เหตุผลของผู้จัดการ ที่ไม่สอนงานพนักงานสักที (Coaching)

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ได้ไปคุยกับลูกค้ารายหนึ่ง ท่านเป็นผู้บริหารระดับสูงของบริษัท ก็บ่นให้ฟังว่า อยากให้ผู้จัดการที่บริษัทสอนงานพนักงานมากขึ้น ก็เลยวางระบบเรื่องของการสอนงานไว้ และพยายามหาวิทยากรมาสอนเทคนิคในการสอนงาน เพื่อที่จะได้มีความสามารถในการสอนงานได้ดี

แต่ผลสุดท้ายที่ออกมามาก็คือ มีผู้จัดการเพียง 20% เท่านั้น ที่ลงมือสอนงานพนักงานอย่างจริงจัง อีก 80% ยังคงทำงานกันแบบเดิม ไม่สอน ไม่พูด ไม่ทำอะไร ทำเหมือนเดิมอย่างที่เคยทำทุกประการ

บริษัทของท่านมีปัญหาในลักษณะนี้หรือไม่ครับ

ผมก็เลยนำเอางานเขียนเก่า ซึ่งมาจากผลการสำรวจในเรื่องของความพึงพอใจที่มีต่อผู้จัดการขององค์กร ในประเด็นเรื่องของการสอนงานว่า มีสาเหตุอะไรบ้างที่ทำให้ผู้จัดการไม่สอนงานพนักงาน มาทบทวนให้อ่านกันอีกครั้งครับ

  • สอนงานไม่เป็น สาเหตุแรกที่ผู้จัดการมักจะอ้างก็คือ เขาสอนงานไม่เป็น แม้ว่าจะเรียนเทคนิคการสอนงานมาแล้วก็ตาม แต่สุดท้ายก็ไม่รู้ว่าควรจะสอนอย่างไร ไม่รู้ว่าควรจะใช้แนวทางในการสอนงานที่แตกต่างกันไปในพนักงานแต่ละคนอย่างไร บางคนลองสอนแล้ว แต่พนักงานกลับมานั่งนินทานายว่า “สอนอะไรก็ไม่รู้ ไม่รู้เรื่องเลย” นายก็แอบมาได้ยิน เลยหมดกำลังใจกันเลยทีเดียว ผู้จัดการบางคน ก็เป็นพวกคิดเป็น แต่ถ่ายทอดไม่เป็น สุดท้ายกลุ่มนี้ก็เลยลงเอยด้วยการไม่สอนอะไรใคร พนักงานคนไหนสงสัยก็ให้มาถามเอง

 

  • ไม่มีเวลา งานที่รับผิดชอบอยู่ก็ล้นมืออยู่แล้ว จะเอาเวลาที่ไหนไปสอนงานลูกน้อง ข้ออ้างนี้เป็นข้ออ้างยอดฮิตของบรรดาผู้จัดการ แต่พอสืบสาวลึกเข้าไปว่า ทำไมถึงไม่มีเวลา ผลก็ปรากฎว่า 90% ของผู้จัดการที่อ้างว่าไม่มีเวลานั้น เอาเวลาไปทำงานของลูกน้อง ก็คือ แก้ไขปัญหาให้กับลูกน้องอยู่ตลอด โดยที่ไม่ได้ทำงานในตำแหน่งผู้จัดการสักเท่าไร ดังนั้นถ้าเราสอนงานให้ลูกน้องมีทักษะและสามารถที่จะแก้ไขปัญหาได้ด้วยตนเองแล้ว เวลาของผู้จัดการก็จะมีมากขึ้นที่จะจัดการกับงานของตนเอง และเมื่อมีเวลามากขึ้นก็จะได้มีเวลาสอนงานพนักงานมากขึ้นไปอีกครับ

 

  • หัวหน้าผมไม่เห็นจะสอนงานผมเลย แล้วทำไมผมจะต้องไปสอนงานลูกน้องผมด้วย ข้ออ้างนี้ก็เอาหัวหน้าของตนมาเป็นเกราะกำบัง เพื่อที่จะได้ไม่ต้องสอนงาน เพื่อที่จะไม่ให้เกิดข้ออ้างนี้ เวลาที่บริษัทจะทำระบบ Coaching กันจริงๆ แล้วจะต้องทำกันทั้งระบบครับ ไม่ว่าตำแหน่งผู้จัดการ หรือตำแหน่งหัวหน้างานจะต้องมีหน้าที่ในการสอนงานลูกน้องเสมอ เพื่อเป็นการพัฒนาทักษะการทำงานของลูกน้องครับ

 

  • ลูกน้องเก่งอยู่แล้ว อีกเหตุผลหนึ่งก็คือ ผู้จัดการมักจะบอกว่าลูกน้องของตนเองนั้น เก่ง และมีฝีมือในการทำงานที่ดีอยู่แล้ว ดังนั้น ก็ไม่จำเป็นต้องสอนงานอะไรให้เขาแล้ว เพราะแค่นี้เขาก็ทำได้ดีอยู่แล้ว คำถามก็คือ คนเก่งแล้ว ไม่จำเป็นต้องสอนงานอะไรแล้วจริงๆ หรือ เขาไม่ต้องพัฒนาต่อยอดออกไปอีกหรือ เขาจะทำงานแบบนี้ไปตลอดชีวิตเลยหรือ

 

  • ลูกน้องไม่อยากเรียนงาน ผู้จัดการบางคนก็อ้างว่า สอนแล้ว แต่ลูกน้องกลับมีพฤติกรรมแบบว่า ไม่อยากเรียนงาน นั่งหลับบ้าง ทำเป็นตั้งใจบ้าง พอถามเข้าหน่อยก็ตอบไม่ได้ ในเมื่อไม่อยากเรียน ก็เลยไม่อยากสอนไปด้วย

 

  • ลูกน้องผลงานไม่ดี ไม่รู้จะสอนไปทำไม ผู้จัดการบางคนก็บ่นว่า พวกลูกน้องที่ผลงานไม่ดี พฤติกรรมแย่ๆ สอนไปก็เท่านั้น จะ Coach กันไปทำไมให้เสียเวลาทำงาน อันนี้คงต้องเลือกแล้วล่ะครับ ว่าจะอยู่กับผลงานแย่ๆ ของลูกน้องไปเรื่อยๆ แบบนี้ หรือจะทำให้เขามีผลงานที่ดีขึ้นบ้าง เพราะยังไงบริษัทก็ยังคงต้องจ่ายเงินเดือนให้พนักงานกลุ่มนี้อยู่ เราจะไม่ทำให้เขาดีขึ้น เพื่อสร้างผลงานที่ดีขึ้นบ้างเลยหรือ

ผมคิดว่า เรื่องการ coaching นั้น ถ้าจะทำให้ได้ผล จะต้องค่อยๆ ทำ เริ่มจากผู้จัดการที่สอนงานเป็นก่อน ทำให้เห็นเป็นตัวอย่าง แล้วดูผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งปกติแล้วก็จะเกิดผลดีมากกว่า แล้วก็ค่อยๆ ขยายเรื่องนี้ออกไปยังผู้จัดการคนอื่นให้มากขึ้น

ประเด็นสำคัญก็คือ เราต้องค่อยๆ เปลี่ยน Mindset ของผู้จัดการให้ได้ โดยให้มุ่งเน้นไปที่ผลงานของพนักงานที่ออกมา พนักงานคนไหนที่ผลงานยังไม่ดี ก็ต้องช่วยให้เขาทำงานให้ดีขึ้นให้ได้ โดยอาศัยการ Coaching

จากนั้นมันก็จะกลายเป็นวัฒนธรรมองค์กร ที่เน้นการสอนงานกันในทุกระดับ ซึ่งก็จะเกิดผลดีต่อทั้งตัวพนักงาน ผู้จัดการและองค์กรครับ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

บลอกที่ WordPress.com .

Up ↑

%d bloggers like this: