การเป็นผู้นำที่มีพฤติกรรมไม่คงเส้นคงวา สลับไปมาระหว่างการใช้อำนาจเชิงลบ และการแสดงออกที่ดี เดี๋ยวดี เดี๋ยวร้าย แต่ร้ายมากกว่าดี ก่อให้เกิดผลกระทบที่ร้ายแรงต่อประสิทธิภาพการทำงานของทีมมากกว่าผู้นำที่มีพฤติกรรมเชิงลบอย่างต่อเนื่องเสียอีก บทความนี้จะนำเสนอผลการวิจัยที่ชี้ให้เห็นถึงความเสียหายที่เกิดขึ้นจากภาวะผู้นำแบบ “ดร.เจคิล และมิสเตอร์ไฮด์” ซึ่งทำลายความไว้วางใจ สร้างความเหนื่อยล้าทางอารมณ์ และลดประสิทธิภาพการทำงาน พร้อมแนะแนวทางแก้ไขที่เหมาะสมทั้งในระดับผู้นำ องค์กร และพนักงาน
ผลกระทบจากภาวะผู้นำที่ไม่คงเส้นคงวา ที่มีพฤติกรรม สามวันดี สี่วันร้าย นาทีนี้ร้าย อีกแป๊ปดีแล้ว จะเกิดปัญหาอะไรบ้างลองมาดูกันครับ
1. ปัญหาของผู้นำสองบุคลิก
เมื่อผู้นำแสดงออกสลับไปมาระหว่างพฤติกรรมก้าวร้าวและความเอาใจใส่ที่ดี พนักงานจะเกิดความสับสนและไม่มั่นใจในความคาดหวังของตนเอง ยกตัวอย่างเช่น ผู้นำอาจตำหนิพนักงานอย่างรุนแรงในวันหนึ่ง แต่กลับมาแสดงความห่วงใยอย่างเป็นมิตรในวันถัดไป พฤติกรรมเช่นนี้ส่งผลให้ทีมงานเกิดความตึงเครียดและสูญเสียความเชื่อมั่นมากกว่าเดิม พนักงานจะงง และทำตัวไม่ถูก วางตัวไม่ถูกว่าควรจะทำอย่างไรต่อไป จะเสียเวลามานั่งเดาอารมณ์นาย ความไม่แน่นอนนี้ทำให้พนักงานไม่สามารถคาดการณ์อนาคต และเกิดความเครียดสะสม
2. ความเหนื่อยล้าทางอารมณ์และผลลัพธ์ในที่ทำงาน
ความไม่แน่นอนจากพฤติกรรมของผู้นำเพิ่มระดับความเหนื่อยล้าทางอารมณ์ ซึ่งนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ไม่พึงประสงค์หลายประการ:
– ประสิทธิภาพการทำงานลดลง พนักงานเหนื่อยล้าจะมีประสิทธิภาพการทำงานลดลงและทำผิดพลาดมากขึ้น
– การลดบทบาทเชิงบวก พนักงานจะไม่กระตือรือร้นในการช่วยเหลือเพื่อนร่วมงานหรือทำงานเกินหน้าที่
– พฤติกรรมเชิงลบ เกิดการกระทำตอบโต้ เช่น ขาดงาน การขโมยทรัพยากร หรือการประท้วงเงียบ
3. ความเสียหายที่รุนแรงกว่าผู้นำเชิงลบอย่างต่อเนื่อง
ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่า ผู้นำที่ไม่คงเส้นคงวากลับสร้างผลกระทบที่เลวร้ายยิ่งกว่าผู้นำที่มีพฤติกรรมเชิงลบตลอดเวลา
– พนักงานสามารถคาดการณ์และป้องกันตนเองจากผู้นำที่ใช้พฤติกรรมเชิงลบได้
– แต่ความไม่แน่นอนจากผู้นำสองบุคลิกกลับทำให้พนักงานไม่สามารถปรับตัวได้เลย
4. ผลกระทบต่อหัวหน้างานและทีมงานโดยรวม
เมื่อหัวหน้างานถูกปฏิบัติอย่างไม่แน่นอนจากผู้บริหารระดับสูง ความเสียหายนี้จะแผ่ขยายไปถึงทีมงาน โดยทีมงานจะสูญเสียความมั่นใจในตัวหัวหน้างาน และตั้งคำถามถึงศักยภาพในการนำทีม ข้อค้นพบสำคัญ ความไม่สม่ำเสมอของผู้นำระดับสูงบั่นทอนความน่าเชื่อถือของหัวหน้างาน ทำให้ทีมขาดความไว้วางใจ และแรงจูงใจในการทำงานลดลง
แนวทางแก้ไขเพื่อขจัดพฤติกรรมเชิงลบ
1. สำหรับผู้นำต้องยึดมั่นในความสม่ำเสมอ
ผู้นำต้องมุ่งมั่นในการกำจัดพฤติกรรมเชิงลบให้หมดสิ้น และหลีกเลี่ยงการ “ชดเชย” ด้วยการแสดงออกเชิงบวกในภายหลัง
– การควบคุมอารมณ์ ใช้เทคนิคการฝึกสติ การบริหารความเครียด และการบำบัดความคิดเชิงพฤติกรรม
– ความน่าเชื่อถือในระยะยาว ความคงเส้นคงวาสร้างความไว้วางใจและผลักดันประสิทธิภาพของทีมในระยะยาว
2. สำหรับองค์กร แก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ
องค์กรต้องเข้ามามีบทบาทสำคัญในการลดพฤติกรรมไม่เหมาะสมของผู้นำ
– การฝึกอบรม สร้างทักษะในการควบคุมอารมณ์และจัดการกับความเครียด
– การคัดสรรผู้นำ เลือกสรรผู้นำที่มีความมั่นคงทางอารมณ์และการควบคุมตนเอง
– ระบบความรับผิดชอบ จัดตั้งนโยบาย “ไม่ยอมรับพฤติกรรมเชิงลบ” และช่องทางร้องเรียนที่ชัดเจน
3. สำหรับพนักงาน การรับมือกับปัญหา
แม้บทบาทหลักจะอยู่ที่ผู้นำและองค์กร แต่พนักงานก็มีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาได้เช่นกัน:
– การสื่อสารอย่างตรงไปตรงมา แจ้งความกังวลและความไม่สบายใจกับผู้นำ
– การยกระดับปัญหา หากสถานการณ์ไม่ดีขึ้น ให้แจ้งเรื่องไปยังฝ่ายทรัพยากรบุคคลหรือผู้บริหารระดับสูง
– ทางเลือกในการลาออก หากทุกความพยายามล้มเหลว พนักงานควรพิจารณาย้ายไปยังสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมกว่า
ความสำคัญของความสม่ำเสมอในการเป็นผู้นำ
การเป็นผู้นำไม่ได้หมายถึงการสร้างสมดุลระหว่างสิ่งที่ถูกต้องและสิ่งที่ผิดพลาด เพราะการพยายาม “ชดเชย” พฤติกรรมแย่ ๆ ด้วยการทำดีในภายหลังจะยิ่งสร้างความไม่ไว้วางใจมากขึ้น ผู้นำที่ประสบความสำเร็จอย่างแท้จริงต้องมีความสม่ำเสมอในความยุติธรรมและความเอาใจใส่
การเป็นผู้นำที่ไม่แน่นอนสร้างความเสียหายที่ยากจะประเมิน ทั้งความเหนื่อยล้าทางอารมณ์ ความไม่ไว้วางใจ และประสิทธิภาพการทำงานที่ลดลง ผู้นำต้องมุ่งมั่นขจัดพฤติกรรมเชิงลบและสร้างความคงเส้นคงวาในการเป็นผู้นำที่ยุติธรรม ในขณะเดียวกัน องค์กรควรเข้ามาสนับสนุนการฝึกอบรมและวางระบบความรับผิดชอบที่เข้มแข็ง พนักงานเองก็มีบทบาทในการสื่อสารและจัดการกับสถานการณ์อย่างเหมาะสม ความสำเร็จในฐานะผู้นำขึ้นอยู่กับความสามารถในการสร้างความไว้วางใจผ่านความสม่ำเสมอที่ไม่เคยสั่นคลอน
ใส่ความเห็น