ในโลกที่การทำงานและชีวิตส่วนตัวผสมผสานกันมากขึ้น เราทุกคนล้วนต้องการรู้สึกว่าตัวเองมีค่าในสายตาของคนรอบข้าง แต่ในหลาย ๆ สถานการณ์ กลับมีคนจำนวนไม่น้อยที่เผชิญกับความรู้สึกตรงกันข้าม นั่นคือ Anti-Mattering หรือ ความรู้สึกว่าตัวเองไม่มีความสำคัญ ผู้บริหารบางคนอาจรู้สึกว่ามันเป็นเพียงเรื่องเล็ก แต่แท้จริงแล้วมันส่งผลกระทบลึกซึ้งต่อชีวิตประจำวัน การทำงาน และสุขภาพจิตของพนักงานคนเก่งขององค์กรอย่างมากในปัจจุบัน
Anti-Mattering คืออะไร?
Anti-Mattering หมายถึงความรู้สึกที่ตนเองถูกมองข้าม ไม่มีความสำคัญ และไม่มีคุณค่าในสายตาของผู้อื่น ความรู้สึกนี้เกิดขึ้นจากการไม่ได้รับการยอมรับ การไม่ได้รับฟัง หรือการที่ความคิดและการกระทำของเราไม่ถูกมองว่าเป็นสิ่งสำคัญ
Anti-Mattering แตกต่างจากความรู้สึกธรรมดาเมื่อมีคนละเลยเรา เพราะมันเกิดขึ้นในระดับลึกซึ้งและต่อเนื่อง จนส่งผลต่อความมั่นใจในตัวเอง และในหลายกรณีทำให้ผู้คนรู้สึกโดดเดี่ยว
ที่มาของ Anti-Mattering
แนวคิดนี้พัฒนามาจากจิตวิทยาความสัมพันธ์ ซึ่งชี้ให้เห็นว่ามนุษย์ทุกคนมีความต้องการพื้นฐานในการรู้สึกว่าตนเองมีความสำคัญและเป็นส่วนหนึ่งของสังคม
ในบริบทของการทำงาน Anti-Mattering มักเกิดขึ้นกับพนักงานที่รู้สึกว่าผลงานและความสามารถของพวกเขาไม่ได้รับการเห็นคุณค่า ตัวอย่างเช่น พนักงานที่ทำงานได้ดีอย่างต่อเนื่องแต่ไม่ได้รับคำชื่นชม หรือไม่ได้รับการมีส่วนร่วมในกระบวนการสำคัญในองค์กร
ผลกระทบของ Anti-Mattering
1. ในระดับบุคคล
– ลดความมั่นใจในตนเอง คนที่รู้สึกว่าไม่สำคัญมักลดความเชื่อมั่นในความสามารถของตนเอง
– ส่งผลต่อสุขภาพจิต ความรู้สึกนี้อาจนำไปสู่ความเครียด ภาวะหมดไฟ (Burnout) หรือแม้กระทั่งโรคซึมเศร้า
– ลดแรงจูงใจ ผู้ที่รู้สึกว่าตนเองไม่มีค่าอาจสูญเสียแรงกระตุ้นที่จะพัฒนาตัวเองหรือมีส่วนร่วมในสังคม
2. ในบริบทองค์กร
– อัตราการลาออกเพิ่มขึ้น พนักงานที่รู้สึกถูกมองข้ามมักลาออก แม้จะได้รับค่าตอบแทนที่ดี
– ลดประสิทธิภาพทีม ความรู้สึกของพนักงานที่แย่ลงส่งผลต่อบรรยากาศการทำงานและขวัญกำลังใจของทีม
– เสียโอกาสจากพนักงานเก่ง พนักงานที่มีความสามารถสูงอาจไม่แสดงศักยภาพเต็มที่ เพราะพวกเขารู้สึกว่าความพยายามจะไม่มีใครสนใจ
วิธีป้องกันและจัดการกับ Anti-Mattering
1. สร้างวัฒนธรรมของการรับฟังและยอมรับ
– ผู้นำองค์กรควรมีบทบาทในการรับฟังพนักงานทุกคนอย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นข้อเสนอแนะหรือข้อกังวล
– การพูดคุยอย่างเปิดเผยและการประชุมแบบ “Check-in” ช่วยสร้างความรู้สึกว่าความคิดเห็นของพนักงานสำคัญ
2. ให้คำชื่นชมที่เฉพาะเจาะจง
– การบอกว่า “ทำได้ดี” อาจไม่เพียงพอ ผู้นำควรชื่นชมโดยระบุรายละเอียด เช่น “คุณทำงานนี้ได้ยอดเยี่ยมเพราะความใส่ใจในรายละเอียดที่แสดงออกมาอย่างชัดเจน”
3. แสดงให้เห็นว่าพนักงานมีผลกระทบต่อองค์กร
– การใช้ข้อมูลและตัวชี้วัด เช่น แสดงให้พนักงานเห็นว่าผลงานของพวกเขามีผลต่อเป้าหมายขององค์กรหรือความสำเร็จของทีมอย่างไร
4. มุ่งเน้นความสัมพันธ์ในที่ทำงาน
– ผู้นำควรสร้างสภาพแวดล้อมที่ทุกคนรู้สึกว่าตนเองเป็นส่วนหนึ่งของทีมและมีบทบาทสำคัญ
Anti-Mattering ไม่ใช่แค่ปัญหาส่วนบุคคล แต่เป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อองค์กรและสังคม หากเราสามารถสร้างความรู้สึกว่าทุกคนมีค่าในสิ่งที่พวกเขาทำ ไม่เพียงแต่จะช่วยให้พวกเขาเติบโต แต่ยังช่วยให้องค์กรและสังคมโดยรวมพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้น
เพราะในท้ายที่สุด ทุกคนล้วนต้องการรู้สึกว่า “ตัวเองมีค่า” และบทบาทของเราในฐานะผู้นำหรือเพื่อนร่วมงานคือการทำให้คนรอบข้างเห็นคุณค่านั้นอย่างแท้จริง
ใส่ความเห็น