เมื่อพูดถึงเรื่องของ Pay for Performance ก็อดไม่ได้ที่จะต้องมีคำถามเกี่ยวกับวิธีการในการวัดผลงานของพนักงานว่ามีวิธีการอะไรบ้าง โดยปกติแล้วผลงานของพนักงานเราจะมองใน 2 มุมมองหลัก ก็คือ มุมทางด้านผลลัพท์ของงานที่ออกมา (Result) และพฤติกรรมที่พนักงานแสดงออก (Behavior) สิ่งแรกที่จะต้องพิจารณาและเป็นสิ่งที่บริษัทส่วนใหญ่จะต้องกำหนดวิธีการให้ชัดเจนก็คือ การกำหนดวิธีในการวัดผลลัพท์ของงานของพนักงานที่ออกมานั่นเอง
ผมเองก็เคยได้รับคำถามจากลูกค้ามาว่า จะมีวิธีการในการวัดผลงานพนักงานได้อย่างไร เครื่องมืออะไรบ้างที่ดีและใช้ได้จริงๆ ผมก็เลยรวบรวมเครื่องมือในการวัดผลงานด้าน Result มาให้ดูว่า โดยทั่วไปบริษัทในบ้านเราใช้อะไรเป็นเครื่องมือบ้าง
- Balanced Scorecard
- Goal Setting
- MBO หรือ Management by Objective
- KPI หรือ Key Performance Indicator
เท่าที่ผมเห็นในฐานะที่ทำงานด้านนี้ก็จะมีอยู่ 4 ตัวหลักๆ ตามที่กล่าวไว้ข้างต้น ถ้าถามว่า เครื่องมือไหนดีกว่าเครื่องมือไหน อันนี้ตอบยากครับ เพราะต้องขึ้นอยู่กับลักษณะการบริหารขององค์กร ทักษะความรู้และความเข้าใจของพนักงานในองค์กรด้วย เพราะบางเครื่องมือมีความซับซ้อน และต้องอาศัยเวลาในการทำความเข้าใจ โดยเฉพาะบริษัทที่ไม่เคยทำเรื่องเหล่านี้มาก่อน พนักงานจะงงเป็นไก่ตาแตกเลยครับ
ผมอยากทำความเข้าใจกับท่านผู้อ่านง่ายๆ ว่า เครื่องมือเหล่านี้ มันมีวิธีการและแนวคิดที่แตกต่างกันก็จริง แต่มันก็เป็นเครื่องมือที่ใช้เพื่อกำหนดตัววัดผลงาน และเป้าหมายของผลงานทั้งสิ้น เนื่องจากผมเห็นบางคนนั่งงงกับแนวคิด และวิธีการ เลยทำให้การใช้งานมันไม่ได้ผลไปด้วย ดังนั้น อยากให้เข้าใจก่อนว่า เครื่องเหล่านี้ใช้ตั้งเป้าหมายและผลสำเร็จของงานที่เราต้องการ
จริงๆ ไม่ต้องใช้เครื่องมือเหล่านี้ยังได้เลยนะครับ ตัวอย่างง่ายๆ เลยก็คือ ถ้าเราตั้งบริษัทขึ้นมา เป้าหมายสูงสุดของเราในการบริหารบริษัทคืออะไร คำตอบก็เช่น ทำยอดขายให้ได้ ทำกำไรให้ได้ตามที่เราต้องการ ฯลฯ นี่ก็คือตัวชี้วัดผลสำเร็จของงานนั่นเอง
หรือบางบริษัทก็อ้างว่า “เราไม่เคยมีตัวชี้วัดผลงานมาก่อนเลย” ถามจริงๆ ว่า เวลาเราจ้างพนักงานเข้ามาทำงานนั้นเราไม่ได้คาดหวังผลงานของพนักงานเลยหรือครับ เราปล่อยให้เขาทำงานตามใจชอบหรือ เราให้เขาสร้างผลงานอะไรก็ได้อย่างนั้นหรือ
ความเป็นจริงแล้ว ตัวชี้วัดผลงานมันมีมาตั้งแต่ต้น คือ ตั้งแต่เราว่าจ้างพนักงานเข้ามาทำงานแล้วล่ะครับ (ดังนั้นจะอ้างไม่ได้ว่าเราไม่เคยมีตัวชี้วัดผลงาน แต่อ้างได้ว่า เราไม่เคยมีระบบในการชี้วัดผลงานมากกว่า) วิธีการมองหาตัวชี้วัดผลงานง่ายๆ ก็คือ ถามว่า ทำไมเราต้องมีตำแหน่งงานนี้ขึ้นมา และความสำเร็จของงานที่เราต้องการจากตำแหน่งงานนี้คืออะไร คำตอบที่ได้ก็จะเป็นตัวชี้วัดผลงานของตำแหน่งงานนั้นทันที
เครื่องมือหลายๆ ตัวที่ผมกล่าวมาข้างต้นนั้นเป็นเครื่องมือที่สุดท้ายแล้วก็ให้วิธีการวัดผลงานนี่แหละครับ เพียงแต่ว่า อาจจะมีแนวคิด มีมุมมองที่แตกต่างกันออกไป บางแนวคิดก็สร้างขึ้นมาเพื่อมองให้รอบมากกว่าบางเครื่องมือ เช่น Balanced Scorecard ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อมองวิธีการไปสู่เป้าหมายอย่างเป็นระบบ โดยมองออกเป็น 4 มุมมอง เพื่อให้ครบถ้วนในการทำธุรกิจมากที่สุด แต่ในทางปฏิบัติใช้ยากมากครับ ยิ่งถ้าองค์กรเรามีพนักงานระดับปฏิบัติงานเยอะๆ ยิ่งแล้วใหญ่เลยครับ เพราะเขาจะไม่รู้เรื่องเลย ยิ่งเจอที่ปรึกษาที่พูดเรื่องยากให้เป็นเรื่องยากขึ้นไปอีกยิ่งแล้วใหญ่ครับ ผลก็คือ พนักงานจะต่อต้านระบบตัวชี้วัดผลงานเหล่านี้ ทั้งๆ ที่ตัววัดผลงานเหล่านี้ก็มีอยู่ในตัวของมันเองอยู่แล้ว อย่างที่ผมได้กล่าวไปว่า ทุกตำแหน่งในองค์กรล้วนต้องสร้างความสำเร็จทั้งนั้น จริงมั้ยครับ
ถ้าเราจะเริ่มชี้วัดผลงาน เราจะต้องเริ่มต้นจากการสร้างความเข้าใจให้กับพนักงานก่อนเลย ว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่อะไรเลย เรามีอยู่แล้ว เพียงแต่เราไม่ได้ดึงมันออกมาใช้อย่างจริงๆ จังๆ และอย่างเป็นระบบ ก็เลยอยากทำให้มันเป็นระบบมากขึ้น พนักงานเองเมื่อเห็นว่า เขาเองก็ไม่ต้องยุ่งยากอะไรมากมาย และเข้าใจถึงที่มาที่ไปแล้ว คราวนี้ก็ง่ายขึ้นในการนำเอาตัวชี้วัดผลงานมาใช้ในองค์กรครับ
ก่อนอื่นต้องขอขอบพระคุณ ที่ได้ให้ความรู้มากมาย เกี่ยวกับการประเมินผลงานแต่ดิฉันยังมีข้อสงสัยว่า
การประเมิน KPIs ของผู้บริหารจะให้คะแนนผ่าน หรือไม่ผ่าน นั้น จะต้องมองจากผลสำเร็จของเป้าหมายเพียงอย่างเดียว หรือไม่
หากกรณีที่การดำเนินงานไม่ผ่านเกณฑ์ ซึ่งเกิดจากปัจจัยภายนอกที่ไม่สามารถควบคุมได้
ผู้บริหารควรใช้หลักใดในการพิจารณาผลงานของพนักงาน
เรียนคุณเจี๊ยบ อ้างถึงสิ่งที่ผมเคยได้กล่าวไปก็คือ ประเมินผลงานนั้นเน้นไปที่ 2 ด้าน ก็คือ ด้านผลลัพท์ที่ได้และด้านพฤติกรรมที่เหมาะสมกับการทำงานและองค์กร ในกรณีที่เราวัดผลสำเร็จของงาน ก็แน่นอนว่าจะต้องมีการตั้งเกณฑ์และให้คะแนนตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้ ถ้าผลงานออกมาไม่ถึงเป้า โดยที่เป็นสาเหตุมาจากปัจจัยภายนอกจริงๆ เช่นราคาน้ำมันขึ้น มีผลต่อต้นทุน ถ้าเราทราบดังนี้แล้ว โดยทั่วไปจะมีการปรับเป้าหมายกันก่อน โดยจะต้องขออนุมัติกันเป็นลำดับขั้นตอนกันไป ดังนั้นเป้าหมายขององค์กรก็เปลี่ยนไปด้วย ก็คือ มีการปรับเป้าหมายให้เล็กลงได้ครับ แต่ก็ต้องปรับกันทั้งระบบครับ ไม่ใช่ใครใคร่อยากปรับก็ปรับกันเอง โดยอ้างเหตุผลว่า ที่ไม่ได้ก็เพราะเหตุจากภายนอก เพราะแบบนี้ก็จะทำให้องค์กรไม่ถึงเป้าหมายด้วยเช่นกัน
เอาเข้าจริงๆ ถ้ามีภาวะจากภายนอกเข้ามากระทบแล้ว ผู้บริหารก็ต้องนำเอามาพิจารณาว่า จะมีผลต่อยอดขายรวมของเราหรือไม่ หรือมีผลต่อการบริหารต้นทุนของเราหรือไม่ ส่วนใหญ่ก็จะมาจากสภาวะทางเศรษฐกิจมากกว่า ด้วยระบบนี้ไม่อยากให้เป็นไปในลักษณะที่ว่า พนักงานคนไหนทำไม่ได้เป้า ก็อ้างเอาปัจจัยภายนอกเข้ามาเป็นเหตุผล และขอผลงานครับ
ขออนุญาตแชร์ค่ะ ที่ทำงานจะมี 5 ระดับที่ใช้ในการประเมินผลงาน อันหนึ่งที่มาช่วยตอบโจทย์ของคุณเจี๊ยบคือ more expected คือได้สร้าง พัฒนากลยุทธ์ และดำเนินการทุกอย่างตามแผนแล้ว แต่ผลก็ยังไม่มาตามที่ตั้งไว้ พนักงานคนนั้นจะได้ผลงานในระดับนี้ค่ะ (ดีกว่าต่ำสุด คือไม่น่าพึงพอใจ)
อยากสอบถามเพิ่มเติมค่ะว่า ใน result/behavior matrix ที่ได้เขียนไว้
ทำไมคนที่ได้ Result – meet & Behavior – Fail (ระดับ 5) ถึงแย่กว่า Result – Fail & Behavior – exceed ขยันมากแต่งานไม่ออก (ระดับ 4) ค่ะ
พยายามจะนึกตามแต่คิดว่าเราน่าจะดูที่ผลงานมากกว่าหรือเปล่าค่ะ?
ใช่แล้วครับ เรื่องของการพิจารณาผลงานนั้น ส่วนใหญ่จะเน้นไปที่ result มากกว่าครับผม
เอ๊ ถ้าอย่างนั้น คนที่ได้ Result – meet & Behavior – Fail (ระดับ 5) ต้องดีกว่า Result – Fail & Behavior – exceed (ระดับ 4) รึเปล่าค่ะ รบกวนช่วยชี้แจงสมมติฐานของ Matrix ที่อาจารย์แนะนำได้ไหมค่ะ ไม่ค่อยเข้าใจส่วนนี้ค่ะ
เรียนคุณยุ้ย ตัว Matrix นี้ ส่วนใหญ่คนที่นำไปใช้จะเน้นที่ Result มากกว่า เพราะในการให้พนักงานทำงานนั้นสิ่งที่องค์กรคาดหวังก็คือ ผลลัพท์ของงานที่ออกมา ดังนั้น น้ำหนักก็จะไปตกอยู่ที่ตัว Result มากกว่า Behavior ครับผม ในกรณีที่คุณยุ้ยถามมาก็เลย ทำให้ระดับผลงานของคนที่ Result-meet แต่ behavior- fail จะอยู่ในระดับผลงานที่ดีกว่า ตามที่คุณยุ้ยเข้าใจถูกต้องแล้วครับ สิ่งที่แต่ละองค์กรจะต้องนำไปทำต่อก็คือ นำไปปรับใช้จริง ก็คือต้องกำหนดวิธีการ และมาตรฐานในการใช้ตารางนี้อีกทีครับ เพราะช่วงกลางๆ ของตาราง แต่ละองค์กรอาจจะแตกต่างกันออกไปได้ครับ เพียงแต่ในองค์กรของรา เราต้องอธิบายให้พนักงานเข้าใจได้ครับผม
ขอเพิ่มเติมจากประสบการณ์ครับ กรณีที่ผลงาน Result ดี แต่พฤติกรรม Behavior หรือความสามารถCompetency ไม่ผ่าน น่าจะแสดงว่า เป้าหมายที่ตั้งไว้กับผลงานต่ำเกินไปนะครับ จึงทำให้ทำผลงานได้ดี โดยที่ไม่ได้ใช้ความสามารถออกมาอย่างเต็มที่ จึงทำให้การประเมินในด้านความสามารถต่ำ ดังนั้นควรปรับเป้าหมายในเรื่องของผลงานขึ้นมาครับ
ขอบคุณสำหรับคำตอบและแนวคิดใหม่ๆ ที่น่าศึกษาเพิ่มค่ะ