Mindfulness ทักษะพื้นฐานของคนทำงานยุคใหม่ที่องค์กรไม่ควรมองข้าม

ในวันที่โลกของการทำงานหมุนเร็วและซับซ้อนขึ้นทุกวัน คนทำงานไม่ได้ต้องการแค่ความรู้หรือความสามารถ แต่ต้องการ “กล้ามเนื้อใจ” ที่แข็งแรงพอจะรับมือกับความไม่แน่นอน ความกดดัน และสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ (บทความนี้อ้างอิงจากหนังสือ Flex you Feeling เขียนโดย Dr. Emily Anhalt)

ทักษะที่หลายคนมองข้าม แต่กลับสำคัญที่สุดในยุคนี้คือ “Mindfulness” หรือที่ผมขอเรียกว่า “ศิลปะแห่งการอยู่กับความไม่สบายใจอย่างมีสติ”

Mindfulness คืออะไร?

Mindfulness ไม่ใช่แค่เรื่องของการนั่งสมาธิหรือหายใจเข้าออกอย่างมีจังหวะ แต่มันคือ “การอยู่กับความรู้สึกไม่สบาย โดยไม่รีบหนี ไม่กดทับ และไม่ระเบิดมันออกมา” มันคือการเรียนรู้ที่จะหยุด รู้ และยอมรับ ว่าเรากำลังรู้สึกอะไร แล้วจึงเลือกตอบสนองอย่างมีสติ แทนที่จะปล่อยให้ความรู้สึกพาไป

พูดให้เข้าใจง่ายขึ้น ในแบบไทย ๆ Mindfulness ก็คือ “การมีสติ” นั่นเอง เป็นสติที่ไม่ใช่แค่รู้ตัวว่าทำอะไรอยู่ แต่คือการรู้ว่า “ใจเรากำลังรู้สึกอะไรอยู่” ด้วย เช่น รู้ว่าเรากำลังหงุดหงิด กำลังกังวล หรือกำลังกลัว แล้วอยู่กับมันได้โดยไม่ต้องรีบจัดการหรือผลักไสมันทันที

ตัวอย่างง่าย ๆ เช่น การที่เราได้รับอีเมลตำหนิจากหัวหน้า แล้วรู้สึกโกรธหรือน้อยใจ หากไม่มี Mindfulness เราอาจตอบกลับไปทันทีด้วยถ้อยคำประชดประชันหรือปิดกั้นตัวเอง แต่หากมีสติ เราอาจเลือกที่จะเว้นช่วง หายใจลึก ๆ อ่านอีเมลอีกครั้ง และพิจารณาว่าสารที่แท้จริงในข้อความคืออะไร ก่อนจะตอบกลับอย่างสร้างสรรค์

อีกกรณีหนึ่ง เช่น ในการประชุมที่ความคิดเห็นของเราถูกปฏิเสธต่อหน้า หากไม่มี Mindfulness เราอาจรู้สึกอาย โกรธ หรือหงุดหงิดจนเก็บเงียบหรือปิดใจไม่อยากเสนออีก แต่ถ้ามี Mindfulness เราจะสังเกตอารมณ์นั้น รับรู้มัน แล้วแยกแยะได้ว่า “ฉันเสียหน้า” กับ “ไอเดียฉันยังไม่เหมาะในเวลานี้” ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน

ดร.เอมิลี อันฮอลต์ กล่าวไว้อย่างน่าคิดว่า “ทุกสิ่งที่คุณต้องการในชีวิต มักรออยู่หลังความไม่สบายใจ” และผมเห็นด้วยแบบไม่มีข้อแม้

เมื่อความเก่งเรื่องงานอย่างเดียว ไม่พออีกต่อไป

เรามักเจอพนักงานเก่ง ๆ บางคนในที่ทำงาน เช่น พนักงานขายที่ทำยอดขายทะลุเป้าทุกเดือน ขายเก่งมาก แต่กลับสร้างความอึดอัดให้เพื่อนร่วมงานตลอดเวลา และทำให้ลูกค้ารู้สึกถูกกดดัน ถูกบีบให้ตัดสินใจ ไม่มีความอดทนต่อการใช้เวลาในการคิดพิจารณาของคนอื่นมากนัก เร่งเร้าให้ตอบเร็ว ๆ ตลอดเวลา หรือ รุกไล่ทั้งเพื่อนร่วมงาน หรือลูกค้าเพื่อเอาคำตอบทันที

หรือในที่ประชุม เขามักขัดจังหวะคนอื่น โดยไม่ฟังให้จบ และจะส่งข้อความตามเร่งลูกค้าในทันทีที่การประชุมสิ้นสุดลง แม้ยังไม่ได้รับสัญญาณตอบรับจากอีกฝ่าย เมื่อหัวหน้าลองสะท้อนว่าเขาอาจกดดันมากเกินไป คำตอบของเขาคือ “ถ้าฉันไม่กด ลูกค้าก็จะหายไป” — สะท้อนถึงความเชื่อว่าการควบคุมคือความปลอดภัย ทั้งที่ในความจริง ความกดดันเหล่านี้กำลังบ่อนทำลายความสัมพันธ์รอบตัวอย่างช้า ๆ

สิ่งที่เขาขาดไม่ใช่ทักษะทางธุรกิจ แต่คือ Mindfulness เขาไม่สามารถอยู่กับอารมณ์ของตัวเอง และผลักอารมณ์เหล่านั้นไปใส่คนรอบข้างโดยไม่รู้ตัว

องค์กรควรเริ่มต้นอย่างไร?

สำหรับพนักงาน

  • ฝึก “หยุดก่อนตอบ” โดยเฉพาะในอีเมลที่ชวนหัวร้อน เช่น เมื่อได้รับข้อความที่ทำให้รู้สึกโกรธ ผิดหวัง หรือไม่พอใจ ให้ลองเว้นช่วงสั้น ๆ ไม่รีบพิมพ์ตอบทันที อาจหายใจลึก ๆ สักสามครั้ง หรือเดินไปดื่มน้ำสักแก้วก่อน แล้วจึงกลับมาอ่านอีเมลอีกครั้งด้วยสายตาที่เย็นลง วิธีนี้ช่วยให้เราแยกอารมณ์ออกจากเหตุการณ์ และเลือกคำตอบที่สร้างสรรค์ แทนที่จะตอบตามแรงอารมณ์
  • สังเกตตัวเองเมื่อรู้สึกอึดอัด แล้วถามว่า “เรากลัวอะไร?” เช่น หากรู้สึกไม่อยากพูดในที่ประชุมเพราะกลัวจะพูดผิด หรือกลัวถูกตัดสิน ให้ลองทบทวนว่า ความกลัวนั้นเกิดจากประสบการณ์ใด หรือความคาดหวังใดในใจของเรา แล้วค่อย ๆ ฝึกยอมรับมันโดยไม่รีบตัดสินตัวเอง การตั้งคำถามเช่นนี้ช่วยให้เราเชื่อมโยงกับอารมณ์ภายในอย่างอ่อนโยน และเปิดพื้นที่ให้ตัวเองได้เติบโต
  • ยอมรับว่าบางคำถาม ไม่มีคำตอบในทันที และนั่นก็ไม่เป็นไร เพราะในชีวิตการทำงานจริง เราไม่ได้มีคำตอบที่พร้อมใช้สำหรับทุกสถานการณ์เสมอไป บางเรื่องต้องใช้เวลาในการคิด ทบทวน หรือรอข้อมูลเพิ่มเติม การกล้ายอมรับว่า “ตอนนี้ยังไม่รู้” คือความกล้าของคนที่มีสติ และให้เกียรติกระบวนการคิดของตัวเองอย่างแท้จริง

สำหรับ HR และผู้นำองค์กร

  • จัดเวิร์กช็อปหรือสร้างพื้นที่ปลอดภัย ให้พนักงานได้มีโอกาสหยุดพักจากภาระงาน เพื่อได้ทบทวนอารมณ์ ความรู้สึก หรือสิ่งที่กำลังแบกรับอยู่ โดยไม่ถูกตัดสิน เช่น การจัดกิจกรรม Mindful Break สั้น ๆ ระหว่างวัน หรือวงสนทนาเล็ก ๆ ที่เปิดโอกาสให้คนได้ฟังและพูดอย่างไม่ต้องกลัวผิด ถูก หรือถูกตำหนิ พื้นที่เช่นนี้จะช่วยให้พนักงานได้ฝึกฝนการฟังใจตัวเอง และพัฒนาความสามารถในการอยู่กับความรู้สึกของตนเองอย่างอ่อนโยน
  • เปลี่ยนวัฒนธรรม “เก่งแต่เครียด” ให้กลายเป็น “เก่งอย่างยั่งยืน” หมายถึง การส่งเสริมให้พนักงานไม่เพียงแค่ทำงานได้ดีตามเป้าหมาย แต่สามารถรักษาคุณภาพใจของตนเองควบคู่ไปด้วย ไม่ต้องแลกผลงานกับความเครียดเรื้อรังหรือสุขภาพจิตที่เสื่อมโทรม องค์กรควรส่งเสริมวิธีการทำงานที่สมดุล เปิดพื้นที่ให้หยุดพักอย่างมีคุณค่า และยอมรับว่าการดูแลใจเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาศักยภาพอย่างแท้จริง
  • สนับสนุนให้ผู้นำทีมแสดงออกถึงความรู้สึกอย่างจริงใจ ไม่ใช่แค่สั่งงานเก่ง เช่น ในช่วงประชุมทีม หากหัวหน้ารู้สึกกังวลกับทิศทางของโปรเจกต์ ก็สามารถบอกทีมอย่างตรงไปตรงมาว่า “โปรเจกต์นี้มีความท้าทาย และผมเองก็ยังไม่มีคำตอบทั้งหมด แต่เราเดินไปด้วยกันได้” หรือเมื่อรู้สึกเหนื่อยล้า ก็อาจแชร์ว่า “วันนี้เป็นวันที่ผมรู้สึกไม่ค่อยเต็มร้อย ขออภัยหากดูเงียบ ๆ ไปหน่อย” การแสดงความรู้สึกในลักษณะนี้ทำให้ทีมรู้สึกถึงความเป็นมนุษย์ของผู้นำ และเปิดพื้นที่ให้สมาชิกทีมกล้าสื่อสารอย่างตรงไปตรงมาเช่นกัน

สุขภาพใจ ไม่ใช่เรื่องฟุ่มเฟือย

Mindfulness ไม่ใช่เรื่องลอย ๆ ไม่ใช่เรื่องเฉพาะสายสุขภาพจิต แต่มันคือ “รากฐานของความเป็นมนุษย์ที่ทำงานได้ดี” ในวันที่โลกหมุนเร็วขึ้นเรื่อย ๆ พนักงานที่มี Mindfulness ไม่ได้แค่อยู่รอด แต่จะ “รับมือกับแรงกดดันได้ดี” และ “เติบโตได้” อย่างแท้จริง

กล้ามเนื้อใจไม่ฟิต เราอาจจะยังทำงานไหว แต่สุดท้ายจะหมดแรงแบบไม่รู้ตัว ทั้งร่างกายก็เหนื่อย และใจเองก็อ่อนล้า

ถึงเวลาที่องค์กรต้องเลิกมองว่าความรู้สึกเป็นเรื่องส่วนตัว และเริ่มมองว่า “ใจ” คือเครื่องมือทำงานที่สำคัญไม่แพ้สมองหรือมือ

ดูแลใจพนักงาน… เท่ากับดูแลอนาคตขององค์กร

ใส่ความเห็น

บลอกที่ WordPress.com .

ขึ้น ↑