ความวิตกกังวลของคนในยุคปัจจุบัน เมื่อความคิดกลายเป็นกับดักของตัวเอง

ในโลกปัจจุบันที่หมุนเร็วและเต็มไปด้วยแรงกดดัน ความวิตกกังวล (Anxiety) กลายเป็นเรื่องธรรมดาที่หลายคนต้องเผชิญ ไม่ว่าจะเป็นความกังวลเรื่องงาน ความสัมพันธ์ หรืออนาคตข้างหน้า ความรู้สึกกลัวและตึงเครียดเหล่านี้ แม้จะเป็นการตอบสนองตามธรรมชาติของร่างกายเพื่อเตรียมตัวต่อสู้หรือหลีกเลี่ยงภัยอันตราย (Fight or Flight Response) แต่เมื่อมันเกิดขึ้นโดยไม่มีเหตุผลที่ชัดเจน เกิดขึ้นบ่อยครั้งเกินไป หรือรุนแรงเกินกว่าสถานการณ์จริง ความวิตกกังวลก็จะเริ่มส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันมากขึ้น จนอาจจะถึงขั้นรุนแรงได้

หนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ทำให้คนยุคนี้เผชิญกับความวิตกกังวลมากขึ้น คือ “รูปแบบความคิดลบที่คิดวนไปวนมา” (Repetitive Negative Thought: RNT) ซึ่งรวมถึงความวิตกกังวลเชิงลบ (Worry) ต่อเหตุการณ์ในอนาคตทั้ง ๆ ที่มันก็ยังไม่เกิดขึ้นจริง และการครุ่นคิดวนเวียนในด้านลบอีกเช่นกัน (Rumination) ถึงเรื่องราวในอดีตที่ผ่านไปแล้ว รูปแบบความคิดเหล่านี้มักเกิดขึ้นแบบอัตโนมัติ ยากต่อการควบคุม และมีแนวโน้มจะโฟกัสแต่ด้านลบ จึงทำให้ความวิตกกังวลทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นไปอีก

จากการศึกษาตามแนวคิดการบำบัดพฤติกรรมและความคิด (Cognitive Behavioral Therapy: CBT) พบว่า อารมณ์ของเราไม่ได้เกิดจากเหตุการณ์โดยตรง แต่เกิดจากการที่เราตีความเหตุการณ์เหล่านั้น เช่น การได้ยินเสียงแมลงบิน หากตีความว่าเป็นภัยจากผึ้ง ก็จะรู้สึกกลัวและวิตกกังวลทันที ในขณะที่หากมองว่าเป็นเพียงแมลงธรรมดา ก็จะไม่รู้สึกกลัวเลย

อีกหนึ่งมิติที่น่าสนใจ คือ ความสัมพันธ์ระหว่างความวิตกกังวล กับการยึดติดกับความวิตกกังวลจนเป็นนิสัย (Attachment Style) โดยเฉพาะผู้ที่มีลักษณะ “Anxious Attachment” หรือการยึดติดกับความวิตกกังวลจนกลายเป็นนิสัย คนกลุ่มนี้มักมีความกลัวถูกทอดทิ้งสูง และมีแนวโน้มที่จะคิดมากตลอดเวลา คิดมากในทุกเรื่อง วิเคราะห์มากเกินไปเกี่ยวกับความสัมพันธ์ กังวลไปซะทุกเรื่อง เช่น กังวลเมื่ออีกฝ่ายไม่ตอบข้อความทันที หรือพยายามจับสัญญาณเล็กๆ น้อยๆ เพื่อวิเคราะห์ความรู้สึกของอีกฝ่าย สิ่งเหล่านี้อาจกระตุ้นระบบ “Fight or Flight” ตลอดเวลาแม้ในสถานการณ์ที่ไม่อันตราย ส่งผลให้เกิดภาวะเครียดเรื้อรัง และความคิดลบที่ยากจะควบคุม

นอกจากนี้ ร่างกายของคนเรานั้น ไม่สามารถแยกแยะได้ว่าความกลัวมาจาก “ความคิด” หรือ “เหตุการณ์จริง” ทำให้แม้เพียงแค่คิดถึงเรื่องที่ทำให้วิตกกังวล ร่างกายก็จะตอบสนองด้วยอาการจริง เช่น หัวใจเต้นเร็ว เหงื่อออก หรือหายใจเร็ว ทั้งที่ไม่ได้เผชิญกับภัยคุกคามจริง ๆ

แนวทางจัดการความวิตกกังวล

  1. ตระหนักรู้ความคิดของตนเอง: ฝึกสังเกตว่าเมื่อไรที่ตนเองเริ่มคิดวนเวียนหรือกังวล และพยายามหยุดสังเกตโดยไม่ตัดสิน
  2. เปลี่ยนมุมมองการตีความ: ใช้แนวทางของ CBT ในการตั้งคำถามกับความคิด เช่น “หลักฐานมีเพียงพอไหมที่ทำให้เราต้องกังวล?” หรือ “มีมุมมองอื่นที่เป็นไปได้หรือไม่?”
  3. ฝึกการอยู่กับปัจจุบัน (Mindfulness): การฝึกสติช่วยให้เรากลับมาอยู่กับปัจจุบัน ลดการหลงวนเวียนกับอดีตหรืออนาคตเกินไป
  4. ดูแลร่างกาย: ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ นอนหลับให้เพียงพอ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และหาวิธีผ่อนคลายร่างกาย เช่น การหายใจลึกๆ หรือโยคะ
  5. ขอความช่วยเหลือเมื่อจำเป็น: หากความวิตกกังวลรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ เช่น นักจิตวิทยาหรือนักบำบัด

ความวิตกกังวลเป็นอารมณ์ธรรมชาติที่มีหน้าที่ปกป้องเราจากอันตราย แต่ในโลกยุคปัจจุบัน ความคิดที่วนเวียนในแง่ลบและการตีความเหตุการณ์ในเชิงลบ กลับทำให้ความวิตกกังวลกลายเป็นปัญหาที่กระทบต่อคุณภาพชีวิตอย่างมาก โดยเฉพาะในบริบทของความสัมพันธ์และการใช้ชีวิตในสังคมที่มีความเร็วสูงเช่นนี้ การตระหนักรู้ถึงรูปแบบความคิดของตนเอง การปรับมุมมอง และการดูแลทั้งกายและใจ คือกุญแจสำคัญในการบรรเทาความวิตกกังวล และฟื้นคืนสมดุลทางอารมณ์ในโลกที่เต็มไปด้วยแรงกระตุ้นไม่รู้จบ

ใส่ความเห็น

บลอกที่ WordPress.com .

ขึ้น ↑