Pipeline
การกำหนดโครงสร้างตำแหน่ง เช่น การเลื่อนจาก “Senior Specialist” ไปเป็น “Principal Specialist” อาจดูเหมือนเป็นการเติบโตในสายงาน แต่หากไม่มีการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนในระดับความรับผิดชอบ ทักษะ และผลกระทบต่อธุรกิจ การเปลี่ยนแปลงนี้อาจเป็นเพียง การเปลี่ยนชื่อ โดยไม่มีความก้าวหน้าที่แท้จริง
องค์ประกอบสำคัญของ Specialist Pipeline
การพัฒนา Specialist Pipeline ที่แท้จริง ต้องมีการแยกความแตกต่างของระดับความรับผิดชอบที่ชัดเจน และในแต่ละระดับต้องถูกออกแบบ หน้าที่ ความรับผิดชอบ และความคาดหวังไว้อย่างชัดเจน เพื่อให้แน่ใจว่าผู้เชี่ยวชาญเข้าใจบทบาทของตนเองและสามารถพัฒนาความสามารถให้สอดคล้องกับความต้องการขององค์กร โดยสามารถกำหนดได้ดังนี้:
- ระดับการแก้ปัญหา
- ระดับต้น (Junior Specialist): ปฏิบัติงานตามมาตรฐานที่กำหนด
- ระดับกลาง (Senior Specialist): วิเคราะห์ปัญหาและเสนอแนวทางแก้ไข
- ระดับสูง (Principal/Expert): กำหนดแนวทางและแก้ปัญหาซับซ้อนระดับองค์กร
- ขอบเขตความรับผิดชอบ
- ระดับต้น: ปฏิบัติงานเฉพาะด้าน
- ระดับกลาง: เป็นที่ปรึกษาภายในทีม
- ระดับสูง: ให้คำปรึกษากับผู้บริหารและกำหนดมาตรฐานในองค์กร
- ผลกระทบต่อองค์กร
- ระดับต้น: ผลกระทบจำกัดในหน่วยงาน
- ระดับกลาง: ส่งผลต่อโครงการหรือแผนงาน
- ระดับสูง: สร้างผลกระทบระดับองค์กรหรือนวัตกรรมใหม่
แนวทางพัฒนา Specialist Pipeline ให้มีประสิทธิภาพ
- กำหนดเส้นทางอาชีพที่แตกต่างจากสายบริหาร (Management Track)
ผู้เชี่ยวชาญไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนไปเป็นผู้บริหารเพื่อก้าวหน้า แต่ควรมีเส้นทางเติบโตที่ชัดเจนโดยเน้นที่ความเชี่ยวชาญและผลกระทบที่สร้างให้กับองค์กร - ออกแบบเกณฑ์ความก้าวหน้าที่เป็นรูปธรรม
การเลื่อนตำแหน่งต้องมาจาก ความสามารถและผลกระทบที่เกิดขึ้น ไม่ใช่เพียงระยะเวลาการทำงาน ตัวอย่างเช่น:- ผู้เชี่ยวชาญด้าน AI ที่ได้รับการเลื่อนตำแหน่งเพราะพัฒนาอัลกอริธึมใหม่ที่เพิ่มประสิทธิภาพของระบบ
- นักวิเคราะห์ข้อมูล ที่สร้างโมเดลการพยากรณ์ที่ช่วยลดต้นทุนของบริษัทได้อย่างมีนัยสำคัญ
- วิศวกรที่พัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ซึ่งช่วยปรับปรุงกระบวนการผลิตให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
- ให้รางวัลที่สะท้อนคุณค่าของผู้เชี่ยวชาญ
การจ่ายค่าตอบแทนและสิทธิประโยชน์ควรสะท้อนถึงความสามารถของ Specialist เทียบเท่ากับสายบริหาร เพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญมุ่งมั่นพัฒนาในสายงานของตนเอง
สรุป: การมีโครงสร้างตำแหน่งสำหรับ Specialist ไม่ได้หมายความว่าองค์กรมี Specialist Pipeline ที่แท้จริง องค์กรต้องออกแบบเส้นทางการเติบโตที่ชัดเจน เน้นความเชี่ยวชาญ ผลกระทบที่เกิดขึ้น และการเติบโตของบทบาทในองค์กร มิฉะนั้น Specialist อาจรู้สึกว่า “เปลี่ยนตำแหน่งแต่ไม่เปลี่ยนงาน” ซึ่งนำไปสู่ความท้อแท้และการสูญเสียบุคลากรที่มีคุณค่า
หากองค์กรต้องการสร้าง Specialist Pipeline ที่แท้จริง ต้องออกแบบเส้นทางให้ Specialist เติบโตอย่างมีความหมายและเป็นที่ยอมรับ ไม่ใช่แค่เปลี่ยนชื่อบนตำแหน่งงานเท่านั้น
ใส่ความเห็น