โลกเปลี่ยนเร็ว แต่รากฐานต้องแน่น
ทุกวันนี้ ทุกองค์กรพูดถึงเทรนด์ใหม่ ๆ ไม่ว่าจะเป็น AI, บล็อกเชน หรือเทคโนโลยีล้ำสมัยที่ดูเหมือนจะเปลี่ยนแปลงโลกได้ในพริบตา องค์กรจำนวนมากจึงเร่งรีบทุ่มทรัพยากรไปกับการพัฒนาทักษะใหม่ ๆ เพราะกลัวจะล้าหลัง แต่คำถามคือ พนักงานได้ใช้ทักษะเหล่านั้นจริงหรือเปล่า? หรือกำลังเสียเวลาศึกษาสิ่งที่ไม่เกี่ยวข้องกับงานหลักของตัวเอง
งานวิจัยล่าสุดชี้ให้เห็นว่า สิ่งที่ทำให้พนักงานมีประสิทธิภาพสูงขึ้นจริง ๆ คือการเชี่ยวชาญทักษะแกนหลัก (Core Skills) ที่จำเป็นต่อหน้าที่ของพวกเขา ไม่ใช่การเรียนรู้สิ่งใหม่ที่ยังไม่มีความจำเป็นในปัจจุบัน เทรนด์เป็นสิ่งที่เปลี่ยนไปเรื่อย ๆ แต่พื้นฐานที่แข็งแกร่งต่างหากที่ทำให้คนปรับตัวได้เร็วและพร้อมรับทุกการเปลี่ยนแปลง
งบประมาณที่ลดลง กับเวลาที่จำกัด
แม้องค์กรต่าง ๆ จะรู้ว่าต้องพัฒนาพนักงาน แต่ในความเป็นจริง งบประมาณการฝึกอบรมกลับ ลดลง อย่างต่อเนื่อง ในปี 2023 บริษัทขนาดใหญ่ลดการลงทุนด้านการฝึกอบรมโดยเฉลี่ยประมาณ 30-50% ในประเทศไทยเองก็เช่นกัน งบประมาณในการฝึกอบรมถูกกำหนดขึ้น แต่ต้องใช้อย่างมีประสิทธิภาพจริง ๆ
เมื่อเงินและเวลามีจำกัด คำถามคือ องค์กรควรลงทุนกับอะไรมากกว่ากัน ระหว่างการเสริมทักษะแกนหลัก หรือการไล่ตามเทรนด์ใหม่ ๆ
การศึกษาของ Gartner ที่สำรวจพนักงาน 3,375 คน พบว่าการพัฒนาทักษะแกนหลักส่งผลให้ประสิทธิภาพของพนักงานเพิ่มขึ้นถึง 5 เท่า เมื่อเทียบกับการเรียนรู้ทักษะใหม่ที่ยังไม่ได้นำมาใช้
แต่ปัญหาคือ พนักงานเพียง 25% เท่านั้นที่เลือกพัฒนาทักษะแกนหลักของตัวเอง ในขณะที่ 40% ให้ความสำคัญกับการเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ มากเกินไป นี่คือช่องโหว่ที่ทำให้องค์กรสูญเสียโอกาสในการเพิ่มประสิทธิภาพของทีมงานอย่างแท้จริง
4 วิธีสร้างหลักสูตรฝึกอบรมที่ได้ผลจริง
1. รู้ก่อนว่าองค์กรต้องการอะไร
อย่าเรียนอะไรเพียงเพราะมันดูเท่หรือเป็นกระแส ถามพนักงานว่าต้องการอะไรเพื่อทำงานได้ดีขึ้น คุยกับหัวหน้าและฝ่ายสรรหาบุคลากร แล้วกำหนด 10 ทักษะสำคัญที่แต่ละตำแหน่งต้องมี นี่จะช่วยให้การฝึกอบรมมุ่งไปที่จุดที่สร้างผลลัพธ์ให้ธุรกิจจริง ๆ
2. อธิบายให้ชัดว่าทำไมทักษะแกนหลักถึงสำคัญ
พนักงานหลายคนต่อต้านการฝึกอบรม เพราะมองว่าเป็น ภาระงานที่เพิ่มขึ้น หรืออาจไม่ช่วยให้พวกเขาก้าวหน้าในหน้าที่การงานได้จริง องค์กรต้องอธิบายให้ชัดเจนว่าการฝึกอบรมทักษะแกนหลักจะช่วยให้พวกเขาทำงานได้เร็วขึ้น มีประสิทธิภาพขึ้น และมีโอกาสเติบโตมากขึ้น
3. อย่ารีบร้อน เปลี่ยนแปลงทีละขั้น
การยกเครื่องระบบฝึกอบรมใหม่ทั้งหมดเป็นเรื่องใหญ่และใช้ทรัพยากรมาก วิธีที่ดีที่สุดคือ เริ่มจากกลุ่มเล็ก ๆ ทดลองก่อน ปรับปรุงจากสิ่งที่ได้เรียนรู้ แล้วค่อย ๆ ขยายไปยังส่วนอื่น ๆ ขององค์กร วิธีนี้ช่วยลดความผิดพลาดและทำให้การเปลี่ยนแปลงเป็นไปได้จริง
4. เพิ่มทักษะใหม่เมื่อถึงเวลาจริง ๆ
อย่าหลงใหลในเทรนด์จนลืมถามตัวเองว่า “เราต้องใช้สิ่งนี้จริงหรือยัง?” หากพนักงานเรียนรู้ทักษะใหม่แต่ไม่มีโอกาสใช้ในงานประจำ ทักษะนั้นจะค่อย ๆ เลือนหายไป องค์กรต้องจับตามองแนวโน้มอุตสาหกรรมอยู่เสมอ และให้การฝึกอบรมทักษะใหม่เมื่อมั่นใจว่า ถึงเวลาที่ต้องใช้แล้วจริง ๆ
สมดุลระหว่างทักษะพื้นฐานและทักษะใหม่ ๆ
แม้ว่าทักษะแกนหลักควรเป็นหัวใจสำคัญของการฝึกอบรม แต่ องค์กรก็ไม่ควรมองข้ามทักษะใหม่ ๆ ไปเลย วิธีที่ดีที่สุดคือ การสร้างสมดุล – เริ่มจาก พัฒนาทักษะแกนหลัก ให้แข็งแกร่งก่อน แล้วค่อยเติม ทักษะใหม่ ๆ ที่จำเป็น เพื่อเสริมศักยภาพ
ตัวอย่างเช่น AI-prompt engineering อาจยังไม่สำคัญสำหรับพนักงานฝ่ายบัญชี แต่สำหรับวิศวกรซอฟต์แวร์ที่ทำงานกับระบบ AI นี่คือทักษะที่จำเป็นต้องเรียนรู้ทันที ดังนั้น การออกแบบโปรแกรมฝึกอบรม ต้องสอดคล้องกับบทบาทของพนักงานแต่ละคน
ในยุคที่ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว องค์กรต้องไม่ตกหลุมพรางของการไล่ตามเทรนด์โดยไม่มีเป้าหมาย การทุ่มงบประมาณไปกับทักษะใหม่ ๆ ที่ยังไม่แน่ใจว่าจะได้ใช้จริง อาจเป็นการลงทุนที่สูญเปล่า ในทางตรงกันข้าม การพัฒนาทักษะแกนหลักจะช่วยให้พนักงานทำงานได้ดีขึ้น ทันที และมีผลต่อความสำเร็จขององค์กรโดยตรง
“ก่อนจะวิ่ง เราต้องเดินให้มั่นคงก่อน”
บริษัทที่เข้าใจหลักการนี้จะสร้างทีมที่แข็งแกร่ง พร้อมปรับตัว และนำพาองค์กรไปสู่ความสำเร็จในอนาคตได้อย่างยั่งยืน
ใส่ความเห็น