การประสานความต่างของแต่ละ Gen เพื่อสุขภาวะจิตในที่ทำงาน

ในพื้นที่ที่คนต่างวัยพบกัน

ในสังคมแห่งการทำงานยุคปัจจุบัน ซึ่งมีผู้คนจากหลายช่วงวัย—ตั้งแต่ Babyboomer ไปจนถึงเจเนอเรชัน Z—ทำงานเคียงบ่าเคียงไหล่กัน ความหลากหลายทางประสบการณ์ ชีวิต และการรับรู้ กลายเป็นเสน่ห์ แต่ก็มาพร้อมความท้าทาย การส่งเสริมสุขภาพจิตจึงไม่อาจใช้แนวทางเดียวกันกับทุกคน หากต้องพิจารณาอย่างลึกซึ้งถึงบริบทเฉพาะของแต่ละกลุ่มวัย เพื่อออกแบบวิถีแห่งความเข้าใจร่วมกันในที่ทำงาน

ความเข้าใจเรื่องจิตใจ ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เพิ่งพูดได้

แต่ละรุ่นเติบโตมาในยุคสมัยที่แตกต่างกัน คนรุ่นเก่าหลายคนอาจเคยเผชิญความยากลำบากโดยไม่เคยมีพื้นที่พูดถึงความรู้สึก บางคนมีปัญหาทางจิตใจ แต่ไม่สามารถไปพบจิตแพทย์ได้ เพราะยุคนั้นคนจะมองว่าผิดปกติอย่างมาก ขณะที่คนรุ่นใหม่มีความกล้าหาญมากขึ้นในการเอ่ยถึงความทุกข์ทางใจ และสามารถพบปะพูดคุยกับจิตแพทย์ได้อย่างเปิดเผย แต่นั่นมิได้หมายความว่าทุกเสียงจะได้รับการต้อนรับอย่างเท่าเทียม ความท้าทายจึงไม่ใช่แค่การแก้ปัญหา แต่คือการไม่มีใครฟังพนักงานคนนั้นมากกว่า

จากข้อมูลของ Resolution Foundation ในสหราชอาณาจักร พบว่ากว่าหนึ่งในสามของคนวัย 18–24 ปีประสบปัญหาทางจิตใจที่ส่งผลต่อการทำงาน และทำให้เกิดการลาป่วยบ่อยครั้งมากกว่าคนวัยกลางคน ความเงียบอันเกิดจากความเกรงใจ หรือความไม่แน่ใจในสถานภาพตนเองในองค์กร ทำให้คนหนุ่มสาวรู้สึกโดดเดี่ยว แม้ในที่ที่ควรปลอดภัยที่สุดอย่างที่ทำงาน

เมื่อคนต่างรุ่นเข้าใจผิดกัน

ความไม่เข้าใจกันระหว่างรุ่น ไม่ได้เกิดจากการตั้งใจ หากมักเป็นผลจากมุมมองที่ต่างกัน คนรุ่นใหม่อาจรู้สึกว่าปัญหาคือวิกฤต ขณะที่คนรุ่นเก่ามองว่านั่นเป็นเพียงบทเรียนหนึ่งในชีวิต การพูดคุยระหว่างวัยที่ขาดความไว้วางใจ จึงกลายเป็นกำแพงที่มองไม่เห็น แต่หนักแน่น

แม้ Gen Z จะมีความรู้เรื่องสุขภาพจิต แต่ก็ยังลังเลที่จะพูดคุยกับหัวหน้างาน กลัวว่าจะถูกตัดสินหรือไม่เข้าใจ ต่างจากมิลเลนเนียลที่มีประสบการณ์และความกล้าในบทสนทนาเหล่านี้มากขึ้น

ปรับแนวทาง ไม่ใช่แค่ตระหนักรู้

องค์กรจำนวนไม่น้อยเริ่มตระหนักถึงสุขภาพจิต แต่การตระหนักรู้เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ การเปลี่ยนแปลงต้องเริ่มจากโครงสร้าง วัฒนธรรม และการสื่อสารที่เปิดกว้าง ทุกเสียงควรได้รับฟัง ไม่ว่าเสียงนั้นจะมาจากพนักงานใหม่ หรือผู้บริหารอาวุโส

การออกแบบสวัสดิการหรือโปรแกรมสนับสนุนจึงควรมีความหลากหลายทางความคิดเห็น ไม่ใช่แค่สะท้อนความคิดของผู้มีอำนาจแต่เพียงฝ่ายเดียว

ผู้นำที่เปราะบางคือผู้นำที่แท้จริง

ในอดีต ผู้นำอาจต้องแสดงออกถึงความมั่นคงเด็ดขาด แต่ในโลกวันนี้ ผู้นำที่ยอมรับความไม่สมบูรณ์แบบของตนเอง และเปิดใจรับฟังผู้อื่น กลับเป็นผู้ที่ได้รับความไว้วางใจมากที่สุด การกล้าเอ่ยว่า “ฉันเองก็เหนื่อย” กลายเป็นคำพูดที่ทรงพลังที่สุดในห้องประชุม

การเสริมสร้างวัฒนธรรมแห่งการเข้าใจซึ่งกันและกัน ควรมีพื้นที่ให้พนักงานกลางวัยได้แบ่งปันเรื่องราว และให้พนักงานอาวุโสได้เป็นที่พึ่งทางอารมณ์ ขณะเดียวกัน คนรุ่นใหม่เองก็ควรได้รับความไว้วางใจให้มีบทบาทในการสร้างสรรค์พื้นที่แห่งความเข้าใจนี้ด้วย

ช่องทางที่หลากหลาย เพราะเราไม่ได้เหมือนกัน

สุขภาพจิตไม่ใช่เรื่องที่ “หนึ่งแอปช่วยได้ทุกคน” Gen Z อาจต้องการพูดคุยผ่านข้อความ ในขณะที่บางคนยังต้องการการพบปะพูดคุยแบบตัวต่อตัว การมีช่องทางที่หลากหลายจึงไม่ใช่ความสะดวก แต่คือความเท่าเทียม

องค์กรจำนวนมากมีบริการสนับสนุนทางด้านสุขภาพจิต แต่พนักงานกลับไม่รู้ หรือไม่กล้าใช้ เพราะไม่มีใครพูดถึง สิ่งเหล่านี้ควรถูกนำเสนออย่างเข้าใจง่าย และชวนให้ผู้คนรู้สึกว่าพวกเขา “มีสิทธิ์” เข้าถึง

ลงทุนก่อนเกิดปัญหา

สุขภาพจิตเป็นเรื่องของการลงทุน ไม่ใช่ค่าใช้จ่าย การอบรม การให้ความรู้ และการออกแบบสภาพแวดล้อมการทำงานที่เอื้อ คือการป้องกันที่ประหยัดและยั่งยืนยิ่งกว่าการรักษาภายหลัง โดยเฉพาะกับพนักงานรุ่นใหม่ที่คาดหวังว่าองค์กรควรเป็นมากกว่าสถานที่ทำงาน

สรุป

การสนับสนุนสุขภาพจิตในที่ทำงานที่มีหลายรุ่นร่วมอยู่ มิใช่เพียงการสร้างระบบหรือบริการ แต่คือการสร้าง “ความเป็นมนุษย์ร่วมกัน” ที่ทุกคนมีสิทธิ์จะรู้สึก ป่วย เหนื่อย และต้องการการรับฟัง องค์กรใดที่กล้าทำให้เรื่องนี้กลายเป็นเรื่องธรรมดา องค์กรนั้นจะเป็นที่ที่ผู้คนอยากอยู่ต่อ และเติบโตไปพร้อมกัน

ใส่ความเห็น

บลอกที่ WordPress.com .

ขึ้น ↑