ความไว้วางใจเป็นรากฐานสำคัญของทีมงานที่มีประสิทธิภาพสูง นำมาซึ่งการมีส่วนร่วม ความคิดสร้างสรรค์ และผลิตภาพที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม การสร้างความไว้วางใจในทีมไม่ใช่เรื่องง่าย และไม่ได้เกิดขึ้นเองโดยอัตโนมัติ
บทความนี้จะนำเสนอผลการศึกษาจาก Ron Friedman ที่ตีพิมพ์ใน HBR.org ซึ่งได้สำรวจพฤติกรรมสำคัญที่แยกแยะทีมประสิทธิภาพสูงออกจากทีมทั่วไป โดยอ้างอิงจากการสำรวจพนักงานออฟฟิศในสหรัฐฯ กว่า 1,000 คน เน้นที่การปฏิสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกในทีม ซึ่งช่วยเสริมสร้างและรักษาความไว้วางใจภายในองค์กร
พฤติกรรมสำคัญ 5 ประการที่ช่วยสร้างความไว้วางใจและเพิ่มประสิทธิภาพของทีมงาน ดังนี้
1. การวางแผนความร่วมมืออย่างเป็นระบบ
ทีมงานประสิทธิภาพสูงไม่ปล่อยให้ความร่วมมือเกิดขึ้นตามยถากรรม แต่เริ่มต้นด้วยการหารือถึงวิธีการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ มีการพูดคุยเรื่องความคาดหวัง จุดแข็งของแต่ละคน และกำหนดบรรทัดฐานในการสื่อสาร
แนวคิด “Keystone Conversations” ของ Michael Bungay Stanier เสนอกรอบการสนทนาที่น่าสนใจ โดยให้สมาชิกผลัดกันพูดถึงความถนัด วิธีการสื่อสารที่ชอบ และประสบการณ์ความร่วมมือที่ผ่านมา รวมถึงวางแผนรับมือปัญหาที่อาจเกิดขึ้น
2. การแบ่งปันข้อมูลอย่างโปร่งใส
ความโปร่งใสเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความไว้วางใจ ทีมประสิทธิภาพสูงจะตรวจสอบให้แน่ใจว่าทุกคนได้รับข้อมูลที่จำเป็นอย่างสม่ำเสมอ ตรงกันข้ามกับทีมที่เก็บงำข้อมูล ซึ่งอาจนำไปสู่ความไม่ไว้วางใจ
การสร้างวัฒนธรรมแห่งการแบ่งปันข้อมูลไม่ใช่หน้าที่ของผู้จัดการเท่านั้น แต่เป็นความรับผิดชอบของทุกคนในทีม ซึ่งจะช่วยสร้างบรรยากาศแห่งความปลอดภัยทางจิตใจ ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์และประสิทธิภาพ
3. การแบ่งปันการยอมรับซึ่งกันและกัน
การยอมรับความสำเร็จร่วมกันเป็นอีกพฤติกรรมที่ช่วยเสริมสร้างความไว้วางใจ เมื่อความสำเร็จได้รับการยอมรับ สมาชิกในทีมจะรู้สึกขอบคุณและเป็นส่วนหนึ่งของทีมมากขึ้น
แทนที่จะรับเครดิตเพียงคนเดียว สมาชิกในทีมประสิทธิภาพสูงจะเน้นย้ำถึงการมีส่วนร่วมของเพื่อนร่วมงาน ซึ่งช่วยส่งเสริมความรู้สึกตอบแทนซึ่งกันและกัน และเสริมสร้างความสัมพันธ์ในทีม
4. การมองความขัดแย้งเป็นโอกาสพัฒนา
ความขัดแย้งเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในการทำงานร่วมกัน แต่วิธีจัดการกับมันสามารถทำลายหรือสร้างความไว้วางใจได้ ทีมประสิทธิภาพสูงมองว่าความขัดแย้งไม่ใช่ภัยคุกคาม แต่เป็นโอกาสในการปรับปรุงการตัดสินใจ
พวกเขาจัดการความขัดแย้งอย่างมืออาชีพและเคารพซึ่งกันและกัน โดยมุ่งเน้นที่ประเด็นปัญหา ไม่ใช่ตัวบุคคล ซึ่งช่วยลดการป้องกันตัวเองและรักษาความสัมพันธ์ในทีม
5. การจัดการความตึงเครียดอย่างรอบคอบ
ทีมประสิทธิภาพสูงไม่เพียงแต่จัดการความขัดแย้งได้ดี แต่ยังดำเนินการเชิงรุกเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาใหญ่ หากสมาชิกรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติในความสัมพันธ์ พวกเขาจะริเริ่มแก้ไขปัญหาทันที
ทัศนคติเชิงรุกนี้สะท้อนถึงกรอบความคิดแบบเติบโต (Growth Mindset) ที่เชื่อว่าความสัมพันธ์สามารถพัฒนาได้ด้วยความพยายามและการสื่อสารที่ดี
บทบาทของผู้นำ
แม้ว่าการสร้างความไว้วางใจส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นระหว่างสมาชิกในทีม แต่ผู้นำก็มีบทบาทสำคัญ ผู้นำสามารถกำหนดทิศทางโดยส่งเสริมการสื่อสารที่เปิดกว้างและเป็นแบบอย่างของพฤติกรรมที่พึงประสงค์
อย่างไรก็ตาม ความไว้วางใจไม่ควรถูกมองว่าเป็นกระบวนการจากบนลงล่างเท่านั้น ความไว้วางใจระหว่างเพื่อนร่วมทีมก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน และเกิดขึ้นจากการปฏิสัมพันธ์ในชีวิตประจำวัน
โดยสรุปแล้ว ทีมประสิทธิภาพสูงโดดเด่นด้วยความสามารถในการสร้างความไว้วางใจผ่านการทำงานร่วมกันอย่างมีเป้าหมาย ความโปร่งใส การยอมรับซึ่งกันและกัน การจัดการความขัดแย้งเชิงบวก และการแก้ไขความตึงเครียดอย่างรอบคอบ
พวกเขาไม่ปล่อยให้การสร้างความไว้วางใจเป็นไปตามยถากรรม แต่ร่วมกันสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและเปิดกว้างสำหรับทุกคน ด้วยการมุ่งเน้นที่การปฏิสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกและการสร้างความไว้วางใจในทุกระดับ ทีมเหล่านี้สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพเหนือคู่แข่งและประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืน
ความไว้วางใจเป็นรากฐานของประสิทธิภาพทีม และการสร้างมันต้องอาศัยความพยายามอย่างต่อเนื่องจากทุกคน ผู้นำสามารถวางรากฐานได้ แต่ท้ายที่สุดแล้ว ความไว้วางใจจะเติบโตจากการปฏิสัมพันธ์ประจำวันระหว่างเพื่อนร่วมงาน
เมื่อองค์กรต่างๆ เริ่มตระหนักถึงความสำคัญของความไว้วางใจมากขึ้น พฤติกรรมเหล่านี้จะเป็นแนวทางสำคัญในการสร้างทีมงานที่มีประสิทธิภาพสูงและยืดหยุ่นพร้อมรับมือกับความท้าทายในอนาคต
ใส่ความเห็น