ความสุขของพนักงาน ไม่ใช่แค่เรื่องสวยหรู แต่คือ กำไร ที่จับต้องได้

เคยมีความรู้สึกแบบนี้ไหมครับ เวลาได้ยินใครพูดเรื่อง “การสร้างความสุขให้พนักงาน” หรือ “Happy Workplace” แล้วรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องอุดมคติ เป็นเรื่องสวยหรู หรือบางทีก็มองว่าเป็นแค่แฟชั่นการบริหารจัดการที่เดี๋ยวก็ผ่านไป หรือบางคนอาจจะคิดว่า นี่มันคือการสปอยพนักงานมากเกินไปหรือเปล่า

หลายคนอาจจะแย้งในใจว่า “เดี๋ยวก่อนนะ หน้าที่ของบริษัทคือการทำกำไร สร้าง Productivity ไม่ใช่เหรอ ถ้ามัวแต่เอาใจพนักงาน ธุรกิจจะรอดได้ยังไง”

เชื่อไหมครับว่า แนวคิดนี้อาจจะต้องเปลี่ยนไป เมื่อมีงานวิจัยใหม่ๆ ออกมายืนยันว่า “ความสุขของพนักงาน = ความสำเร็จทางธุรกิจ” แบบที่วัดผลเป็นตัวเงินได้จริงๆ ครับ

วันนี้ผมมีข้อมูลที่น่าสนใจจากบทความของ Harvard Business Review ที่เขียนโดย Arthur C. Brooks มาเล่าให้ฟังครับ

เมื่อตัวเลขไม่โกหก: ความสุขชนะเงินเดือน?

มีการศึกษาจากบริษัท Irrational Capital ที่เก็บข้อมูลยาวนานกว่า 11 ปี (สิ้นสุดเมื่อ มี.ค. 2025) พบข้อมูลที่น่าตกใจครับว่า บริษัทในกลุ่ม S&P 500 ที่พนักงานมีความพึงพอใจสูงสุด (Top 20%) สามารถทำผลประกอบการ (ราคาหุ้น) ชนะบริษัทกลุ่มท้ายตารางได้ถึงเกือบ 6%

ในขณะที่บริษัทที่ทุ่มเงิน ให้ผลตอบแทนและสวัสดิการดีๆ (Extrinsic rewards) กลับทำผลงานชนะกลุ่มท้ายตารางได้แค่ 2.07% เท่านั้น

เห็นไหมครับว่า “ความสุขทางใจ” ส่งผลต่อกำไรมากกว่า “ตัวเงิน” เกือบ 3 เท่าตัว!

แล้วอะไรคือปัจจัยที่ทำให้พนักงานมีความสุข

งานวิจัยพบว่ามี 6 ปัจจัยหลักๆ เรียงตามลำดับความสำคัญ ดังนี้ครับ

  1. Innovation: หัวหน้าเปิดรับฟังความคิดเห็น
  2. Direct Management: การสื่อสารที่ชัดเจนและจริงใจ
  3. Organizational Effectiveness: การบริหารงานที่ไม่ยุ่งยาก ซับซ้อน หรือราชการจ๋า
  4. Engagement: ผู้นำที่สนับสนุนการเรียนรู้และการเติบโต
  5. Emotional Connection: วัฒนธรรมที่ส่งเสริมความเป็นเพื่อนในที่ทำงาน
  6. Organizational Alignment: เป้าหมายองค์กรสอดคล้องกับค่านิยมภายใน

3 แบบฝึกหัดง่ายๆ เพื่อสร้างทีมที่มีความสุข (เริ่มได้สัปดาห์นี้เลย)

ถ้าอ่านปัจจัยข้างบนแล้วรู้สึกว่ามันกว้างไป ผมมี 3 วิธีการง่ายๆ ที่คุณ Arthur C. Brooks แนะนำไว้ให้ลองเอาไปทำกันดูครับ

1. ลองขอคำปรึกษาจากลูกน้องดูบ้าง (เพื่อสร้าง Innovation)

ผู้นำหลายคนกลัวเสียหน้า ไม่กล้าถามลูกน้อง แต่เชื่อเถอะครับว่าการยอมรับว่า “ผมไม่รู้” หรือ “ช่วยผมคิดหน่อย” คือกุญแจสำคัญของนวัตกรรม

  • สัปดาห์นี้ ลองเลือกปัญหาที่ค้างคาใจมาสักเรื่อง แล้วเดินไปถามทีมงานว่า “ถ้าเป็นคุณ คุณจะแก้ปัญหานี้ยังไง?” หรือ “ผมมองข้ามอะไรไปรึเปล่า?” นอกจากจะได้ไอเดียใหม่ๆ แล้ว ยังเป็นการส่งสัญญาณว่าเราเปิดกว้างจริงๆ ครับ

2. พูดความจริงในเรื่องที่อึดอัดใจ (เพื่อสร้าง Direct Management) ความไม่ชัดเจนคือศัตรูของความสุขครับ โดยเฉพาะในเวลาที่สถานการณ์ไม่แน่นอน พนักงานมักจะรู้ทันเวลาที่เราพูดอ้อมค้อม

  • หยุดหลีกเลี่ยงบทสนทนาที่ยากลำบาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องผลงาน การปฏิเสธคำขอขึ้นเงินเดือน หรือความไม่แน่นอนของโปรเจกต์ การพูดความจริงอย่างตรงไปตรงมา (แม้จะเป็นข่าวร้าย) จะช่วยให้พนักงานเชื่อมั่นและมีความสุขมากกว่าการปล่อยให้เขาเดาเอาเองครับ

3. เลี้ยงข้าวทีม… แต่ตัวเราไม่ต้องไป (เพื่อสร้าง Emotional Connection) ข้อนี้เด็ดสุดครับ เรารู้กันดีว่าการมีเพื่อนที่ทำงานทำให้คนอยากทำงานมากขึ้น แต่รู้ไหมครับว่า “เวลาที่อยู่กับหัวหน้า” คือช่วงเวลาที่พนักงานเครียดและมีความรู้สึกเชิงลบมากที่สุดในแต่ละวัน (มากกว่าตอนทำงานบ้านอีกนะครับ!) ไม่ใช่ว่าเราเป็นคนไม่ดีนะครับ แต่มันเป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่อึดอัดเวลาอยู่กับผู้มีอำนาจ

  • จองร้านอาหาร จ่ายเงินให้ทีมไปกินมื้อเที่ยงด้วยกัน แต่หัวหน้าไม่ต้องตามไปนะครับ  ปล่อยให้พวกเขาสร้างความสัมพันธ์กันเองแบบไร้ความกดดัน นี่คือวิธีสร้าง Team bonding ที่ดีอีกวิธีหนึ่ง

สุดท้ายนี้ การทำให้พนักงานมีความสุข ไม่ใช่แค่เรื่องของ “หน้าที่ทางศีลธรรม” ที่องค์กรพึงกระทำเท่านั้น แต่มันคือกลยุทธ์ทางธุรกิจที่พิสูจน์แล้วว่า “ทำแล้วกำไรเพิ่ม”

ลองนำ 3 ข้อนี้ไปปรับใช้ดูนะครับ ได้ผลอย่างไรมาเล่าให้ฟังกันบ้าง

ใส่ความเห็น

บลอกที่ WordPress.com .

ขึ้น ↑